บทที่ 4 ตอนที่ 4 ดักกระทืบว่าที่น้องเขย
ตอนที่ 4 ดักกระทืบว่าที่น้องเขย
กว่าปั้นหยาจะรักษาตัวหายก็ปาเข้าไปหนึ่งสัปดาห์เต็ม ๆ ซึ่งสูญเสียเวลาในการหาเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ นับว่าการตัดสินใจล้มมวยในครั้งนี้ เขาตัดสินใจผิดพลาดไปจริง ๆ
‘ไอ้ปั้นกล้ามโต’ นี่เป็นฉายาล่าสุดที่ถูกตั้งไว้ เพราะคำว่าไร้พ่ายมันไม่คู่ควรกับเขาอีกแล้ว
แน่นอนว่าการที่ปั้นหยาชกแพ้ต้องสร้างความไม่พอใจให้กับใครหลาย ๆ คนเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นมีแฟนมวยหลายคนตามมาด่าถึงหน้าค่ายมวย แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เพราะเงินที่พวกมันลงพนันไปนั้น ปั้นหยาก็ไม่เคยมาบอกให้พวกมันเล่นเสียหน่อย
“พวกมึงช่วยอะไรกูหน่อยดิ” ปั้นหยาเอ่ยขึ้นในขณะกำลังเดินตามนักมวยในค่ายอีกเจ็ดคน ท่าทางดูเร่งรีบและอารมณ์นั้นเต็มไปด้วยโทสะ
“ว่ามาเลยครับ” หนึ่งในนักมวยรุ่นน้องที่ชื่อต๋องเดินตามด้านหลังมาติด ๆ ตอบทันควัน
“จะชวนไปกระทืบใครบางคน”
“ใคร?” นักมวยทั้งเจ็ดคนถามประสานเสียง ก่อนจะหันมามองหน้ากันด้วยความสงสัย
ปกติปั้นหยาไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใครสักหน่อย นอกจากไอ้พวกที่ขึ้นชกแล้วแพ้ทำตัวกร่างกลับมาหาเรื่องกวนส้นตีนปั้นหยาเล่น ๆ จะว่าไปก็ไม่น่าใช่นี่หว่า…
“หรือพี่ปั้นแค้นไอ้นักมวยที่ชนะน็อกพี่เมื่อวันนั้น ถ้าใช่ผมพร้อมไปกระทืบมันให้จมตีนเลย” ครั้งนี้เป็นนักมวยผิวสีเข้มที่ชื่อท็อปเอ่ยเสริม ก่อนจะถูกต๋องพุ่งเข้ามาตบกบาลเต็มแรง
“โอ๊ย! มาตบกูทำไมเนี่ยไอ้ต๋อง” ท็อปตะคอกเสียงแข็ง ตวัดสายตามองเพื่อนด้วยความไม่พอใจ
“มึงพูดเหี้ยอะไร มึงเห็นพี่ปั้นเป็นคนขี้แพ้ชวนตีเหรอ พี่ศรก็บอกอยู่ว่าวันนั้นพี่ปั้นจงใจล้มมวย ถ้าไม่งั้นไอ้เวรนั่นไม่สามารถเอาชนะพี่ปั้นได้ง่าย ๆ แบบนั้นหรอก” สิ้นประโยคนี้เพื่อน ๆ นักมวยต่างพยักหน้าเห็นด้วย คนที่เจ็บหัวบุ้ยปากอย่างงอน ๆ
“อ้าว! กูก็ถามเล่น ๆ ปะ มึงจริงจังอะไรเนี่ย หรือมึงอยากต่อยกับกูเอาไหมล่ะ”
ทั้งสองคนตั้งท่าจะซัดกันเอง ปั้นหยายืนมองอยู่นานจึงต้องเอ่ยปรามขึ้น
“พอ ๆ กูจะไปกระทืบคนแก่ ๆ คนหนึ่ง” ไม่รู้ทำไมใบหน้าขี้เก๊กของเกรียงไกรถึงไม่ออกไปจากหัวสมองเขาสักที วันทั้งวันเอาแต่ครุ่นคิดถึงความกวนส้นตีนของมัน ตามหลอกหลอนจนอยู่ไม่สุข อยากระบายความโมโหด้วยการเตะแม่งให้น่วมจะได้หลาบจำไม่ต้องมายุ่งกับเขาอีก
“คนแก่ใกล้จะลงโลงแล้วนะพี่ ยังไปทำเขาอีกเหรอ” ท็อปเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ เรียวคิ้วสองข้างขมวดเป็นปม
“แก่แต่ตัวอะดิ สมองเหมือนเด็กปัญญาอ่อน”
“ถ้าแก่ขนาดนั้นพี่คนเดียวก็เอาอยู่แล้วปะ” ครั้งนี้เป็นหนึ่งในนักมวยเอ่ย
“ก็จริง แต่กระทืบเสร็จจะรบกวนพวกมึงหามมันไปส่งโรงพยาบาลหน่อย กลัวมันจะตายคาตีนกู”
“พี่แค้นมันจริงปะเนี่ย” ท็อปเกาหัวแกรก ๆ ด้วยความสงสัย
“ไม่ชอบขี้หน้า เห็นแล้วตีนสั่นทุกที แต่มันเป็นว่าที่น้องเขยของกู” สิ้นประโยคนี้ทำเอานักมวยทั้งอึ้งทั้งช็อก ก่อนจะหันมามองหน้ากันด้วยความงุนงง
“อย่าบอกนะว่าเป็นพี่หน้าโบท็อกซ์ที่มายื่นข้อเสนอให้พี่ล้มมวย”
“เออ! มันนั่นแหละ”
“ปัดโธ่! ยังไม่เห็นจะแก่เลย พี่ไปว่าเขาระวังจะได้ผัวแก่ไม่รู้ด้วยนะ” เป็นท็อปที่เอ่ยแซว ก่อนจะวิ่งหางจุกตูดหนีบาทาของรุ่นพี่ไปหลบด้านหลังต๋อง ทั้งสีหน้าและแววตาของปั้นหยาบ่งบอกถึงอารมณ์คุกรุ่นอย่างเห็นได้ชัดเจน
“สรุปพวกมึงจะไปไหม เดี๋ยวจบงานกูจะพาไปเลี้ยงยาดองเป็นการตอบแทน”
“พะ พี่ปั้นแน่ใจนะ แล้วพี่จะไม่มีปัญหากับพ่อแม่ใช่ไหม เอ่อ… ผมหมายถึงไม่เดือดร้อนถึงพวกผมด้วย”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง กูรับผิดชอบเอง พวกมึงมีหน้าที่หามมันไปส่งโรงพยาบาลก็พอ” ปั้นหยาพูดจบก็ขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์คันโตตามด้วยหมวกกันน็อก พวกนักมวยอีกเจ็ดคนเอาด้วยเพราะอยากกินเหล้าฟรีจึงขับตามกันมาสี่คันพร้อมอาวุธครบมือ ไม่ว่าจะเป็นไม้หน้าสาม ไม้เบสบอล รวมทั้งสนับมือก็ตาม
✼ •• ┈┈┈┈┈┈┈ •• ✼
หลังเลิกงานประธานวัยสามสิบเจ็ดก็เดินล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกงออกมาจากโรงแรมอย่างรักษามาด แน่นอนว่าตั้งแต่หัวจรดเท้าของเกรียงไกรยังคงเป๊ะทุกกระเบียดนิ้วเช่นเคย ทำเอาลูกค้าที่เข้ามาพักหันมามองคอแทบเคล็ดหวังจะสานสัมพันธ์ทว่าเจ้าของโรงแรมกลับไม่ชายตามอง
ไม่ใช่ว่าพ่อพระอะไรนักหรอกอีกสามปีก็จะอายุสี่สิบแล้ว เขาผ่านโลกมากพอสมควร จนครั้งหนึ่งเคยปฏิญาณตนกับตัวเองเอาไว้ว่า หากวันใดที่ต้องแต่งงานขึ้นมาจริง ๆ จะไม่มีทางนอกใจภรรยาเป็นอันขาด
ตอนนี้เกรียงไกรไม่เหมือนคนที่กำลังจะแต่งงาน เพราะชีวิตของเขายังคงวนลูปอยู่กับบ้านและที่ทำงาน อ้อ! ยังมีสนามมวยอีกแห่งที่เขาไม่ได้ไปมาหลายวันแล้ว ป่านนี้ไอ้ปั้นจะขึ้นชกได้หรือยังนะ
จู่ ๆ ภาพใบหน้าอันฟกช้ำของไอ้นักมวยหน้าหล่อลอยเข้ามาก็ทำเอาเขาแค่นขำในลำคอ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่หันไปสบสายตาของเลขาฯ คนสนิทที่เดินมาขนาบข้าง
“คุณธนัท วันพรุ่งนี้ผมมีลูกค้าที่ไหนหรือเปล่า”
“พรุ่งนี้ไม่มีงานครับ แต่…”
“ทำไมจะต้องเว้นวรรคนานขนาดนั้น ลิ้นแข็งนักหรือไง ถ้าทำงานไม่ได้เรื่องผมเกษียณคุณธนัทออกก่อนกำหนดดีไหมครับ” เสี้ยวหน้าคมคร้ามเลิกคิ้วถาม ทำเอาชายวัยกลางคนหน้าซีดเผือด
“มะ ไม่ดีหรอกครับ คือพรุ่งนี้ผมจะแจ้งคุณเกรียงว่าต้องไปดูของชำร่วยครับ” ธนัทถึงกับต้องยกมือขึ้นมาปาดคราบเหงื่อที่ไหลลงมาด้วยความหนักใจ
“ไม่เห็นคุณแม่ของผมจะบอกว่าต้องไปรับปันหยี คุณธนัทจำวันผิดหรือเปล่า” ร่างใหญ่บึกบึนขมวดคิ้วแน่น หันหน้ามามองธนัทด้วยความไม่เข้าใจ
“ไม่ผิดครับ วันนี้ผมก็โทรไปหาคุณปันหยี เขายืนยันมาว่าพรุ่งนี้ติดงานเลยให้คุณเกรียงเลือกเองได้เลยครับ”
“ผมคนเดียวเนี่ยนะ?” เขาถามเพื่อความแน่ใจ
“ใช่ครับ”
งานแต่งประสาอะไร บ่าวสาวเจอหน้ากันเพียงแค่ครั้งเดียวตอนดูตัว
เอาตรง ๆ ปันหยีก็น่ารักอยู่หรอก แต่คนหล่อเท่อย่างกูต้องง้อด้วยเหรอวะ!
“งั้นผมให้คุณธนัทช่วยเลือกเลยแล้วกันครับ เพราะผมก็ไม่ไปเหมือนกัน”
“ผะ ผมว่าไม่ดีนะครับ” ชายวัยกลางคนเอ่ยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“ทำไมจะไม่ดี เจ้านายสั่ง คุณธนัทจะขัดคำสั่งเหรอ”
“เปล่านะครับ แต่ถ้าผมเลือกไม่ถูกใจจะทำยังไง”
“ไล่ออก! ไม่เห็นจะยากเลย” เกรียงไกรออกคำสั่งเสร็จก็กระตุกยิ้มข้างมุมปาก ทิ้งให้เลขาฯ จมอยู่กับความหนักใจต่อไป แม้ความจริงแล้วเจ้านายรุ่นลูกจะทำเพียงแค่ข่มขู่ไปวัน ๆ ก็ตาม
ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามานั่งภายในรถยนต์ จู่ ๆ ก็นึกถึงไอ้ปั้นกล้ามโตอีกครั้ง ดังนั้นเป้าหมายเย็นนี้คงไม่พ้นเดินทางไปสนามมวยก่อนกลับเข้าบ้าน
หากได้กวนส้นตีนมันสักที คงจะสนุกดีเหมือนกัน
รถเก๋งสีดำแล่นสู่ท้องถนนด้วยความเร็วคงที่ การจราจรไม่ได้ติดขัดอะไรนักบวกกับเสียงเพลงที่คลออยู่นั้นทำให้ประธานหนุ่มรู้สึกอารมณ์ดี
จู่ ๆ สายตาเหลือบไปตรงกระจกมองหลัง เห็นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่สี่คันขับจี้ตูดมาได้สักระยะแล้ว ตอนแรกก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนักหรอก แต่ไม่ว่าเขาจะเลี้ยวรถไปทางไหนพวกมันก็ตามมาใกล้ในระยะประชิดตลอด แถมยังมีอาวุธครบมืออีกต่างหาก
“เชี่ย! พวกแม่งเป็นใครวะเนี่ย” เรียวคิ้วสองข้างขมวดแน่นด้วยความหวาดหวั่น จะว่าไปเขาก็ไม่มีคู่อริจากไหนนี่หว่า
“เวรเอ้ย!” ยังไม่ทันจะได้ต่อสายหาตำรวจ รถมอเตอร์ไซค์พวกนั้นก็พากันมาปาดหน้า ทำให้เขาต้องหักพวงมาลัยรถไปจอดข้างทางอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ขับรถประสาอะไร ไม่ดูตาม้าตาเรือเลยหรือไงวะ” เขาถือคติที่ว่าเปิดก่อนได้เปรียบ ร่างสูงเดินออกมานอกรถ ทว่าขากลับสั่นแทบทรงตัวไม่อยู่ ชายฉกรรจ์ทั้งแปดคนรูปร่างใหญ่โต แถมยังน่ากลัวอีกต่างหาก
ไอ้สัส! แบบนี้เขาเรียกสั่นสู้หรือเปล่าวะ
“ไอ้แก่ วันนี้มึงตายแน่” โทนเสียงที่คุ้นเคยทำเอาเกรียงไกรขมวดคิ้วแน่น มองดูคนที่พูดกำลังจะถอดหมวกกันน็อกออก
คำว่าแก่พูดเบา ๆ ก็เจ็บ และใช่… คนที่เรียกเขาแบบนี้มีแค่คนเดียวเท่านั้นแหละ
“ไอ้… เอ่อ คุณปั้นหยา มีเรื่องอะไรค่อย ๆ คุยกันสิครับ ผมไปทำอะไรให้คุณเหรอ” ถุย! กูเป็นห่าอะไร ทำไมต้องพูดเพราะกับมันตลอดเลยวะ
“มึงยังมีหน้ามาถามอีกเหรอ วันก่อนมึงสมน้ำหน้ากู วันนี้กูจะกระทืบมึงให้จมตีนเลยไอ้แก่” ปั้นหยาตะเบ็งเสียงแข็ง รวมทั้งเพื่อน ๆ นักมวยต่างก็จ้องมองมาทางเขาคนเดียวทำเอาเกรียงไกรหนาวลึกถึงกระดูก
ต่อให้เขาร่างกายแข็งแรงและรูปร่างสูงกว่าก็จริง แต่ก็ไม่เป็นเชิงมวยอยู่ดี แถมพาพวกมาด้วยอีกสามคน ใครมันจะโง่อยู่รอให้มันมากระทืบกันวะ!
นักธุรกิจวัยสามสิบเจ็ดหลุดมาดเข้ม สับฝีเท้าวิ่งหนีไอ้นักมวยป่าเถื่อนอย่างเร็วจนลืมรักษามาด
“อย่าหนีไปไหนนะโว้ย!”
“หยุดให้โง่เหรอ” โชคดีที่ขาของเขายาวกว่าทำให้ทิ้งระยะห่างพอสมควร กระทั่งวิ่งมาถึงตรอกซอกซอยที่คับแคบ ลิ้นก็ห้อยออกมายืนหอบแฮ่ก ๆ เหมือนหมา
นี่สินะ! บทลงโทษของคนไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
“ทำไงดีวะเนี่ย!” ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นมาเกาหัว แต่พอนึกขึ้นได้ว่าผมที่เซ็ตเอาไว้นั้นจะเสียทรงก็กลายเป็นลูบเบา ๆ แล้วกลับมายืนเท้าเอวอย่างคนใช้ความคิด จู่ ๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นถังขยะสีเขียวที่อยู่ใกล้ ๆ
“ไม่เอาน่า… สกปรกขนาดนั้น ใครแม่งจะลงไปแอบวะ” ยังไม่ทันที่เกรียงไกรจะได้ตัดสินใจก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งตามหลังมา
เสี้ยวเวลาแห่งความเป็นความตาย เขาไม่มีทางเลือกจึงรีบเอาตัวเองลงไปในถังขยะเน่า ๆ กลิ่นเหม็น ๆ ที่โชยขึ้นจมูกเกือบทำให้เขาสำรอกออกมา
ไอ้เวร! ถ้ากูรอดออกไปได้ กูจะไปฟ้องแม่มึงแน่
“มันหายไปไหนแล้ววะ วิ่งไวฉิบหาย” เสียงของปั้นหยาดังขึ้นใกล้ ๆ ทำให้คนที่อยู่ในถังขยะแทบจะกลั้นหายใจ ทั้งอึดอัดและขยะแขยง
“พี่ปั้นเอาไงต่อดี” หนึ่งในนักมวยเอ่ยถาม
“งั้นพวกมึงสามคนไปทางนู้น แล้วอีกสี่ไปทางนู้น ถ้าเจอตัวไอ้เกรียงก็กระทืบได้เลย เอาให้มันไม่กล้ามากวนส้นตีนกูอีก”
“แล้วพี่ปั้นล่ะ”
“กูคนเดียวเอาอยู่ ไอ้แก่นั่นไม่คณาตีนกูหรอก”
“ครับพี่” พูดจบพวกมันก็พากันวิ่งออกไป ส่วนปั้นหยาก็วิ่งมาอีกทาง พลันสายตาเหลือบไปเห็นฝาถังขยะที่ปิดเอาไว้ไม่สนิท
ดวงตาคมสวยหรี่ลงอย่างจับสังเกต สองเท้าค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้มากขึ้น เห็นเส้นผมสีดำของคนโผล่ออกมาจึงกระตุกยิ้มข้างมุมปาก
“งู! งู! ตัวใหญ่เบ้อเร่อเลย” สิ้นประโยคนี้ทำเอาคนที่ซ่อนตัวอยู่ในถังขยะสะดุ้งโหยง ไม่รู้ว่าจะขาดอากาศหายใจตายหรือโดนงูกัดตายก่อนกันแน่
เกรียงไกรรีบกระโจนออกมาจากสิ่งปฏิกูลอย่างรวดเร็ว จนล้มไปนอนกลิ้งขลุก ๆ พยายามสลัดตัวเองให้หลุดจากถังขยะด้วยความหวาดกลัว ทว่าเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะจากนักมวยกล้ามโตจึงทำให้เขาได้สติแล้วว่าตอนนี้ถูกหลอก
“คุณหลอกผมเหรอ” คนที่เหม็นไปด้วยกลิ่นขยะเอ่ยถามด้วยความไม่พอใจ
“ก็เออสิวะ คนเหี้ยอะไร โง่ฉิบหาย หนีกูไม่รอดแล้วมาให้กูกระทืบซะโดยดี”
หมับ!
ฝ่ามือของนักมวยคว้าหมับที่เสื้อสูทสีเทาของคนที่กำลังจะวิ่งหนี ก่อนที่ปั้นหยาจะเตะตัดขาแกร่งจนว่าที่น้องเขยล้มลงไปกองกับพื้น
ตุ๊บ!
“ถ้าคุณทำอะไรผม ผมจะไปฟ้องแม่แน่” ชายวัยสามสิบเจ็ดพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจัง ทำเอาปั้นหยาหัวเราะร่วนออกมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำให้คนถูกเยาะเย้ยรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“ขำอะไรนักหนา”
“ก็ขำมึงสิวะ! สู้ไม่ได้ก็ฟ้องแม่ คิดว่ากูกลัวเหรอ”
“…”
“วันนี้กูจะเตะมึงให้สาแก่ใจเลย แล้วหลังจากนี้มึงจะขี่ม้าสามศอกไปฟ้องแม่ก็เชิญ”
“…”
“ไอ้เด็กโข่ง! แก่จะตายห่าแล้วยังไม่หย่านมแม่อีกหรือไง”
