บทที่ 5 ตอนที่ 5 ตกกระไดพลอยโจนโดนกระทืบไปด้วยคน
ตอนที่ 5 ตกกระไดพลอยโจนโดนกระทืบไปด้วยคน
ตุ๊บ!
“โอ๊ยยย! พอแล้ว ๆ พะ พอเถอะ” เสียงร้องโอดโอยของร่างบึกบึนที่นอนกองอยู่บนพื้นดังขึ้นหลังถูกกระทืบมาไม่ยั้ง ทั้งเจ็บทั้งจุกจนพูดไม่ออก เขาไม่คิดว่าตีนของนักมวยมันจะหนักได้ถึงขนาดนี้
“วันนี้กูจะเอาให้มึงไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลเลยไอ้ขยะเปียก” ภายในอกของปั้นหยานั้นเดือดปุด ๆ ยิ่งเห็นหน้าขี้เก๊กของมันก็ยิ่งรู้สึกหมั่นไส้ จากที่จะเอาให้หลาบจำจึงพลั้งตีนหนักไปหน่อยทำเอาสภาพของเกรียงไกรแทบดูไม่ได้เลย
“อึก! ผะ ผมกำลังจะเป็นน้องเขยของคุณนะ โอ๊ยยย! บอกให้เบาไง” คำร้องประท้วงนั้นหายไปเมื่อถูกฝ่าเท้ามาเหยียบอยู่ตรงกลางอกเต็มแรง
ไอ้เด็กเวรนี่! มึงจะหยามกูเกินไปแล้ว
“คนอย่างมึง กูไม่รับเป็นน้องเขยหรอก”
“แล้วยังไง จะยกเลิกงานแต่งเหรอ ก็เอาสิ! ผมไม่ติดอยู่แล้วปะ ไม่ได้อยากแต่งเหมือนกันสักหน่อย โอ๊ย!” ถ้าต้องการแบบนั้นก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเงินค่าสินสอด
“ถ้ามึงยกเลิกก่อนที่กูจะหาเงินไปคืนเจ้าหนี้ กูเอามึงตายแน่”
“อ้าว! สรุปคุณจะเอายังไง หรืออยากได้แค่ค่าสินสอดอย่างเดียว” คนตัวเหม็นกัดฟันถามออกไป กลัวจะถูกกระทืบซ้ำอีกรอบอยู่หรอก แต่คนมันคับข้องใจนี่หว่า
“เออ… กูหวังแค่เงินค่าสินสอด”
“เห็นแก่ตัว โอ๊ยย!”
“แม่ของมึงรู้อยู่แล้วนี่ว่าครอบครัวกูต้องการเงิน เห็นแก่ตัวตรงไหน”
“ยังจะถามอีกเหรอ” กำลังจะถูกกำปั้นอีกฝ่ายง้างมาซัดที่ปาก เกรียงไกรรีบหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัว รีบยกมือมาบังเอาไว้แล้วนอนหุบปากเงียบ
อะ อ้าว! รอดวุ้ย
“เรื่องที่มึงถูกกูกระทืบวันนี้ ถ้ามึงวิ่งแจ้นไปฟ้องแม่จนเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตละก็… กูจะกลับมาคิดบัญชีกับมึงใหม่แน่”
“…”
“ก็ดี! เพราะถ้ามึงผิดคำพูดเมื่อไร ครั้งหน้ากูเอายันตายแน่” คนที่ยืนอยู่พูดน้ำเสียงลอดไรฟัน จ้องมองชายที่เนื้อตัวเหม็นเน่าอยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกเกลียดชัง และสมเพช
“ว่าแต่คนอื่น คุณเองก็กลัวแม่ด่าขึ้นมาเหมือนกันนั่นแหละ ผมแนะนำให้เอาผ้าถุงแม่มาใส่นะครับ กล้าทำก็ช่วยกล้ารับด้วย” ปากดีไปอีกกู ขอโทษด้วยที่สู้แรงไม่ไหว แต่กูมีปากที่ดีกว่ามึงว่ะไอ้น้อง
“ไอ้แก่! ให้เก่งเหมือนปากเถอะมึง” ปั้นหยาไม่พูดเปล่า ทั้งขยี้ปลายเท้ากดหน้าอกจนคนใต้ร่างเบ้หน้าเพราะรู้สึกเจ็บ ตามด้วยก้มลงมากระชากชุดสูทสีเทาของคนที่นอนอยู่บนพื้น เขากำลังจะง้างหมัดซัดเข้าไปตรงใบหน้าหล่อเหลาเพื่อระบายอารมณ์ จู่ ๆ ก็มีนักเลงเจ้าถิ่นกลุ่มหนึ่งราวสิบคนเห็นจะได้เดินเข้ามา ทำให้เขาต้องหยุดชะงักแล้วหันไปมองตาเขม็ง
“ไอ้ดำ”
“ขอบใจที่ยังจำกันได้ ไม่ยักรู้ว่าไอ้ปั้นไร้พ่ายจะชอบรังแกคนไม่มีทางสู้แบบนี้” หนึ่งในนักเลงเอ่ยด้วยท่าทางยียวน มันมีชื่อว่าดำ เคยขึ้นชกกับปั้นหยาหลายต่อหลายครั้งก็ไม่เคยจะเอาชนะได้สักที
อย่างที่บอกว่าเชิงมวยของมันกับปั้นหยาต่างกันมาก ดังนั้นจึงเก็บเป็นความแค้นส่วนตัวจนกลายเป็นความบาดหมางกัน
ก่อนหน้านี้พวกมันนัดรวมตัวกันเพื่อพากันออกมากินข้าวต้มข้างทางเจ้าประจำ แต่ดันเจอคู่อริอย่างปั้นหยาอยู่คนเดียวจึงเข้าทางที่จะคิดบัญชีในตอนนี้ เพราะงั้นจะปล่อยให้ปั้นหยารอดออกไปได้อย่างไร
“ไม่ต้องมาเสือก ถ้าไม่อยากเจ็บตัวจะไปไหนก็ไป” ปั้นหยาสวนออกไปเสียงแข็ง พอ ๆ กับดวงตา มือสองข้างกำหมัดแน่นด้วยความเดือดดาล แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้พวกมันรู้สึกเกรงกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว
“อย่าอวดเก่งไปหน่อยเลย ต่อให้มึงเก่งแค่ไหนก็สู้พวกกูไม่ได้หรอก”
“ไอ้พวกหมาหมู่”
“แล้วมึงดีกว่ากูตรงไหน มารังแกคนไม่มีทางสู้จนสภาพดูไม่ได้แบบนั้น” คนถูกกล่าวหาลุกขึ้นมาปัดชายเสื้อที่เต็มไปด้วยคราบรองเท้า อีกทั้งยังมีกลิ่นเหม็น ๆ ของพวกขยะโสโครกติดตัวมา ทำเอาพวกชายฉกรรจ์แค่นหัวเราะแล้วยกมือขึ้นมาอุดจมูกเอาไว้
“ดูด้วยว่ากูตัวใหญ่กว่าพวกมึงด้วยซ้ำ แค่นักเลงไม่กี่คนกูจัดการแป๊บเดียวก็ร่วงแล้ว” มาสิ! มาว่ากูไม่มีทางสู้ ตอนนี้กูสู้ด้วยปากอยู่ มึงกลัวหรือเปล่า อย่างน้อยถ้าพวกมันมะรุมมะตุ้มเข้ามาก็ต้องผ่านด่านไอ้ปั้นหยาไปก่อนแหละ
“ก็ดี เก่งมากกูก็จะจัดให้ พวกมึง ลุย!” สิ้นประโยคนี้ทำเอาเกรียงไกรหน้าเหวอ เพราะปั้นหยานักมวยดีกรีไร้พ่ายวิ่งป่าราบไปต่อหน้าต่อตา เสี้ยววินานทีนี้คิดอะไรไม่ออกจึงสับฝีเท้าวิ่งตามว่าที่พี่เขยไปติด ๆ อย่างไม่คิดชีวิต โชคดีที่เขาขายาววิ่งตามปั้นหยาได้ทันเวลา
จนกระทั่งมาถึงโรงงานร้างแห่งหนึ่งค่อนข้างสกปรก แต่ก็คงไม่เท่าเกรียงไกรในตอนนี้ เขารู้สึกขยะแขยงตัวเองเต็มทน แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่จะเดินไปซื้อเสื้อผ้าเอามาเปลี่ยน อย่างมากก็คงรอดเพราะตอนนี้เขาก็วิ่งเลยไอ้ปั้นมาแล้ว
“อ้าว! ไงทิ้งกูแบบนี้” แต่พอหันหลังกลับไปเห็นปั้นหยาวิ่งเอาตัวเองเข้าไปในตู้เก็บของเก่าคร่ำครึหลังหนึ่ง ไวเท่าความคิด เกรียงไกรรีบสับฝีตีนเอาตัวเองเข้าไปนั่งเบียดอยู่ด้านข้างนักมวยในตู้หลังนั้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับปิดประตูลงจนสนิท พยายามอย่างมากที่จะหายใจเบา ๆ เพราะเกรงว่าไอ้พวกนักเลงหัวไม้มันจะผ่านมาได้ยิน
“ไอ้เหี้ยนี่ตัวโคตรเหม็นเลย ตามเข้ามาทำไมวะ ออกไป” นักมวยกล้ามโตพยายามดันร่างใหญ่ล่ำสันให้ออกไปจากตู้ แต่เกรียงไกรเองก็เกาะกับขอบตู้ไว้สุดกำลัง จึงเกิดการยื้อยุดฉุดดึงกันอยู่อย่างนั้นพักใหญ่เลย
“อดทนหน่อยดิ ไม่ใช่เพราะว่าคุณเหรอ ผมถึงมีสภาพแบบนี้” พอพูดถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกเจ็บปากและตามร่างกายขึ้นมาทันที จนต้องเบ้หน้าแสดงความเจ็บปวดให้ปั้นหยาเห็น
“ทำไมกูต้องมาเจอตัวซวยอย่างมึงด้วยวะ เหม็นก็เหม็น”
“ตัวนักมวยอย่างคุณหอมขนาดนั้นเลยเหรอ” เกรียงไกรไม่พูดเปล่า ทั้งยังยื่นหน้าหล่อคมเข้มไปด้วยรอยฟกช้ำมาดมกลิ่นตรงซอกคอของไอ้คนที่มันว่าเขาเมื่อสักครู่ ทว่ากลับได้กลิ่นหอมอ่อนตีรื้นเข้าจมูกจนควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจเอาไว้ไม่อยู่
ทำไมกูต้องใจสั่นทุกครั้งที่เข้าใกล้มันด้วยวะ
“ทำอะไรของมึง” นิ้วชี้เรียวยกขึ้นมาดันศีรษะของอีกฝ่ายออกไปทำท่าทีแสนรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
“รังเกียจขนาดนั้น ระวังได้ผมเป็นผัวนะ” กูพูดอะไรออกไปวะเนี่ยไอ้เกรียง
“ถ้าพูดอีกที กูชกปากมึงแน่”
ได้ยินแบบนั้นเกรียงไกรรีบเม้มริมฝีปากแน่น ตามด้วยบุ้ยปากออกมาท่าทางงอน ๆ ทำเอาปั้นหยาถึงกับส่ายหน้าไปมาด้วยความระอา ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกนักเลงวิ่งมา พวกเขาจึงนั่งเงียบรอให้พวกมันวิ่งผ่านไปจะได้แยกย้ายกันสักที
คนตัวเหม็นจงใจขยับเข้ามาเบียดร่างนักมวย แต่ก่อนที่ปั้นหยาจะอ้าปากด่าฝ่ามือใหญ่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นขยะเอื้อมมาอุดปากนักมวยวัยยี่สิบห้า กลิ่นนั้นมันโชยเข้าจมูกทำเอาปั้นหยาทำท่าทางสำรอกออกมาอย่างอดไม่ได้ ซึ่งเกรียงไกรเองก็ไม่ต่างกัน คนที่เจ้าสำอางรักษาความสะอาดแบบนั้นรู้สึกสะอิดสะเอียดกลิ่นเหม็นที่ติดเสื้อผ้าจะตายไป
“เอาอือออก” (เอามือออก)
“อะไร อยู่เงียบ ๆ เดี๋ยวพวกมันก็แห่กันมาหรอก”
“อ๋อน” (หนอน)
“ฮะ?”
“หนอน!” สิ้นประโยคนั้นสายตาคมกริบก็เหลือบไปเห็นหนอนตัวสีขาวที่ไต่อยู่บนมือตัวเอง ต่างฝ่ายต่างร้องโวยวาย รีบวิ่งออกมาจากตู้หลังนั้นด้วยความตกใจ ในขณะเดียวกันพวกชายฉกรรจ์ที่วิ่งออกไปได้ไม่ไกลได้ยินเสียงก็วิ่งกลับมาดู
“หนีกูไม่พ้นจนได้ พวกเราไปกระทืบมันให้สาแก่ใจเลย”
“แล้วไอ้หน้าหล่อขยะเปียกนั่นล่ะลูกพี่”
“ไอ้นั่นเป็นลูกน้องไอ้ปั้นหยาแน่ ๆ ซัดแม่งทั้งคู่เลย” สิ้นประโยคนี้พวกมันก็รุมกระทืบเกรียงไกรและปั้นหยาอย่างแรง ทำเอานักธุรกิจไม่มีโอกาสได้แก้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองไม่ได้เป็นลูกน้องของปั้นหยาอย่างที่เข้าใจ
“เฮ้ย! พวกมึงหยุดนะเว้ย” เป็นเสียงของหนึ่งในนักมวยค่ายเดียวกับปั้นหยา วิ่งเข้ามาพร้อมกับอาวุธครบมือ คนที่ตัวเปล่าอย่างพวกมันจึงรีบพากันวิ่งหนีออกไป
สภาพทั้งสองคนค่อนข้างหนัก ร่างกายบอบช้ำเกินกว่าจะมีเรี่ยวแรงลุกขึ้นมานั่ง หลังจากนั้นก็ถูกนำตัวพาไปส่งโรงพยาบาล แต่ใกล้สุดก็คงเป็นเอกชนที่ราคาแพงนั่นแหละ กว่าจะมีเรี่ยวแรงได้ก็รุ่งขึ้นของอีกวันเลย
ร่างสูงใหญ่ในชุดสีเขียวอ่อนของทางโรงพยาบาลเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องพักของปั้นหยา ก่อนจะผลักประตูห้องเข้าไปก็เห็นอีกฝ่ายนอนเอามือก่ายหน้าผากด้วยความหงุดหงิด ส่วนแขนอีกข้างก็ใส่เฝือกเอาไว้ใช้การไม่ได้
ที่อีกฝ่ายเจ็บหนักกว่าเพราะพวกมันกะมาเล่นปั้นหยาเต็มที่ ส่วนตัวเขามันก็เข้าใจว่าเป็นลูกกระจ๊อกเท่านั้นแหละ
“เข้ามาทำไม” คนไข้ดีดตัวลุกขึ้นเดินมายืนจังก้าด้วยความไม่พอใจ เรื่องนี้เขาไม่ได้บอกครอบครัวเพราะเกรงว่าจะเป็นห่วง ได้แต่โกหกบอกว่านอนที่ค่ายมวยเพื่อให้ทางบ้านสบายใจ
“ผมมาขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจกวนบาทาคุณเลยนะครับ ผมก็แค่เห็นคุณเป็นว่าที่พี่เขยก็เลยหยอกเล่นเฉย ๆ” คำขอโทษก็ไม่ได้ออกมาจากใจสักเท่าไรหรอก แต่ไม่อยากโดนกระทืบอีกก็เท่านั้น รสชาติของความเจ็บปวดเขารู้ซึ้งแล้วว่ามันไม่สนุกสักเท่าไหร่
ว่าแต่ว่า ไอ้ปั้นมันโดนชกทุกวันขนาดนั้น มันทนได้ไงกันวะ
“กูไม่มีทางให้อภัยมึง ไอ้แก่” ไอ้ยินคำแสลงหูถึงกับของขึ้น กูขอโทษดี ๆ ไม่ชอบ งั้นก็ปากดีต่อไปแล้วกัน
“ผมดีใจที่อยู่มาจนแก่ กับบางคนก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ยันแก่ไหม” พูดออกไปลอย ๆ ทำเอาคนที่ได้ยินกำหมัดแน่น ตั้งท่าจะต่อยแต่การที่ถูกกระทืบมาจนต้องใส่เฝือกทำให้ไม่มีแรง
“มึงก็ระวังจะอยู่ไม่ถึงสี่สิบแล้วกัน”
“งั้นก็เสียใจกับน้องชายคุณด้วยแล้วกัน เพราะจะกลายเป็นหม้ายผัวตาย” สิ้นประโยคนี้เกรียงไกรก็หัวเราะร่วน พร้อมทั้งส่งยิ้มจงใจกวนประสาทปั้นหยาอย่างอดไม่ได้
“…”
“ครั้งนี้ผมจะไม่บอกคุณแม่ว่าคุณทำร้ายร่างกายผม แต่ถ้ามีครั้งหน้าอีก ผมจะบอกผู้ปกครองของคุณให้ควบคุมพฤติกรรมนี้หน่อย” เมื่อวานนี้เกรียงไกรเองก็โทรไปบอกแม่ว่าจะนอนคอนโด เพราะดื่มหนักขับรถไม่ไหว
“กูไม่กลัว”
“แล้วถ้าน้องชายสุดที่รักของคุณทราบพฤติกรรมป่าเถื่อนแบบนี้ เขาจะผิดหวังในตัวพี่ชายหรือเปล่านะ”
“ไอ้เกรียง มึงตายแน่” ปั้นหยาไม่พูดเปล่า มือข้างที่ไม่ได้ใส่เฝือกคว้าขวดน้ำใกล้ ๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะปาใส่คนโตกว่า ทว่าเกรียงไกรไหวพริบดีจึงเอี้ยวตัวหลบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยืดตัวตรงแล้วยกยิ้มกลับมา
มันแปลกมาก เมื่อได้เห็นปั้นหยาโมโหแล้ว เขากลับรู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
✼ •• ┈┈┈┈┈┈ •• ✼
วันเวลาผ่านไปไวมาก เพราะอาทิตย์หน้าก็จะถึงงานแต่งแล้ว แต่ว่าปั้นหยายังหาเงินไปคืนเจ้าหนี้ไม่ได้เลย ดังนั้นแผนล่มงานแต่งเป็นอันต้องพับเก็บไป ทำได้เพียงแค่นั่งมองเงินจำนวนหนึ่งที่อยู่ในมือ เพราะไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหนสุดท้ายมันก็ไม่พออยู่ดี
“พี่ปั้น ไม่เป็นไรนะ” คนเป็นน้องชายที่นั่งอยู่ด้านข้างปลอบใจ สีหน้าและแววตาดูไม่มีความสุขเหมือนคนที่กำลังจะแต่งงานเลยสักนิด
มันก็แน่ล่ะ เพราะปันหยีเองถึงแม้ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาหวานราวผู้หญิง แต่เขาก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่นชอบผู้หญิงอยู่ดี เขาไม่ได้เต็มใจที่จะแต่งงานกับคนที่ผู้เป็นแม่หาเอาไว้ให้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถเลี่ยงได้อยู่ดี
“พี่รับปากกับปันหยีเอาไว้ แต่พี่ก็ทำไม่ได้ พี่เป็นพี่ชายที่โคตรแย่” ชายหนุ่มตอบออกไปเสียงเบา ผิดคำสัญญาที่ให้เอาไว้จึงไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าคนเป็นน้องชาย
“พี่ปั้นเก่งที่สุดแล้วครับ อย่าโทษตัวเองเลยนะครับ ไม่เป็นไร” จู่ ๆ กระบอกตาก็ร้อนผ่าวจนสุดท้ายกลั้นน้ำตาแห่งความเสียใจเอาไว้ไม่อยู่ ทำเอาพี่ชายอย่างปั้นหยาเจ็บปวดจนไม่อาจให้อภัยตัวเอง
“ถ้าน้องปันหยีไม่อยากแต่ง พี่จะบอกพ่อกับแม่เรื่องนี้เอง”
“แต่พี่ก็รู้ ครอบครัวเราหวังเงินค่าสินสอดมาปลดหนี้นะครับ”
“ยังไงมันก็ไม่พออยู่แล้ว เจ้าหนี้ของแม่ไม่ได้มีเท่านี้”
“อย่างน้อยก็ลดหนี้ไปได้บ้าง แล้วอีกอย่างหากได้เป็นภรรยาของคุณเกรียง เขาก็คงไม่ปล่อยให้ครอบครัวของเมียตัวเองตกระกำลำบากหรอกครับ”
“ไอ้เวรนั่นไว้ใจได้นี่ไหน” สิ้นประโยคนี้สองพี่น้องก็ถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก แต่ถึงอย่างนั้นก็คงต้องปล่อยให้งานแต่งตำเนินต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี
