บทที่ 6 ตอนที่ 6 เจ้าสาวไม่ตรงปก
ตอนที่ 6 เจ้าสาวไม่ตรงปก
ในที่สุดงานแต่งก็มาถึงจนได้ ปั้นหยาลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวไปงานแต่งของน้องชาย สีหน้าและแววตาดูหม่นเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เขาไม่ได้ยินดีที่ปันหยีจะต้องแต่งานกับเกรียงไกรเลยสักนิด ซ้ำยังคงจมอยู่กับความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถหาเงินมาปลดหนี้ให้กับครอบครัวได้
สองเท้าของเขาเดินลงมาจากตัวบ้านราวกับคนหมดอาลัยตายอยาก สายตาคมสวยมองดูความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นเมื่อรถยนต์ทางฝั่งเจ้าบ่าวขับมารับตัวเจ้าสาวถึงบ้าน ทว่าปันหยีดันหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ไม่ว่าคนเป็นแม่จะกระหน่ำโทรกี่ครั้งก็ไม่มีวี่แววว่าจะรับ แถมยังตัดสายทิ้งและปิดเครื่องใส่อีกต่างหาก
“แม่จะทำยังไงดีปั้นหยา น้องหนีไปแล้ว” เสียงร้องโอดครวญของผู้เป็นแม่ดังขึ้นทำให้ลูกชายคนโตถึงกับสลดใจ แต่ถึงอย่างไรงานแต่งวันนี้ต้องดำเนินต่อไปเพื่อให้ได้เงินสิบล้านมาบรรเทาหนี้ก้อนโตให้กับครอบครัว
“พ่อว่าเราบอกความจริงทางฝั่งเจ้าบ่าวเลยดีไหมว่าให้ยกเลิกงานแต่ง” คนเป็นพ่อเดินคอตกเข้ามาเสนอความคิดเห็น ลำพังแค่เป็นตัวต้นเหตุทำให้ครอบครัวลำบากก็รู้สึกผิดมากพออยู่แล้ว
“ไม่ได้นะพ่อ ยังไงเราก็ต้องตามตัวปันหยีให้เจอ” น้ำเพชรรีบสวนทันควัน
เรื่องที่เธอกับสามีเคยถูกเจ้าหนี้ทำร้ายไม่เคยรู้ถึงหูปั้นหยาเลย แต่ถ้าหากหลังจากวันนี้ไปเธอไม่ได้เงินค่าสินสอดไปใช้หนี้จริง ๆ ละก็ พวกมันก็คงจะตามมาทวงหนี้กับลูก ๆ แทน และถ้าเป็นแบบนั้นจริงพวกมันก็จะทำร้ายลูก ๆ ไปด้วยแน่
“แล้วแม่จะทำยังไง พ่อมองไม่เห็นทางออกเลย” ยุทธนาาเองก็หนักใจพอสมควร เขาไม่โกรธที่ปันหยีทำแบบนี้ แต่โกรธตัวเองที่ปล่อยให้ลูกจมอยู่กับความทุกข์โดยที่แก้ไขอะไรไม่ได้เลยต่างหาก
“แม่จะเป็นลมเหมือนกัน”
“งั้นพ่อว่าเราปล่อยให้งานแต่งยกเลิก แล้วเปลี่ยนเป็นสัญญากู้ยืมดีไหม”
“จะบ้าเหรอคะคุณ ถึงฉันจะเป็นเพื่อนกับอมรรัตน์ก็จริง แต่ถ้าเราทำเขาขายหน้าแบบนั้น เขาจะให้เงินเรายืมเหรอ” พูดจบหญิงวัยกลางคนที่อยู่ในชุดผ้าไหมเต็มยศกำลังจะหมดแรงยืน ทำเอาคนเป็นสามีและลูกชายคนโตช่วยกันพยุงมานั่งพักบนโซฟา
น้ำเพชรเองก็ได้แต่ปล่อยให้น้ำตาไหลเอื่อย ๆ โดยที่มีคนเป็นสามีคอยเอาพิมเสนมาอังเอาไว้ตรงจมูกด้วยความเป็นห่วง
“ใจเย็น ๆ มันต้องมีทางออกสิ”
“ฉันคิดอะไรไม่ออกเลย มันมืดแปดด้านไปหมด”
ภาพตรงหน้ามันชั่งเสียดแทงใจของปั้นหยาจนเขารู้สึกเจ็บปวด หากทนมองอยู่เฉย ๆ ก็คงใจดำเกินไปเสียหน่อย ในเมื่อตามหาตัวปันหยีไม่เจอดังนั้นสิ่งที่เขาคิดออกและแก้ไขเรื่องนี้ก็คงมีอยู่ทางเดียวเท่านั้น
ถ้าแม้ว่าเขาจะไม่ได้ต้องการให้มันเป็นแบบนี้ก็ตาม…
“ผมพอมีทางแก้ไข แต่ผมไม่รู้ว่าพ่อกับแม่จะโอเคหรือเปล่า” ปั้นหยาโพล่งขึ้นทำให้สองพ่อแม่หันมามองคนเป็นลูกชายตาเดียว ก่อนจะหันมามองหน้ากันพลางขมวดคิ้วแน่น
“อะไรเหรอลูก”
“ผมจะแต่งงานแทนน้องปันหยีเองครับ ถ้าพ่อกับแม่โอเคและทางฝั่งเจ้าบ่าวไม่ขัดข้อง เจ้าสาวในวันนี้จะเป็นผมครับ” เพื่อตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ที่ครั้งหนึ่งเคยให้เขาได้ไปทำตามความฝันโดยการเป็นนักมวย หากวันนั้นเขาเดินหน้าเข้าสู่การเป็นนักธุรกิจ บางทีอาจจะมีความรู้พอจะช่วยเหลืองานพวกท่านได้บ้าง
แต่นี่ไม่เลย… นอกจากพละกำลังฝีมือการต่อสู้ที่มีแล้ว นอกนั้นเขาก็เหมือนคนที่ไร้ความสามารถคนหนึ่งเลย
✼ •• ┈┈┈┈┈┈ •• ✼
ช่วงเวลาหกโมงเช้าทางฝั่งเจ้าบ่าวมีบรรยากาศเคร่งเครียดไม่ได้ต่างกันสักเท่าไร
ปันหยีที่เป็นเจ้าสาวตัวจริงหนีงานแต่งไปแล้ว และขอเปลี่ยนตัวเจ้าสาวกะทันหัน ซ้ำยังมีรูปร่างใหญ่โตต่างจากสเปกของเกรียงไกรอยู่มาก ทำให้สองแม่ลูกนั่งปรึกษากันอยู่ที่บ้านมาสักพักหนึ่งแล้ว
“เกรียงโอเคใช่ไหม ถ้าต้องแต่งงานกับปั้นหยา” ส่วนตัวคุณหญิงอมรรัตน์เองรู้ดีว่าปั้นหยาไม่ใช่คนที่ลูกชายจะชอบได้ง่าย ๆ อีกฝ่ายเป็นถึงนักมวยตัวโตก็แอบเป็นห่วงความรู้สึกของเกรียงอยู่ไม่น้อยแต่ถึงอย่างนั้นแขกเหรื่อที่เชิญมางานก็ค่อนข้างใหญ่โต ไหนจะนักข่าวก็มาตั้งแต่เช้าตรู่จนเต็มหน้าโรมแรมไปหมด ดังนั้นพวกเขาเองก็จะปล่อยให้งานแต่งล่มไม่ได้เหมือนกัน
“ผมไม่มีทางเลือกแล้วนี่ครับ” ถึงจะไม่ได้อยากแต่งงานกับไอ้นักมวยนิสัยทราม ๆ คนนั้นก็จริง ทว่าภายในใจก็เต้นเหมือนลิงโลด อย่างน้อยการได้แต่งงานกับปั้นหยาวันนี้เป็นเรื่องที่ดีและโอกาสที่เขาจะได้แก้แค้นมันไม่ใช่หรือไง
หนึ่งเลยคือเขาได้สถานะเป็นผัวนักมวยกล้ามโต อยากจะเห็นหน้าหล่อ ๆ ของมันในชุดเจ้าสาวจังว่าจะตลกแค่ไหน
ส่วนสองก็คือ… คืนนี้กูจะแทงตูดไอ้นักมวยหน้าหล่อให้ร้องลั่นห้องเลย
ส่วนอนาคตหากชีวิตคู่ไปกันไม่รอดก็แยกย้ายคนละทาง เสียเงินแค่สิบล้านขนหน้าแข็งไม่ร่วงหรอก ดังนั้นเขาไม่มีอะไรจะเสียเพราะมันมีแต่ได้กับได้
ยิ่งนึกก็ยิ่งกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่ ทำเอาคนเป็นแม่ขมวดคิ้วมองลูกชายด้วยความแปลกใจ เพราะแทนที่เกรียงไกรจะโมโหจนเกือบพังงาน แต่กลับอารมณ์ดีกว่าตอนที่ยังไม่ทราบข่าวว่าเจ้าสาวตัวจริงหนีงานแต่งไปเสียอีก
เวลาล่วงเลยมาถึงเก้าโมงเช้า ขบวนเจ้าบ่าวตั้งอยู่ทางด้านหน้าของโรงแรม เสียงเครื่องดนตรีบรรเลงเพื่อนำขบวนให้ยกขันหมากไปสู่ขอเจ้าสาวที่นั่งรออยู่ในโรงแรม
ปั้นหยาใส่ชุดไทยสีครีมกำลังนั่งพับเพียบทางด้านหน้าอยู่นานแทบจะเป็นตะคริว เขาลอบถอนหายใจหลายครั้ง ไม่คิดว่าการเข้าร่วมพิธีแต่งงานมันจะน่าเบื่อได้ขนาดนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ได้แต่อดทนต่อไป
เสียงแขกในงานต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าเจ้าสาวแมนกว่าเจ้าบ่าว บ้างก็ว่าเจ้าสาวเป็นชายแท้แต่ที่ยอมแต่งงานก็เพื่อชดใช้หนี้ บ้างก็ว่าเจ้าสาวไม่เหมาะสมกับเจ้าบ่าว แต่คำพูดทั้งหมดนี้ก็เข้าหูของคนเป็นเจ้าบ่าวมาเรื่อย ๆ แต่ถึงอย่างนั้นเกรียงไกรก็ไม่ได้สนใจ เขาเดินเข้ามานั่งด้านหน้าของเจ้าสาวกล้ามโตพลางกระตุกยิ้มจงใจจะกวนประสาทอย่างอดไม่ได้
“เอานิ้วมือมาสิครับ เดี๋ยวผมสวมแหวนให้” โทนเสียงหนาทุ้มเอ่ยขึ้นทำให้เจ้าสาวที่เอาแต่นั่งก้มหน้าเริ่มเกิดความประหม่า ชายแท้อย่างเขาต้องมาแต่งงานในฐานะเจ้าสาว มันน่าอายจะตายไป จนตอนนี้ปั้นหยาเริ่มรู้สึกเกร็ง
หมับ!
ยังไม่ทันที่ปั้นหยาจะได้ยื่นมือไป เกรียงไกรก็เอาแหวนเพชรราคาหลักล้านยัดใส่นิ้วของเจ้าสาวที่นั่งหน้าบูด น่าสงสัยว่าแหวนวงนี้เกรียงไกรไปซื้อมาทันได้อย่างไร เพราะถ้าหากเป็นแหวนวงเดิมที่จะให้น้องชายก็คงใส่ไม่ได้อย่างแน่นอน
“นั่งนิ่งอยู่ทำไมครับ พิธีกรบอกให้ไหว้ตักเจ้าบ่าวไม่ได้ยินเหรอ” ร่างใหญ่ล่ำสันกระตุกยิ้มร้ายกาจ สายตาคมกริบมองใบหน้าเจ้าสาวมีแววตาเจือความขุ่นมัวยกมือไหว้กราบลงบนตัก เขาจึงหันไปบอกตากล้องให้เก็บภาพช็อตนี้เอาไว้เยอะ ๆ
“ดีมาก! อย่าดื้อให้มันมากนัก เผื่อว่าคืนนี้ผมจะใจดีกันคุณ”
“ประสาท” คนเป็นเจ้าสาวบ่นเสียงเบา ครั้งนี้เป็นปั้นหยาที่ต้องสวมแหวนคืนให้เจ้าบ่าวบ้าง
“เอามือมาสิ!” ปั้นหยาอยากจะให้งานแต่งมันจบ ๆ ไปสักที เขาเงยหน้ามองไอ้เจ้าบ่าวที่แต่งตัวมาสะเนี้ยบ ผมไม่กระดิกสักเส้น ไม่รู้มันจะยิ้มกวนส้นตีนเขาไปถึงไหน
แต่ถึงอย่างนั้นตอนนี้คนในงานเยอะมาก ไม่สามารถแสดงความไม่พอใจออกทางสีหน้าได้ ดังนั้นเขาจึงต้องระบายยิ้มออกมาอ่อน ๆ ทำเอาคนเป็นเจ้าบ่าวใจเต้นระรัวจนเก็บอาการแทบไม่อยู่เสียเอง
“หอมเลย ๆ” เสียงเชียร์ของแขกในงานทำให้บ่าวสาวนั่งตัวเกร็งแข็งทื่อ และเป็นปั้นหยาที่โน้มใบหน้ามา ก่อนจะแตะปลายจมูกเข้าที่แก้มของเจ้าสาวได้กลิ่นหอมธรรมชาติจนสูดดมเข้าไปเต็มปอด
“หอมจัง เอาไว้จะหอมบ่อย ๆ ดีไหมครับ” เจ้าบ่าวกระซิบพอให้ได้ยินกันแค่สองคน
“หอมได้แค่ตีนกูเท่านั้นแหละ” เกรียงไกรไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะถูกแขกส่งเสียงเชียร์ให้เจ้าสาวหอมคืน ส่วนทางด้านปั้นหยาทำท่าทางขยะแขยง แต่เมื่อหันไปมองแขกที่จับจ้องมาทางเขาเป็นตาเดียวก็จำเป็นต้องกลั้นใจยื่นหน้าไปหอมแก้มของเกรียงไกรที่ยื่นมารอเอาไว้ก่อนแล้ว
“เหม็นสาป!”
“ปากแข็ง”
“กูพูดจริง”
“ไหนขอจูบหน่อย ว่าปากแข็งจริงหรือเปล่า” เสี้ยวหน้าคมคร้ามอาศัยจังหวะหน้าประกบริมฝีปากมาประทับอวัยวะเดียวกันของเจ้าสาว ปั้นหยาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถแสดงท่าทีขัดขืนได้เลย
หลังจากพิธีช่วงเช้าผ่านไปก็ต่อด้วยการเลี้ยงรับประทานอาหารตอนเย็น บ่าวสาวแต่งตัวเสร็จก็พากันเดินมายืนต้อนรับแขกด้านหน้างาน
ปั้นหยาอยู่ในชุดเจ้าสาวสีชมพู ด้านบนค่อนข้างรัดรูปจนเห็นซิกแพกเป็นลูก ๆ ช่วยไม่ได้ก็ทางร้านมีชุดให้เขาเลือกแค่เท่านี้ ไปหาชุดมาใส่ได้ก็ถือว่าบุญแล้ว
ส่วนเจ้าบ่าวเป็นชุดสูทสีดำเต็มยศทรงผมไม่กระดิก ฉากด้านหลังมีผ้าม่านสีครีมประดับอยู่ รวมทั้งดอกไม้ก็ถูกตกแต่งเอาไว้อย่างสาวงาม สมฐานะเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง รวมทั้งโรมแรมที่หรูเป็นระดับต้น ๆ ของประเทศแห่งนี้เสียจริง
“ยืนห่างกันเกินไปนะครับ เจ้าบ่าวขยับหาเจ้าสาวหน่อยครับ” เสียงของตากล้องเอ่ย ทำเอาเจ้าบ่าวขยับเข้ามายืนซ้อนหลังของปั้นหยา พร้อมทั้งยกมือขวาขึ้นมาคล้องเอวที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเอาไว้
“ดีมากครับ ครั้งนี้เจ้าสาวจับชายกระโปรงขึ้นหน่อยนะครับ” ปั้นหยาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามอย่างมากที่จะใจเย็น เขาจับชายกระโปรงขึ้นมาตามที่ตากล้องบอก แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นที่น่าพอใจสักเท่าไร
“บ่าวสาวอย่าเกร็งได้ไหมครับ ช่วยอมยิ้มกันหน่อย” สิ้นประโยคนี้เหมือนทั้งคู่สวมวิญญาณบ่าวสาวที่รักกันปานจะกลืนกินเพื่อให้ตากล้องได้เก็บภาพ
“เอาภาพแบบหอมแก้มหรือจูบปากด้วยไหมครับ จะได้มีภาพเยอะ ๆ” เกรียงไกรเอ่ยทีเล่นทีจริงโดยไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำว่าเจ้าสาวกำลังมองตาขวางใส่
อึก!
เจ้าสาวใช้ข้อศอกกระทุ้งที่สีข้างของคนปากดีด้วยความหมั่นไส้ ทำเอาเกรียงจุกจนต้องยกมือขึ้นมาลูบหน้าท้อง
“เป็นอะไรไหมครับ” ช่างภาพเอ่ยถาม
“ไม่เป็นไรครับ เจ้าสาวของผมมักจะล้อแบบนี้เป็นประจำ แค่นี้สบายมากครับ” หลังจากนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่แขกเดินเข้ามาพอดี พวกเขาจึงยกมือไหว้ต้อนรับแขกจนหมดก็ขึ้นไปบนเวทีเพื่อกล่าวขอบคุณแขก แน่นอนว่าความน่ารักของเจ้าบ่าวที่แสดงต่อเจ้าสาวกล้ามโตมันลบคำสบประมาทก่อนหน้าไปจนหมดสิ้น เหลือเอาไว้เพียงแค่คำว่าน่ารักเต็มไปหมด
กลับมาบ้านในช่วงเวลาสามทุ่มก็ได้เวลาส่งตัวเข้าหอก็ใช้ห้องของตัวเองนั่นแหละ เพราะเกรียงไกรก็ขอไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ต้องการจะปลูกบ้านใหม่ เพราะไม่อยากทิ้งมารดาให้อยู่คนเดียว
“เจ้าบ่าวอุ้มเจ้าสาวเข้าหอสิ” เป็นคุณหญิงอมรรัตรน์เอ่ยขึ้น ทำเอาเกรียงไกรก้มลงมาช้อนร่างของเจ้าสาว เขากัดฟันออกแรงยกร่างภรรยาป้ายแดง แต่ก็ยกขึ้นไม่ขึ้นสักทีจึงยืดตัวขึ้นมาตั้งหลักเสียก่อน
“ไม่ไหวเหรอลูก งั้นเราเดินเข้าไปเฉย ๆ ก็ได้มั้ง” เป็นน้ำเพชรที่เอ่ยเสริม ส่วนยุทธนาพยักหน้าเห็นด้วย
เธอเข้าใจดีว่ารูปร่างทั้งสองคนไม่ได้แตกต่างกันมากนัก มีเพียงส่วนสูงของเกรียงไกรที่มากกว่านิดหน่อยเท่านั้นเอง
“เดี๋ยวลองดูอีกทีดีกว่า” พอลองอุ้มอีกครั้งก็ไม่ไหว ทำเอาเจ้าสาวกลอกตาขึ้นบน ร่างกายใหญ่โตแต่กลับไม่แข็งแรง ไอ้แก่ไม่ได้เก่งเหมือนปากเลยสักนิด
พรึ่บ!
ทว่าจู่ ๆ ร่างของเจ้าบ่าวกลับลอยหวือไปในอากาศ สาเหตุก็เป็นเพราะเจ้าสาวที่อยู่ในชุดรุ่มร่ามสีชมพูช้อนอุ้มร่างเจ้าบ่าวเอาไว้แทน นั่นทำให้เกรียงไกรตกใจสุดขีดจนต้องวาดมือขึ้นมาคล้องคอภรรยาเอาไว้เพราะเกรงว่าจะตก
เรื่องน่าอายแบบนี้แต่ทุกคนกลับหัวเราะได้ไงวะ!
หลังจากเข้ามาภายในห้องญาติผู้ใหญ่ก็อวยพรให้ชีวิตคู่ยืนยาว ทันทีที่เหลือพวกเขาอยู่กันสองคน สายตาคมกริบเหลือบไปเห็นปั้นหยากำลังถอดชุดเจ้าสาวอย่างทุลักทุเล รอยยิ้มจึงกระตุกข้างมุมปาก
เอาล่ะ! ถึงเวลาที่กูจะได้แทงตูดนักมวยแล้ว
ร่างใหญ่ล่ำสันเดินมานั่งตรงเตียงนอน ฝ่ามือใหญ่ตบที่หน้าตักปุ ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเข้ม
“นี่คุณภรรยากำลังอ่อยผมเหรอ รู้หน้าที่ของตัวเองดีนี่ งั้นก็เดินมานั่งตักสิ ผมจะแทงตูดนักมวยให้ดู”
ปั้นหยาหยุดชะงักก่อนจะเดินไปที่สามี แต่แทนที่จะนั่งลงไปบนตักกลับยกเท้าขึ้นมาถีบอีกฝ่ายกลางอกเต็มแรง
“แน่จริงก็เข้ามาสิ วันนี้กูก็จะแทงตูดเจ้าบ่าวให้ดูเหมือนกัน”
