บทที่ 1 คำเตือน + บทนำ

วิวาห์สมนาคุณ

คำโปรย

แต่งงานมาสามปี อยู่ในฐานะว่าที่คู่หมั้นอีกสองปี รวมเป็นห้าปีที่เขาไม่เคยแม้แต่จะมองว่าเธอเป็นคนรัก มากสุดก็แค่..ที่ระบายอารมณ์ในบ้าน

คำเตือน

นิยายเรื่องนี้มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 18+ ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และไม่ควรลอกเลียนแบบการกระทำ คำพูด เห็นผิดเป็นถูก หรือกระทำตามเหตุการณ์ในเนื้อเรื่อง หากนักอ่านมีปัญหาทางสุขภาพจิต หรือค่อนข้างไวต่อความรู้สึก ขออนุญาตแนะนำให้ทดลองอ่านก่อน ถ้าไม่ไหวให้กดออกค่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการบั่นทอนหรือส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของนักอ่าน

ทุกตัวละครเป็นเพียงการสมมติจากจินตนาการเท่านั้น

ไม่อนุญาตให้คัดลอกหรือดัดแปลงเนื้อหา ตาม พ.ร.บ 2537 ห้ามดัดแปลงหรือทำซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาด หากพบเจอจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ข้อความจากน้องภัส

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า บางเหตุการณ์บางความรู้สึกในเนื้อเรื่องเป็นเรื่องจริงที่เราพบเห็นพบเจอเป็นส่วนมากในช่วงชีวิตที่มีความรัก และทุกคนมักจะมีวิธีการรับมือที่แตกต่างกันออกไป

แต่ถ้าวันหนึ่ง ‘ไม่ไหวล่ะ?’ จะเลือกเดินทางไหน

ระหว่าง

ไม่มีจุดหมายปลายทาง กับ ทางข้างหน้าที่เป็นทางตัน

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะอยู่หรือไป ก็ต้อง ‘เจ็บ’ เหมือนกัน

แต่อยู่ที่ว่า..จะเจ็บมากหรือน้อย เท่านั้นเอง

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการอ่านนิยายของน้องภัสนะคะ

หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้

คำโปรย

วิวาห์สมนาคุณ [กรณ์ x เมริ]

วิวาห์ = แต่งงาน,สมรส 

สมนาคุณ = ตอบแทนบุญคุณด้วยทรัพย์,สิ่งของ,แรงงาน

แต่งงานมาสามปี อยู่ในฐานะว่าที่คู่หมั้นอีกสองปี รวมเป็นห้าปีที่เขาไม่เคยแม้แต่จะมองว่าเธอเป็นคนรัก มากสุดก็แค่..ที่ระบายอารมณ์ในบ้าน กลับมาเมื่อไหร่ก็เจอ หันหาเมื่อไหร่ก็มี

พอวันที่จะไป..เขากลับสาธยายมายาวเหยียดประหนึ่งว่าที่ผ่านมารักมากจนขาดไม่ได้ แต่เสียใจด้วย..วันนี้เธอไม่โง่อีกแล้ว

บทนำ 

Meri 

“ตื่น ตื่น ตื่น วันนี้แกมีนัดกินข้าวกับพ่อแม่ช่วงเย็นไม่ใช่หรือไงยัยเมริ! ตื่นได้แล้ว”

ฉันขยับตัวลุกขึ้นปรือตามองตามเจ้าของเสียง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของฉันเอง เธอชื่ออลิซ เราสนิทกันมากสนิทตั้งแต่ที่เริ่มเข้าเรียนมหา’ลัยเลยด้วยซ้ำ

“ตื่นค่ะ! เดี๋ยวไปถึงช้าก็โดนดุอีก ฉันขี้เกียจจะฟัง”

“โอเค ๆ” ฉันตอบอลิซน้ำเสียงสะลึมสะลือ ก็เล่นทำโครงการกันดึกดื่นขนาดนี้ ใครจะไม่น็อกบ้าง ไอ้อยากเรียนจบก็อยากเรียนจบ แต่พ่อแม่ก็สำคัญ ทำยังไงได้ ก็ได้แต่ทำใจยอมรับ จำยอมกลับบ้านแต่โดยดี

โดยขณะที่ฉันกำลังแต่งตัวเตรียมจะออกจากห้องอลิซก็ไม่วายเดินมาร่ายมนตร์เป่าคาถาใส่กระหม่อมให้ประหนึ่งว่าฉันกำลังจะไปสู้รบต่อกรกับใครอย่างไงอย่างงั้น

“ขอให้แกไม่โดนแม่กินหัว เพี้ยง ~” ท่าทางของอลิซทำฉันอมยิ้มหัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะสวมกอดเพื่อนสาวไว้แน่นแล้วเงยหน้าสบตา

“เป็นไปได้ ฉันอยากทำงานที่เดียวกันกับแก อยากอยู่กับแกแบบนี้ตลอดไปเลย”

“ไม่ได้จ้ะ วันหนึ่งฉันจะต้องมีแฟน มีสามี หล่อ ๆ รวย ๆ”

“เฮ้อ จะทิ้งฉันสินะ” พูดเหมือนน้อยอกน้อยใจ

“เปล่าทิ้ง ก็แค่..เห็นผู้ชายสำคัญกว่านิดหน่อย”

“บ้าผู้ชาย!” ฉันว่าให้อลิซน้ำเสียงไม่จริงจัง ผิดกับอลิซที่หัวเราะชอบอกชอบใจ แล้วรีบรั้งฉันให้ลุกขึ้นยืน หยิบกระเป๋าสะพายข้างมาสะพายให้แล้วดันให้ออกจากห้องไป ก่อนที่จะสายไปมากกว่านี้ ฉันเลยหันหลังกลับไปโบกมือทำหน้าเศร้า ๆ แล้วก็ต้องหลุดหัวเราะอีกครั้งในตอนที่อลิซเดินออกมาสะบัดบ๊อบให้ ‘ยัยบ้า ฮ่า ๆ’

เมริษาใช้เวลาขับรถไม่นานมากนักก็มาถึงบ้าน..ที่ไม่เหมือนบ้าน ทันทีที่ลงจากรถเสียงผู้เป็นแม่ก็ดังแว่วขึ้นมา

“ต้องให้ฉันจุดธูปเชิญไหม ถึงจะลงจากรถได้”

คงไม่ใช่เสียงที่แว่วเข้ามาแล้วละ คงเป็นเสียงแม่จริง ๆ ฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมทุกครั้งที่เจอกันท่านจะต้องคอยพูดจาแบบนี้ใส่ฉันอยู่เรื่อย ทั้งที่ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรให้ อีกอย่างก็เพิ่งจอดรถ กำลังคว้ากระเป๋าจะลงจากรถ เสียงท่านก็ดังขึ้นก่อน..

ทันทีที่ประตูรถเปิดออก ฉันก็รีบพาตัวเองลงไปยืนด้วยความเร็วพร้อมกับพนมมือไหว้สวัสดีพ่อและแม่..

“สวัสดีค่ะแม่ สวัสดีค่ะพ่อ”

“เร็ว ๆ ฉันมีเรื่องอยากจะคุยด้วย” แม่พูดน้ำเสียงไม่สบอารมณ์

“ไหว้พระเถอะ”

การรับไหว้ของพ่อแม่ต่างกันสิ้นเชิง ซึ่งแม่พูดแล้วก็หันหลังให้ เหลือแค่พ่อที่ยืนยิ้มกางแขนให้เข้าไปสวมกอด แบบนี้ฉันจะลังเลอยู่ทำไม ต้องรีบเข้าไปสวมกอดท่านสิ

“เมริคิดถึงคุณพ่อค่ะ ~”

“พ่อก็คิดถึงหนู” พร้อมกับสวมกอดแน่น

“วันนี้มีเรื่องสำคัญเหรอคะ”

“ก็สำคัญระดับหนึ่ง ไว้เข้าไปคุยในบ้านนะ”

ฉันได้แต่พยักหน้ามองท่านที่คลายกอดแล้วเดินนำหน้าไป ในใจก็ได้แต่คิดว่าทำไม มีอะไร เกิดอะไรขึ้น หรือเป็นตัวฉันที่ไปก่อเรื่องไม่ดีจนฉาวมาถึงหูท่าน ทว่าเมื่อคิดทบทวนแล้วก็คงไม่ใช่ เพราะฉันไม่เคยทำ

โต๊ะอาหาร

ระหว่างที่นั่งทานอาหารทั้งพ่อและแม่ต่างก็ไม่พูดไม่จา มีเพียงสีหน้าของผู้เป็นพ่อที่ดูอึดอัดกับสถานการณ์ตรงหน้า กระทั่งมื้ออาหารจบลง แม่ก็เอ่ยขึ้น..

“แกกำลังจะเรียนจบใช่ไหมเมริ ไหนแกลองแนะนำตัวให้ฉันฟังหน่อยสิ” ประโยคนี้แม่พูดแล้วหันมาสบตาฉัน ขณะที่กำลังจะตอบเสียงพ่อก็ดังแทรกขึ้น

“อริศรา!”

“ทำไมคะ คุณเมษา”

พ่อและแม่ต่างก็เรียกชื่อกันอย่างไม่มีใครยอมใครจนฉันต้องยกมือปรามพวกท่านแล้วเริ่มแนะนำตัวเองแทน

“หนูชื่อ นางสาวเมริษา พรมเมศค่ะ ชื่อเล่น เมริ ตอนนี้อายุ23ปี กำลังจะจบการศึกษาปริญญาตรีค่ะ” ฉันเอ่ยแนะนำตัวโดยไม่สบสายตาผู้เป็นแม่เลยแม้แต่วินาทีเดียว

“ฉันเคยบอกแกว่า ถ้าอายุ25แกควรแต่งงาน จำได้ใช่ไหม?”

“…” จำได้ แต่แค่ไม่รู้ว่าจะต้องแต่งกับใคร เพราะแค่แฟน..ฉันก็ยังไม่มี

“เพราะฉะนั้นแกต้องหมั้นก่อนสองปี อายุครบ25ปีค่อยแต่ง”

“ก..กับใครคะ?” ถามด้วยความสงสัย จะหมั้นจะแต่งกับใครยังไม่รู้เลย อยู่ ๆ ก็มามัดมือชกแบบนี้ได้ที่ไหนกัน มันไม่ต่างอะไรกับการคลุมถุงชนสมัยก่อนเลยสักนิด

“กรวิน เขตวิภัทร”

“ไม่รู้จักค่ะ”

“ตอนนี้ยังไม่ต้องรู้จัก ฉันแค่บอก ถึงวันแล้วจะพาไปเจอตัว แกมีหน้าที่แค่ทำสวยเข้าไว้ แล้วถ้าการเรียนมันทำให้ขอบตาดำขนาดนี้ก็ใช้เงินเรียนซะ จะได้จบ ๆ”

ประโยคสุดท้ายก่อนจะหูดับยังดังโลดแล่นในโสตประสาทซ้ำ ๆ โดยที่ฉันไม่สามารถสลัดประโยคที่ได้ยินทิ้งได้เลย กระทั่งกลับมาถึงคอนโด..ฉันก็เริ่มเล่าให้อลิซฟัง อลิซเองก็ตกใจไม่ต่างกัน เพราะนี่ถือเป็นข่าวร้ายเอามาก ๆ เหมือนว่าหลังจากนี้ฉันจะถูกจำกัดอิสระในการใช้ชีวิตอย่างไงอย่างงั้น

ง่าย ๆ ก็คือ เรียนจบ หมั้น มีคู่หมั้น รออายุครบยี่สิบห้าปีก็แต่งงาน แต่งโดยที่ไม่รู้ว่าเราสองคนจะเข้ากันได้หรือเปล่า จะรักกันไหม มันน่าตลกดีนะว่าไหม..

End Meri

Korn 

“พ่อกับแม่เป็นอะไรมากหรือเปล่า?” ผมถามท่านทั้งสองอย่างไม่สบอารมณ์

“หมั้นกันไปก่อนไม่ได้เลยหรือไง แกไม่เสียหายอะไรนะตากรณ์”

“แม่ก็พูดได้สิครับ แม่ไม่ใช่คนถูกผูกมัดแบบผมนี่”

“คุณอย่าไปพูดกล่อมอะไรไอ้ลูกชายคนนี้เลย ถึงเวลาก็จัดงานหมั้นเล็ก ๆ มีแค่เราพอ พอถึงวันงานแต่งก็ค่อยว่ากันอีกที”

“โอโห คุณกาญจน์กนกบอกผมว่าไม่เสียหายอะไร ส่วนคุณชนกันต์บอกว่าให้จัดงานเล็ก ๆ รองานแต่งค่อยว่ากัน ผมอยากถามคุณทั้งสองคนว่าถามผมบ้างหรือยังครับ ถาม กรวิน เขตวิภัทร บ้างหรือยัง” อยากให้ถามกันบ้างสักคำ ตกลงใครเป็นคนแต่งงาน พ่อหรือแม่ ไม่ใช่ผมใช่ไหม? หรือใช่ผม แต่พ่อกับแม่กำลังจะจับคลุมถุงชน?

บอกตามตรงตั้งแต่ใช้ชีวิตทำงาน ไม่เคยมีแม้แต่วินาทีเดียวที่คิดอยากจะแต่งงานมีครอบครัว ไม่เลย ไม่มี ไม่มีเลย! พอมาวันนี้จะให้หมั้นให้แต่งงาน เพื่ออะไร ใครต้องการ ความต้องการของใคร บทสรุปคือความสุขของใคร ชีวิตเป็นของพ่อแม่หรือของตัวผมเอง

“ปีนี้แกอายุ27ปีแล้วนะ หมั้นสองปีก็ยี่สิบเก้า ไหนจะมีลูกอีก นี่พ่อกับแม่เผื่อเวลาให้แกสุด ๆ แล้วนะ”

“พ่อแต่งเองเลยไหม? เดี๋ยวผมช่วยจัดงาน” กรวินพูดอย่างเหลืออด เอะอะอะไรก็จะให้หมั้นให้แต่ง จะเอาให้ได้เลยใช่ไหม? จะยึดครองชีวิตชายโสดคนนี้ให้ได้เลยสินะ!

“เลิกเที่ยวเล่นแล้วนอนกับผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าได้แล้ว แกควรมีเมียเป็นตัวเป็นตน”

“นี่ไง คำตอบมันอยู่ในประโยคที่พ่อพูดแล้ว ผมถามหน่อยเถอะ ใครจะนอนกับผู้หญิงคนเดิมซ้ำ ๆ ได้ทุกวัน เบื่อแย่” พูดพลางไหวไหล่ไม่ยี่หระ ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้

“ผมนึกออกแล้ว ถ้าพ่อแม่กลัวโรงงานผลิตสินค้าเอทีซีรายใหญ่จะไปร่วมงานกับบริษัทอื่น พ่อแม่ก็กว้านซื้อเลยสิครับ เดี๋ยวผมติดต่อเจรจาทำสัญญาให้”

“ขอบคุณสำหรับความหวังดี แต่วิธีนั้นพ่อทำแล้วไม่ได้ผล!”

“โถ่ คุณชนกันต์..” แสร้งพูดหน้าสลด

“ข้อแม้เดียวคือหมั้นและแต่งงาน ปีนี้น้องอายุยี่สิบสาม กำลังจะเรียนจบ”

“น้องใคร? ผมลูกคนเดียว” ไหวไหล่พูด

“น้องที่อนาคตจะเป็นเมีย เป็นแม่ของลูกแกนั่นแหละ”

“…” ใครพูด ผมไม่ได้พูด พ่อแม่พูดเองเออเองทั้งนั้น

“อายุครบยี่สิบห้าปีแต่ง แล้วจะรวมเป็นเครือเดียวกัน แกก็รู้เอทีซีทำงานรอบคอบขนาดไหน ใคร ๆ ก็ต้องการ ทำไมไม่รู้จักคว้า?” ถามพลางสบตาไม่กะพริบ

“ใครบอกว่าผมต้องการ” ผมตอบผู้เป็นพ่อหน้าตาย

“กู-ต้อง-การ! และ มึง-ก็-ต้อง-แต่ง!” เน้นย้ำประโยคเสียงดังฟังชัด

ยื่นคำขาดมาขนาดนี้ ปฏิเสธหัวชนฝาก็แล้ว เอาตีนยันผนังก็แล้ว เหลือแค่เอาตีนเกยหน้าผากแล้วงานนี้ สรุปก็คือต้องหมั้นต้องแต่งว่างั้นเถอะ!

“อยากจะเห็นหน้าไอ้ครอบครัวที่ขายลูกกินจริง ๆ คงหิวเงินน่าดู”

“ถ้าเจอ..จะเอาให้ร้องคลานกลับบ้านไม่ถูกเลยคอยดู!” จะหาว่าใจร้ายใจดำไม่ได้นะ ในเมื่อหมั้นมาแต่งมาก็ไม่ได้รักใคร่ชอบพอ จะให้ทะนุถนอมก็คงไม่ได้ ทีนี้แหละ เธอจะได้รู้ ว่า..นรกบนดิน มันเป็นยังไง แม่สาวน้อย

End Korn

นิยายเรื่องนี้เผยแพร่เมื่อ 05/08/23

บทถัดไป