บทที่ 4 ตอนที่ 3 เขาอบอุ่นและแสนดี
ตอนที่ 3 เขาอบอุ่นและแสนดี
ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องดูเหมือนจะพัฒนาขึ้น เพราะเมริเริ่มจะโทรหาผมบ้างแล้ว บ้างก็ส่งข้อความหาอยู่บ่อย ๆ และการรายงานกิจวัตรประจำวันแบบนี้ พี่น้องที่ไหนเขาทำกัน?
09.00
Meri : กำลังไปเรียนค่ะ มีเรียนเก้าโมงครึ่ง
11.30
Meri : เรียนเสร็จแล้วนะคะ พี่กรณ์อย่าลืมกินมื้อเที่ยงนะ
13.00
Meri : เรียนก่อนนะคะ ว่างอีกทีก็ห้าโมงเลย ไว้ถึงห้องเมริจะไลน์บอกนะ
17.45
Meri : ถึงห้องแล้วนะคะ
“แม่งเอาเรื่องว่ะ น้องเล่นรายงานตลอดวันขนาดนี้” ปืนแซวยิ้ม ๆ เลื่อนอ่านข้อความทั้งหมดในวันนี้ และแน่นอนว่าก่อนหน้านี้และข้อความตอบกลับมันไม่ได้อ่านแน่นอน เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะผมลบหมดแล้วไง
“มึงไม่ตอบเด็กมันหน่อยล่ะวะ”
“ไว้ค่อยตอบ”
“กั๊กนี่หว่า อ่านไม่ตอบ”
“ใครรู้สึกก่อนก็แพ้ไปดิ กูไม่ได้ขอ”
“ทำไงให้เด็กติดขนาดนี้ล่ะมึง”
“กูอยู่ของกูเฉย ๆ” เฉย ๆ เหี้ยอะไร ทักเช้าเที่ยงเย็นก่อนนอน ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษสัด ๆ น้องมีคำถามอยากปรึกษาอะไรได้หมด ตีสองยังแหกขี้ตาตื่นมารับสาย บางวันเมาฉิบหายก็ลุกขึ้นมาตอบข้อความ ไม่ลงทุนก็บ้าแล้ว บางทีแม่งเรียกเด็กมาเอาอยู่ก็ยังต้องตอบข้อความ โคตรเจริญพอร์น ดีนะไม่วิดีโอคอลมา ไม่งั้นมีเห็นขวยแน่
“น้องคงเริ่มชอบมึงแล้ว กูว่านะ..”
“แค่เริ่มเองเหรอ”
“แล้วทำไมกับคนนี้มึงนานจังวะ?” ปืนขมวดคิ้วถาม ผมเองก็ไม่รู้จะตอบยังไง รู้แค่ว่าเข้าหายากมาก โอกาสที่จะได้ขึ้นห้องหรืออยู่กันสองต่อสองแทบไม่มี ในรถขอไม่นับ เพราะมันแคบฉิบหาย ครั้งแรกให้ซั่มในรถเลยน้องแม่งเตลิดแน่นอน แต่ก็ไม่แน่ ถ้าน้องให้ เท่าที่ดูคงยาก สู้รอเวลาจะดีกว่า
“เล่นตัวมั้ง”
“เด็กเนิร์ดปะ?”
“ไม่เนิร์ด ดูกล้าพูดกล้าแสดงออกนะ กูคิดว่าพ่อแม่คงสอนมาดีน้องมันเลยรู้จักเว้นระยะห่าง”
“เหลือเวลาไม่ถึงเดือน ชักช้าลีลา..หมดโปรเหล้าฟรีตีหรี่ฟรีทั้งปีนะครับ”
“กูรู้น่า รอเวลาอยู่ ถ้ามีช่วงให้เสียบคิดว่ากูจะพลาดหรือไง”
“ไม่แน่ หลงเหยื่อขึ้นมาฉิบหายเลยนะมึง”
“ดูหน้ากูด้วยครับ นี่เสือกรณ์ กรวินครับ เน้นเย_._ดไม่เน้นรักครับ”
“เคยคิดจะรักใครบ้างไหม?”
“รักดิวะ!” ผมตอบเสียงดังฟังชัด จนเพื่อนรักขมวดคิ้วถาม
“มึงรักใคร? กูพลาดอะไรไป ทำไมไม่รู้”
“รักตัวเองนี่แหละ รักที่สุด! ที่สุดในสามโลก”
“หัวขวย!” ปืนพูดแล้วชูนิ้วกลางบอกรัก ผมเลยทำมินิฮาร์ตตอบ พลางแค่นหัวเราะสะใจที่คนโง่แบบมันเลือกมาเชื่อคำพูดคนอย่างผม
01.00 นาฬิกา
เป็นเวลาที่คู่ควรแก่การกลับคอนโด เพราะเมริบอกว่าอ่านหนังสือเสร็จจะวิดีโอคอลหาช่วงเวลาประมาณนี้ แล้วคนที่ต้องการเอาใจอย่างผมจะปล่อยให้เวลานี้สูญเปล่าเหรอ ไม่มีทาง!
ทันทีที่ลากสังขารกลับมาถึงห้อง ตาคมก็แทบหลับ จำต้องฝืนเดินไปล้างหน้าล้างตาแล้วกดวิดีโอคอลหาเด็กน้อยแทน โดยรอสายอยู่ครู่หนึ่ง ภาพเคลื่อนไหวก็ปรากฏ
“รอนานแล้ว”
(เอ่อ..ขอโทษค่ะ เมริยังอ่านไม่จบเลยเหลืออีกสองหน้าแน่ะ)
ใบหน้าสวยของคนในกล้องพูดราวกับว่าสำนึกผิด จนผมอดสงสารไม่ได้เลยเอ่ย..
“อ่านต่อไหม พี่อยู่เป็นเพื่อนครับ”
(เกรงใจค่ะ คุยกับพี่กรณ์ก่อนก็ได้)
“วันไหนจะว่างไปนั่งรถเล่นกันอีกครับ หรือถ้าไม่สะดวก พี่ไปช่วยติวให้ได้นะ”
(ไม่แน่ใจเลยค่ะ ส่วนเรื่องติว..ที่ไหนดีคะ ห้องสมุดไหม)
“ห้องเธอไม่ได้เหรอ พี่ว่าน่าจะเงียบกว่าห้องสมุด”
(เกรงใจอลิซค่ะ)
“อยู่ด้วยกัน?”
(ค่ะ แชร์ค่าห้อง อยู่คนละห้อง)
“ห้องพี่ไหม?”
(คะ?) เหมือนได้ยินไม่ชัด
“มาห้องพี่ไหมครับ น่าจะเงียบกว่า”
(ที่จริงแล้ว มีเสียงรบกวนหน่อยก็ดีนะคะ เงียบไปก็วังเวง)
“ห้องพี่ไม่มีผี มาได้ หรือจะให้ไปห้องเธอก็ได้ อลิซอยู่ก็ไม่เป็นไร ต่างคนต่างอ่านหนังสือ อีกอย่างพี่ก็บริสุทธิ์ใจนะ”
End Korn
Meri
คำว่าบริสุทธิ์ใจของพี่กรณ์เมื่อคืนก่อน ทำให้วันนี้ฉันกล้าที่จะพาเขามาติวหนังสือให้ที่ห้อง โดยมีอลิซอยู่ด้วยเพียงแค่อยู่ในห้องนอน ฉันเลยจัดห้องรับแขกให้เปลี่ยนเป็นสถานที่ติว ทันทีที่พี่กรณ์มาถึงจะได้ไม่ต้องเข้าห้องนอนไปหยิบยกหนังสือออกมาอีก อลิซก็เห็นด้วยแถมยังพูดแปลก ๆ ว่า ‘ฉันจะอยู่แต่ในห้องไม่รบกวนแก’ ‘ขอให้พัฒนาความสัมพันธ์เร็ว ๆ นะ’ ฉันไม่เข้าใจเลยจริง ๆ แค่มาติวหนังสือ จะพัฒนาได้ยังไงกัน?
ไม่นานนักก็มีข้อความเด้งขึ้นมาบนหน้าจอ..
Korn : อยู่ล็อบบี้แล้วครับ
ทันทีที่อ่านจบ ฉันก็รีบวิ่งไปหยิบคีย์การ์ดเปลี่ยนรองเท้าออกจากห้องเลยทันที
“รอนานไหมคะ” น้ำเสียงติดหอบเอ่ยถามรุ่นพี่ที่อุตส่าห์หาเวลาว่างมาช่วยติวหนังสือให้ ทั้งที่..พี่เขาไม่ต้องทำก็ยังได้
“ไม่นานนะ เธอวิ่งมาเหรอ?”
“ค่ะ กลัวรอนาน”
“วันหลังไม่ต้องวิ่ง พี่รอเธอได้”
“…” พี่เขาพูดแล้วยิ้มให้ เป็นรอยยิ้มที่ไม่เคยเห็นแต่กลับรู้สึกอบอุ่นหัวใจบอกไม่ถูก กระทั่งมือใหญ่วางลงบนศีรษะลูบลงมาต่ำจนถึงแผ่นหลัง ฉันก็ได้สติรีบส่ายหน้าไปมา ทำพี่เขาเอ่ย..
“เนี่ย วิ่งเร็วจนวิญญาณตามไม่ทันเลย”
“พี่กรณ์!” ดูเขาพูดเข้า ใครมันจะเร็วขนาดนั้น ไม่ใช่เดอะแฟลชสักหน่อย พูดเรื่อยเปื่อย
“ไปกันครับ พี่ซื้อชานมไข่มุกมาให้เธอด้วย ซื้อเผื่ออลิซด้วยนะ” พูดแล้วก็หันไปหยิบถุงชานมไข่มุกให้ดู ก่อนจะดันให้ฉันเดินนำหน้าไปยังลิฟต์
“ขอบคุณนะคะ เกรงใจจัง งั้นเดี๋ยว..ติวกันเสร็จเมริขอทำอาหารเลี้ยงเป็นการตอบแทนนะคะ”
“ได้หมด”
“^_^” ระบายยิ้มกว้างตอบ แล้วจึงเดินนำหน้าเข้าไปกดหมายเลขลิฟต์พร้อมกับเดินนำไปยังห้องของตัวเอง
ทันทีที่เข้ามาในห้องพี่กรณ์ก็ยื่นชานมไข่มุกมาให้ดื่มเพิ่มพลัง ฉันเลยมีแรงอ่านหนังสือและเข้าใจแทบทั้งหมดที่พี่กรณ์สอน ซึ่งจะมีไม่เข้าใจไม่กี่อย่าง จนพี่กรณ์ต้องมาพูดกรอกหู จังหวะที่กรอกนั้น ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเผลอคิดอะไรถึงได้หันหน้าไปหวังจะสบตา ทำให้จมูกโด่งของฉันสัมผัสกับของพี่กรณ์ แต่แทนที่พี่เขาจะผละออก เขากลับขยับคลอเคลียปลายจมูกหยอกล้อ จนเป็นฉันที่เขินอายจำต้องหลบสายตาจับปลายจมูกแก้เขิน..
“เด็กมึน อ่านหนังสือไม่เข้าสมอง”
ต้องยอมรับแล้วล่ะ อ่านต่อไปก็ไม่เข้าสมองแล้ว พี่กรณ์เล่นแกล้งแบบนี้ ใครมัน..จะอ่านรู้เรื่อง
กว่าจะตั้งสติอ่านทบทวนทำความเข้าใจได้ ฉันนั่งมึนไปยกใหญ่เลยละ โชคดีที่พี่กรณ์เป็นคนใจเย็นคอยอธิบายซ้ำ ๆ จนฉันเห็นภาพ กว่าจะเข้าใจได้ก็เหนื่อยทั้งคนสอนทั้งคนถูกสอน
“ขยับมาใกล้ ๆ” ฝ่ามือใหญ่วางสัมผัสเอวเล็กคอด ออกแรงให้ขยับมานั่งใกล้กว่านี้ ฉันเลยขยับตามจนสองเรา..นั่งชิดกัน
“ไหน มีตรงไหนที่ไม่เข้าใจ” พี่กรณ์ถามแล้วเกยคางบนไหล่ฉัน
ช็อตนี้ลมแทบจับ เรียกว่าเมารักก็ว่าได้ เจอแบบนี้ใครไหวไปก่อนเลย ไม่ไหวแล้วค่ะ จะเป็นลม ~ เด็กก็มีหัวใจ ><
“ตรงนี้เข้าใจไหม” ถามพลางชี้ไปที่ตัวยกกำลัง
“ค่ะ..” พยักหน้าตอบด้วยที่ไม่กล้าขยับมากนัก กลัวคางพี่กรณ์จะตก
“แล้วตรงนี้ล่ะ”
คำว่าตรงนี้ของเขาคือปลายจมูกแทบจะหอมแก้มฉันอยู่แล้ว!
แก็ก..
“เมริ ~ พี่กรณ์มาย..” ยังอะ
แน่นอนว่าเสียงของอลิซ ทำฉันขยับออกห่างจากพี่กรณ์ด้วยความไว แถมยังเผลอผลักเขาจนเซ..น่าอายมาก!
“ขอโทษที พอดีฉันจะออกมาหยิบของน่ะ ตามสบายนะคะพี่กรณ์” อลิซเอ่ยขอโทษและพูดทิ้งท้ายให้แขกอีกคนในห้องทำตัวตามสบาย
“ครับ”
“ฉันช่วยไหม” เมริรีบลุกขึ้นยืนหวังจะไปช่วยอลิซหยิบของ ทว่าเพื่อนสาวกลับบอกให้ฉันกลับไปนั่งที่เดิม ทำแก้มที่แดงอยู่แล้วร้อนผ่าวขึ้นมาอีกรอบ..จำต้องก้มหน้าตั้งสติ ก่อนจะกลับไปนั่งติวตามเดิม
“ตามสบายนะ ฉันเข้าห้องไปอ่านหนังสือก่อน จะนอนสักงีบด้วย”
“โอเค” ฉันพยักหน้าตอบอลิซ ทำให้ได้เห็นสายตาเพื่อนรักที่มองมา ‘ให้ตายเถอะ จะให้ฉันเขินอีกกี่รอบ’
หลังจากที่อลิซเข้าห้องไป ฉันก็แทบไม่มีกะจิตกะใจจะอ่านหนังสือเลยขอไปทำอาหารเลี้ยงตอบแทนพี่กรณ์แทน ซึ่งพี่เขาก็ไม่ติดอะไร แถมยังมาช่วยหยิบจับจนอดรู้สึกดีไม่ได้
ในระหว่างที่กินข้าวด้วยกันพี่เขาก็นั่งมองฉันยิ้ม ๆ พร้อมกับชม ‘อาหารอร่อยนะ’ ทำคนถูกชมตัวลอยเหมือนลูกโป่ง แต่ก็ต้องฝืนเก็บอาการ เพราะอะไรที่มากไปมันจะดูไม่ดี จนเมื่อกินข้าวจนรู้สึกอิ่ม พี่กรณ์ก็ช่วยเก็บช่วยล้างอีกตามเคย บอกตรง ๆ ใจฉันเหลวไปหมดแล้ว แทบไม่เหลืออยู่กับเนื้อกับตัวเลย..
พี่กรณ์เขาอบอุ่นและแสนดีมากจริง ๆ..
..ใครได้เป็นแฟนคงโชคดีมาก
“พี่กลับก่อนนะ ไว้วันหลังมาติวให้ใหม่นะครับ”
หลังจากที่ใช้เวลาร่วมกันกว่าครึ่งค่อนวันก็ทำให้เราสองคนสนิทกันมากขึ้น ฉันเองก็สนิทใจที่จะไปกับพี่เขาในทุก ๆ ที่ ยกเว้น..ห้องพี่กรณ์ นอกนั้นไปได้หมด ไม่ว่าจะร้านเหล้า กินข้าว หรือไปซื้อของ และดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของเราก็พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเหมือนกัน
จนกระทั่ง..
ผู้ใหญ่เรียกให้เข้าไปทานข้าวบ้านว่าที่คู่หมั้น..ที่ชื่อคุณกรวิน
End Meri
