บทที่ 5 ตอนที่ 4 ว่าที่คู่หมั้น (หมดเวลาเล่นตัว)
ตอนที่ 4 ว่าที่คู่หมั้น (หมดเวลาเล่นตัว)
Korn
บ้านเขตวิภัทร
“กว่าจะว่างงานกลับบ้านได้ เวลาเป็นเงินเป็นทองจังเลยนะตากรณ์” ผู้เป็นแม่เดินออกมาทักทายด้วยน้ำเสียงกึ่งประชด แต่ถึงอย่างนั้นท่านก็เดินเข้ามาสวมกอดผมด้วยความคิดถึง ผมเลยกระชับกอดท่านแน่น อ้อนขอว่าจะอยู่ร่วมโต๊ะไม่นานเพราะมีประชุมต่อ ทั้งที่ความจริงแล้ว ‘ไม่มีอะไร แค่อยากกลับห้อง’ เท่านั้นเลย
“ยังไม่ทันจะได้กินข้าวก็อยากกลับแล้ว ที่ห้องมีอะไรเหรอ?” เสียงพ่อดังขึ้น
“ไม่มีคู่หมั้นอะครับ” ตอบกลับหน้าตาย เดินเลี่ยงท่านเข้าไปในตัวบ้าน ก่อนจะขอให้แม่บ้านนำน้ำผลไม้คั้นสดเย็น ๆ มาให้ผมนั่งจิบให้ชื่นใจ
ก็นะ..พ่อกับแม่จะเข้าใจอะไร ท่านไม่ใช่คนที่ต้องหมั้นต้องแต่งงานนี่ ผมต่างหาก ผมนี่แหละที่ต้องคิดต้องเครียด หน้าตาก็ไม่เคยเห็น ชื่อเสียงก็ไม่เคยได้ยิน รู้อีกทีจะได้เป็นเมีย มันได้หรือไง?
ไม่นานนักเสียงเอ่ยทักทายของผู้ใหญ่ก็ดังขึ้น ผมเลยหันไปมองเพียงเสี้ยววิ ก่อนจะวิ่งแจ้นขึ้นห้องไปหยั่งเชิงดูก่อน แต่แล้วก็ต้องมองบนเพราะเสียงหัวเราะคิกคักของพวกท่าน ที่บ่งบอกว่าผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายนั้นสนิทกันมาก..
และด้วยที่ไม่อยากฟุ้งซ่านผมเลยรีบเข้าห้องไปต่อสายหาไอ้ปืน..
(ว่า?)
“ครอบครัวหน้าเงินมาแล้ว”
(ไม่ไปทำความรู้จักเมียหน่อยหรือไง มึงอะ)
“เมียเหี้ยอะไร! ให้ฟรีกูยังไม่อยากเอา”
(ลงไปดูหน้าก่อน เผื่อสวยแซ่บตรงสเปค)
“จะสวยจะแซ่บอะไรก็ช่าง กูไม่อยากต้องผูกมัด!”
(ลงไปดูหน้าก่อน ค่อยโวยวาย สวยไม่สวยว่ากันอีกที)
“มึงคิดว่ากูอยากจะมองหน้าครอบครัวนี้มากหรือไง พ่อแม่ห่าอะไรเอาลูกมาต่อรอง สมองมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ หน้าเงินฉิบหาย” ผมพูดติดมีอารมณ์ นึกแล้วก็ยิ่งโกรธเคืองพ่อกับแม่ที่คว้าอะไรมาให้ก็ไม่รู้
ระหว่างที่ระบายอารมณ์กับไอ้ปืน เสียงแม่ก็ดังขึ้นจำต้องรีบวางสายแล้วลูบใบหน้าลวก ๆ ตั้งสติก่อนจะออกไปเจอท่านและครอบครัวหิวเงินนั่น..
ทันทีที่เปิดประตูห้องก็เห็นแม่ยืนคลี่ยิ้มอยู่..
“น้องน่ารักมาก ลงไปดูก่อนเผื่อจะชอบ”
“แม่ ถ้าผมจะชอบ ผมขอชอบเองได้ไหม ไม่ต้องบังคับ”
“มันไม่ทันแล้วน่ะสิ ไปเถอะ อย่าให้พ่อต้องมีอารมณ์” แม่พูดแล้วรั้งแขนให้เดินออกจากห้อง
“พ่อมีอารมณ์คนเดียวเหรอ ผมก็มีนะ”
“ตากรณ์!” แม่หันมาแหวเสียงไม่ดังมากนัก ผมเลยเลี่ยงหลบสายตาแทนการต่อปากต่อคำ กระทั่งเดินมาถึงโต๊ะอาหาร..ผมก็พนมมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองท่านอย่างนอบน้อม
“พี่มาแล้ว เลิกสนใจโทรศัพท์มือถือก่อน” น้ำเสียงคล้ายดุดังขึ้นทำให้ผู้หญิงคนที่นั่งก้มหน้าพิมพ์อะไรในมือถือเงยหน้าขึ้น สองเราเลยสบตากันเข้าอย่างจัง พร้อมกับคิ้วที่ต่างฝ่ายก็ต่างขมวดเข้าหากัน..
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับ” ผมรับไหว้เธอด้วยความรู้สึกที่ทั้งตื่นเต้น ตกใจ ดีใจและหวาดกลัวไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเธอก็ดูจะตกใจจนติดประหม่าอยู่ไม่น้อย
“พี่เขาชื่อกรณ์นะ หนูรู้หรือยัง” พ่อผมเป็นฝ่ายเอ่ยแนะนำชื่อผมให้น้องรู้จัก ทั้งที่ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องแนะนำเลยก็ได้
“ค่ะคุณลุง”
“น้องชื่อเมรินะ” พ่อหันมาพูดกับผมต่อด้วยรอยยิ้มที่ยากเกินจะคาดเดา
“ครับ น้องเมริ”
“น้องเรียนอยู่มหา’ลัยเดียวกันกับแก แต่แกคงเรียนจบก่อน”
“ครับ ผมเรียนจบก่อนแล้วก็..รู้จักกับน้องด้วยครับ” ประโยคของผมทำเมริช้อนตาขึ้นมาสบตา อ้าปากหวอ ให้เดาก็คงตกใจที่ผมเป็นฝ่ายพูดออกไป แต่..เธอคงไม่คิดว่าผมจะปกปิดหรอกใช่ไหม? หรือถ้าคิด บอกเลยว่าผิดมหันต์ ‘เหล้าฟรี หญิงฟรี ไม่อั้น ใครมันจะไม่ชอบ หึหึ’
ยิ่งเกมเดินง่ายแบบนี้ กรณ์ก็ยิ่งชอบ แลดูรวบหัวรวบหางง่ายดี อุตส่าห์เล่นตัวถ่วงเวลามาได้ตั้งนาน ‘ถึงเวลาแล้วสินะ’
“อ๋อ ดี ๆ รู้จักกันไว้ก็ดีแล้ว มีอะไรแนะนำน้องก็ช่วยแนะนำหน่อยแล้วกัน กำลังจะเรียนจบปีนี้”
“ครับ” ตอบรับด้วยรอยยิ้มกว้าง ขยับลุกออกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ไปนั่งด้านข้างเมริ พลางโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบ..
“พี่ไม่คิดว่าจะเป็นเธอ” เธอคนนี้ที่เป็นลูกสาวของครอบครัวหิวเงิน
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”
“หึ..” แค่นหัวเราะอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
เธอคงคิดว่าผมโง่มากสินะ ถึงได้ตอบกลับมาแบบนี้ แต่ก็..ไม่เป็นไร ผมจะยอมแกล้งโง่ให้พวกหน้าเงินตายใจสักหน่อยก็แล้วกัน
End Korn
Meri
วินาทีที่ละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์แล้วได้เห็นหน้าพี่กรณ์ บอกตามตรง ฉันตกใจมากจริง ๆ ตกใจขนาดที่ไม่คิดว่าโลกมันจะกลมมากขนาดนี้ และยิ่งคุณลุงแนะนำให้รู้จักฉันก็ยิ่งเกร็ง เกร็งจนมือไม้เย็นเฉียบ..
ที่มากไปกว่านั้นคงเป็นตอนที่พี่กรณ์บอกว่าเรารู้จักกัน เชื่อไหม..ใจฉันหล่นไปอยู่แทบเท้าเลยด้วยซ้ำ แต่แค่นั้นมันยังไม่พอ เพราะพี่กรณ์ที่ลุกขึ้นย้ายที่นั่งกินข้าวมานั่งข้างฉัน แถมยัง..
“พี่ไม่คิดว่าจะเป็นเธอ”
ประโยคนี้ของพี่กรณ์ทำหัวใจฉันแทบหยุดเต้น ทว่าตอนนี้ยัง ฉันยังตายไม่ได้! เลยทำได้แค่ใจเย็นตอบพี่เขากลับไป
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ” ไอ้คำว่าไม่รู้ คือไม่รู้จริง ๆ ไม่คิดว่าจะเป็นเขาคนที่กำลังคุยกันอยู่เลยด้วยซ้ำ
“หึ..” เสียงหัวเราะของพี่กรณ์เหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันพูด ซึ่งฉันก็ไม่สามารถบังคับให้พี่เขามาเชื่อกันได้ มากสุดก็..พูดความจริงที่ว่า ‘ไม่รู้จริง ๆ’ ออกไป
สิ่งที่ฉันหวาดกลัวมากที่สุดตอนนี้คือการที่เราสองคนกำลังค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์กันอยู่ แต่กลับมีเรื่องหมั้น..เรื่องแต่งงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ฉันไม่รู้ว่าพี่เขาจะยังอยากคุยกันอยู่หรือเปล่า จะโกรธฉันไหม โกรธพ่อแม่ไหมที่เลือกมัดมือชกแบบนี้ เพราะจากที่ดูแล้วพี่กรณ์ค่อนข้างงานยุ่ง เวลาที่มีก็ไม่แน่นอน แต่ความสม่ำเสมอความน่ารักอบอุ่นของผู้ชายคนนี้น่ะเกินร้อย ><
ฉันมั่นใจว่าผู้หญิงร้อยทั้งร้อยต้องแพ้ผู้ชายไทป์นี้ และหนึ่งในนั้นก็เป็น..ฉัน ที่เริ่มหวั่นไหว
End Meri
Korn
ผมไม่รู้หรอกว่าผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายคุยกันว่าอะไร ตกลงยังไง แต่ผมน่ะ..เล่นเกมนี้ด้วยกับพวกท่านแน่นอน ไหน ๆ พวกท่านก็อุตส่าห์ให้เกียรติรุ่นลูกอย่างพวกเราได้มีโอกาส ผมจะไม่ทำให้ผิดหวังเลยแม้แต่นิดเดียว หึ..
“เป็นไง ตกลงว่ายังไง..โอเคไหม” แม่ของเมริเท้าศอกบนโต๊ะอาหาร นั่งยิ้มกรุ้มกริ่มถามพลางมองผมสลับกับลูกสาวของท่าน คล้ายว่าปลื้มปีติยินดี
ผมที่พอจะรู้ความคิดท่านเลยพยักหน้าตอบ..ให้ไม่ต้องรู้สึกผิดหวัง
“ครับ โอเคเลย เราหมั้นกันก่อนก็ได้ครับ” ประโยคนี้ทำผู้ใหญ่ทั้งสี่คนยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ จะมีก็แต่เมริเท่านั้นที่ยังเกร็งอยู่ ผมเลยใช้เวลานี้เพิ่มคะแนนให้ตัวเองด้วยการ..
“ตอนนี้เราคุยกันอยู่ ถ้าจะมีสถานะเลย..เธอจะโอเคไหม” พูดแล้ววางมือบนศีรษะสาวน้อยราวกับว่าเอ็นดู ทำให้เธอหันมาสบตาสายตาหวาดหวั่น ผมเลยระบายยิ้มให้เหมือนอย่างทุกครั้งที่ตั้งใจยิ้มให้เหยื่อตกหลุมพราง..
“เราจะยังคุยกันต่อ..ใช่ไหมคะ”
“ครับ หลังจากนี้เราจะคุยกันในฐานะว่าที่คู่หมั้นแล้วนะ”
“..ค่ะ” พยักหน้าตอบไม่เต็มเสียง
จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจผมไม่สนหรอก สนแค่..เวลาที่เหลืออีกไม่ถึงเดือนนี้ ผมจะต้องรีบลากเมริไปขึ้นเตียงให้ทันก่อนหมดเวลา เคยลั่นวาจาว่ายังไงก็ยังอย่างนั้น ไม่ยกเลิก ไม่เปลี่ยนแปลง และหากเกมนี้ต้องมีคนแพ้ ก็คงต้องเป็น..ครอบครัวหิวเงินแทนแล้วละ
ระหว่างที่สบตาเมริก็อดคิดไม่ได้ว่า.. ‘ยินดีต้อนรับสู่นรกบนดินนะครับน้องเมริ’
