บทที่ 10 ตอนที่ 4 การนอนพักกลางวันที่ถูกช่วงชิง (1)
4
การนอนพักกลางวันที่ถูกช่วงชิง
นางนิลมณีเดินตามลูกชายออกมาจนถึงริมสระว่ายน้ำ นางยืนเงียบ ๆ จนกระทั่งเด็กรับใช้เอาเบียร์มาวางให้ลูกชายแล้วถอยออกไป “เรื่องที่คุณปู่พูดมาแม่ว่ามันก็จริงนะ”
วาทีหันไปมองคนที่เดินมานั่งข้าง ๆ แล้วถอนหายใจ “ผมอยากทำงาน” บอกก่อนจะยกเบียร์ขึ้นดื่ม
“เอาอย่างนี้ไหม แกก็ทำงานไป ส่วนหน้าที่หาเมียให้แก แม่จะจัดการเอง” นางนิลมณีพยักหน้าให้ลูกชายเล็กน้อย เป็นการย้ำว่าเขาไม่มีทางเลือก เพราะที่พูดมานี้ แม้จะพูดเหมือนขอความเห็น แต่ก็ไม่ได้ขอความเห็นแต่เป็นการบอกให้รู้เท่านั้น
“แม่อย่าไปบ้าจี้ตามคุณปู่นักเลยครับ ท่านแค่ว่างหรือไม่ก็แค่ได้แรงกระตุ้นจากพี่เรย์เท่านั้น ไม่นานท่านคงลืม ส่วนเรื่องพินัยกรรมจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ผมคิดว่าไม่จริงหรอกปู่ปั่นไปอย่างนั้นเอง” พูดออกไปทั้งที่เขาเองก็ไม่แน่ใจ ด้วยความที่ค่อนข้างสนิทกับคนเป็นปู่เขารู้จักนิสัยท่านเป็นอย่างดี คือดีก็ดีใจหายถ้าร้ายก็ร้ายได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทว่าถึงอย่างนั้นก็ไม่อยากให้คนเป็นแม่คิดมาก เขาอาจต้องใช้เวลาคิดสักหน่อยว่าจะแก้เผ็ดคนเป็นปู่คืนยังไง
จู่ ๆ จะมาบังคับคนอื่นให้แต่งงานมีลูกมีเมีย ลำพังแค่งานก็ปวดหัวพอแล้ว ลูกเมียเหรอ ไม่มีภาพในหัวเลย
“ถ้าคุณปู่ทำจริงขึ้นมาละ จะทำไง แม่ยอมไม่ได้ บริษัทที่แกทุ่มเทดูแลขนาดนี้ จู่ ๆ จะตกไปอยู่ในมือตาเรย์มันไม่ได้ ใคร ๆ ก็รู้ว่ามันผลาญเงินจนพ่อมันจะล่มจมอยู่แล้ว แม่ต้องทำอะไรสักอย่าง” นางนิลมณีมองหน้าลูกชายที่ไม่ได้ดั่งใจเอาเสียเลย อย่างที่รู้กันเรวันต์เป็นหลานชายอีกคนของนายเวโรจน์ อายุมากกว่าวาทีแต่เรื่องทำงานด้อยกว่ามาก อีกทั้งยังมีนิสัยใช้เงินฟุ่มเฟือย ส่วนมากหมดไปกับผู้หญิง แม้จะมีเมียเป็นตัวเป็นตนแล้วก็ตาม ครั้งนี้ที่พาเมียกำลังท้องมาหาคนเป็นปู่คงหวังคะแนนความนิยม เพราะรู้ว่าท่านอยากมีหลานมาก ๆ
“ผมไปอาบน้ำนอนดีกว่า” พูดจบวาทีก็ลุกขึ้นหยิบกระป๋องเบียร์ที่ตอนนี้เหลือแค่กระป๋องเปล่าติดมือเข้าไปทิ้งในบ้านด้วยอย่างไม่ยี่หระกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ ผิดกับนางนิลมณีที่ได้แต่มองตามหลังลูกชายแล้วถอนหายใจ
ยังไงเรื่องนี้นางก็ไม่ยอม ลูกสาวของเพื่อน ๆ และคนรู้จัก ที่สวย ๆ โปรไฟล์ดี ๆ มีเยอะแยะไป ไม่ถูกใจสักคนให้มันรู้ไปสิ
ด้านวาทีเดินเข้าห้องมาก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงพลางถอนหายใจ เขาที่ยังคิดเรื่องที่จะแก้เผ็ดคนเป็นปู่ไม่ออก ในเร็ววันนี้แม่เขาต้องก่อเรื่องให้เขาปวดหัวอีกเป็นแน่ จะห้ามก็คงไม่ได้ ความดื้อความรั้นของแม่กับปู่นี่ถือว่าพอกันเลยทีเดียว สิ่งที่พอจะทำได้คือคงต้องหาวิธีรับมือ และด่านแรกก่อนที่จะหลุดมาหาเขาคือมัตสยา พรุ่งนี้คงต้องมีการพูดคุยตกลงกันเอาไว้ก่อน คิดได้อย่างนั้นชายหนุ่มก็ดีดตัวลุกขึ้นแกะกระดุมเตรียมตัวจะอาบน้ำ แต่ก็ต้องเลิกคิ้วเมื่อเสื้อของเขามีรอยลิปสติกจาง ๆ ติดอยู่
“ของยัยเลขาเอ๋อเหรอเนี่ย ดีนะไม่ชัดไม่อย่างนั้นโดนแม่ฟักซอกแน่” วาทีส่ายหน้า ก่อนจะแกะกระดุมแล้วถอดมันโยนใส่ตะกร้าเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำนอน เก็บแรงไว้เยอะ ๆ พรุ่งนี้จะได้รบกับงาน เผลอ ๆ จะได้รบกับคนอีก
มัตสยาเดินมาทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะทำงานด้วยสภาพอิดโรย แม้จะใช้เครื่องสำอางปกปิด แต่ก็ไม่สามารถลบความเหนื่อยล้าจากการอดนอนเมื่อคืนได้ ใจอยากลางานด้วยซ้ำแต่ก็ทำไม่ได้ โชคดีที่เช้ามาไข้ของลูกสาวเธอลดลงมาก จึงได้แต่ฝากพี่เลี้ยงช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด
“ทั้งง่วงทั้งเหนื่อยเลย” หญิงสาวที่นอนฟุบกับโต๊ะบ่นงึมงำ ยันตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรงพร้อมกับปิดปากหาว ก่อนจะลุกขึ้นไปชงกาแฟแก่ ๆ สักแก้วให้ตัวเอง ทั้งที่ปกติเธอแทบจะไม่ค่อยดื่มมันด้วยซ้ำ แต่วันนี้ต่างออกไป เมื่อคืนลูกสาวของเธอไม่สบาย งอแงทั้งคืนทำให้เธอแทบไม่ได้นอน แม้จะมีพี่เลี้ยงช่วยแต่เพราะความห่วงก็ไม่ได้ทำให้เธอหลับลงเลยสักนิด
หลังจากพยายามกลืนกาแฟที่ขมเป็นพิเศษลงคอมัตสยาก็โทรกลับบ้านเพื่อถามถึงอาการของลูกสาว พูดคุยต่อเล็กน้อย ดูเวลาเหลือนานกว่าครึ่งชั่วโมง จึงเลือกใช้เวลานี้ในการงีบระหว่างรอกาแฟออกฤทธิ์สักสิบห้านาที ด้วยความที่กลัวนอนเพลินจึงจัดการตั้งนาฬิกาปลุกไว้เสร็จสรรพ โดยไม่รู้เลยว่าผ่านไปไม่ถึงห้านาทีวาทีก็เดินออกจากลิฟต์ตรงมาที่ห้องทำงานของตัวเอง แต่ในขณะที่จะเดินผ่านโต๊ะเลขาเขาก็ต้องเลิกคิ้ว ก้มหน้าส่องว่าใครใช่เลขาฯ คนใหม่ของเขาหรือเปล่า และจบด้วยการเอานิ้วไปอังที่ปลายจมูกพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่
“ไปอดหลับอดนอนมาจากไหนเนี่ย” วาทีส่ายหน้าแล้วเดินผละเข้าห้องทำงานของตัวเองไป เพราะยังไงก็ยังไม่ถึงเวลาเข้างาน แต่ถ้าถึงเวลางานแล้วยังนอนไม่เลิกเขาคงเรียกมาคุยหน่อยล่ะนะ
วาทีปรายตามองนาฬิกาเมื่อเลขาฯ ที่เขาคิดว่าอาจจะเผลอหลับยาวยกกาแฟมาให้ แล้วรายงานตารางงานของวันนี้อย่างฉะฉานคล่องแคล่วเช่นเดิม
