บทที่ 14 ตอนที่ 5 ค่าตอบแทนของการทำงานเกินหน้าที่ (3)
“ยังมีไข้อยู่เลยค่ะ นอนก็หลับ ๆ ตื่น ๆ” พูดยังไม่ทันขาดคำเด็กน้อยก็ดิ้นจากนั้นก็ร้องไห้จ้าขึ้นมา ทำให้มัตสยารีบยกตัวลูกสาวขึ้นมาอุ้ม “โอ๋...มาหาแม่ลูกมะ” เธอหอมแก้มลูกสาวที่มีความอุ่นอยู่แล้วเอานมมาป้อน “เหมือนมัทจะเห็นว่าคลินิกใกล้ ๆ บ้านเราก็มีนะ ถ้ารอเลิกงานกลัวมันดึก พอมีเวลาอยู่ มัทจะพายัยหนูไปหาหมอ” พูดจบเธอก็อุ้มลูกลุกขึ้นเดินไปหาเจ้านาย “คุณทีคะเดี๋ยวมัทจะพาลูกไปหาหมอที่คลินิกใกล้ ๆ นี้ คุณทีรออยู่ที่นี่ก่อนได้ไหมคะ”
“คุณไปจะไปกับใคร”
“พี่อ้อยค่ะ” หญิงสาวพยักพเยิดไปที่พี่เลี้ยง
“เดี๋ยวผมพาไปเองดีกว่า” วาทีอาสา อย่างคิดว่าอย่างน้อยเขาก็มีรถ ถ้าให้มัตสยาไปกับพี่เลี้ยงทั้งคู่ต้องเสียเวลาไปเรียกรถอีก ไม่มีทางเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายจะมาขอยืมรถของเขาไปขับเอง
“เอ่อแต่ว่า...” มัตสยาพยายามจะแย้ง แต่ก็โดนชายหนุ่มแทรกขึ้น “ไปเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันเวลา”
เมื่อชายหนุ่มพูดเรื่องไม่ทันเวลาขึ้นมาเธอก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าจะมัวเอ้อระเหยไม่ได้ มีงานที่ต้องไปทำต่ออีก “ค่ะ เดี๋ยวมัทมานะคะ” เธอบอกคนในบ้านก่อนจะอุ้มลูกเดินตามวาทีไปที่รถ
“เจ้านายคุณมัทนี่นอกจากหน้าตาดีแล้วยังใจดีอีกนะคะเนี่ย” อ้อยหันมาพูดกับผู้สูงวัยที่มองตามคนทั้งคู่ไปและพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย และไม่ได้มีใครคิดอะไรเกินกว่านั้นจนกระทั่งคนที่ทุกคนคิดว่านอนหลับอยู่พูดขึ้น
“ใคร แฟนยัยมัทเหรอ”
“ตื่นมาก็พูดมั่วซั่ว เจ้านายต่างหาก” นางมินตรามองค้อน
“ก็ไม่รู้ไงถึงถาม น่าเบื่อ” นายเปรมยันตัวเองให้ลุกขึ้นแล้วบ่นมองขาตัวเองอย่างหงุดหงิด
“เบื่อใคร” นางมินตราถามเสียงเข้ม
“ไม่ได้เบื่อใคร ก็เบื่อที่ต้องมานั่ง ๆ นอน ๆ เดินไปไหนมาไหนไม่ได้ไง” นายเปรมตอบกลับเสียงเข้มไม่ต่างกัน และถ้าปล่อยไว้แบบนี้คงไม่จบ อ้อยจึงปรามขึ้น
“อย่าทะเลาะกันเลยค่ะ อีกหน่อยก็เดินได้เชื่อสิคะ ขยัน ๆ ทำกายภาพบำบัดหน่อยเท่านั้นเอง”
“ก็ทำแต่ยังไม่เห็นจะดีขึ้นเลย” นายเปรมบ่นพลางทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ และเริ่มที่จะหมดหวังกับการที่ว่าตัวเองจะเดินได้แล้ว
“ใจเย็น ๆ สิคะ มันก็ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปแหละค่ะ” อ้อยปลอบและมองผู้สูงวัยกว่ายิ้ม ๆ ที่แม้จะอายุมากแล้วแต่ความใจร้อนนี้ราวกับเด็กวัยรุ่น
“ภาวนาเถอะ” นายเปรมบอกก่อนจะขยับตัวตามแรงพยุงจากภรรยาและพี่เลี้ยงของหลานไปที่ราวที่ถูกทำขึ้นเพื่อให้ตนนั้นหัดเดินและได้ออกกำลัง
เมื่อรถขยับตัววิ่งหนูน้อยของขวัญที่งอแงก็เงียบไปเสียอย่างนั้น มองหน้าคนเป็นแม่แล้วยกมือขึ้นจับผมมาเล่น มัตสยายิ้มแล้วหอมแก้มแดง ๆ นั้นไปหนึ่งฟอดใหญ่อย่างเอ็นดู แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าวาทีมองอยู่เธอก็ยิ้มเก้อเขินเล็กน้อย
“เอ่อ...ขอบคุณนะคะที่มาเป็นเพื่อน วันนี้รบกวนคุณหลายเรื่องเลย” มัตสยาบอกอย่างเกรงใจและซึ้งในน้ำใจของเจ้านายหนุ่ม
“ไม่เป็นไร ว่าแต่ใช่คลินิกตรงหน้านี้ไหม” วาทีพยักพเยิดหน้าไปยังคลินิกที่ว่า
“ค่ะ”
เมื่อได้รับการยืนยันชายหนุ่มก็เลี้ยวเข้าไปจอดหน้าคลินิก เมื่อเดินเข้าไปข้างในก็โชคดีที่วันนี้ไม่มีใครเลย มัตสยาเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์พร้อมกับบอก “ลูกสาวไม่สบายค่ะ” หลังจากนั้นเธอก็บอกรายละเอียดเกี่ยวกับลูกสาวเพื่อลงประวัติรวมถึงอาการป่วยในตอนนี้ด้วย
“นั่งรอสักครู่นะคะ” หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มบอกก่อนจะเดินหายไปในห้องห้องหนึ่ง แล้วกลับออกมานั่งที่เดิมพลางแอบมองวาที และก้มหน้ายิ้มเขิน ๆ เมื่อเขาหันมามอง
“เด็กหญิงเขมนิจค่ะ” คุณหมอถือใบประวัติเปิดประตูห้องตรวจออกมาเรียกคนไข้คนต่อไปหลังจากที่คนก่อนหน้าออกไปได้สักพัก “เชิญค่ะ” เธอเบี่ยงตัวให้คนไข้สาวที่อุ้มลูกน้อยเข้าไปในห้อง “คุณพ่อเข้ามาข้างในได้นะคะ” คุณหมอสาวบอกเมื่อชายหนุ่มที่มาด้วยกันแต่ไม่ได้เข้าไปในห้อง ส่วนมากมาแบบนี้ก็คือพ่อแม่ลูก คนเป็นพ่อจะไม่ค่อยกล้าเข้าไปเพราะกลัวหมอไม่อนุญาต
“ไม่เป็นไรครับ” วาทีปฏิเสธพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ ติดจะเขินเล็ก ๆ
คุณหมอสาวพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องตรวจพร้อมกับปิดประตู
“เอ่อ เขาไม่ใช่พ่อเด็กค่ะคุณหมอ แต่เป็นเจ้านาย เขาแค่อาสาพามาเท่านั้นค่ะ” มัตสยาบอกพลางยิ้มแห้ง ๆ เมื่อคนเป็นหมอกลับมานั่งที่โต๊ะตรวจ
