บทที่ 5 ตอนที่ 2 ทำงานวันแรก (2)

ผู้หญิงที่ไม่ใช่ลูกค้าห้ามให้เขาพบหรือรับนัดโดยที่ไม่ผ่านความเห็นของชายหนุ่มเด็ดขาด และเมื่อมีกรณีต้องห้ามก็ต้องมีที่ยกเว้นเหมือนกัน ผู้หญิงคนนั้นก็คือคุณนายนิลมณีแม่ของชายหนุ่มนั่นเอง มัตสยามาร์กเอาไว้แล้วอ่านส่วนอื่น ๆ  ต่อ อยู่ ๆ โทรศัพท์มือถือที่เธอได้มาจากอภิรักษ์ก็ดังขึ้น มัตสยากดรับพร้อมกับแนะนำตัวเสร็จสรรพ เหมือนทางนั้นจะชะงักเล็กน้อย แต่เพราะมัตสยาแนะนำตัวแล้วว่าเป็นเลขาฯ ของวาทีเธอจึงคุยต่อ “ฉันจะนัดกินข้าวกับวาทีเที่ยงนี้ค่ะ”

“ให้แจ้งคุณวาทีว่าใครต้องการนัดคะ” มัตสยาถามเพราะเธอต้องไปแจ้งรายละเอียดให้กับวาทีทราบอีกต่อหนึ่ง

“มินลิค่ะ”

“คุณมินลินะคะ” มัตสยาทวนชื่อยังไม่ทันจะได้พูดอะไร วาทีที่นั่งอยู่ข้างก็โบกมือเป็นการบอกปฏิเสธ

“ค่ะ” เมื่ออีกฝ่ายตอบรับ มัตสยาก็รู้ว่าควรจัดการกับผู้หญิงรายนี้ยังไงทันที “ดิฉันต้องขอโทษจริง ๆ นะคะแต่เที่ยงนี้คุณวาทีมีประชุมใหญ่น่าจะลากยาวหลายชั่วโมงเลยค่ะ คงไม่สะดวก” เรื่องนี้เธอไม่ได้โกหกแต่มันคือเรื่องจริง แต่จะยาวจริงไหมหรือนานแค่ไหนอันนี้เธอก็ไม่ทราบแต่เมื่อจะปฏิเสธมันก็ต้องยาวไว้ก่อน

“ก่อนเที่ยงล่ะคะ” อีกฝ่ายยังพยายามและมีน้ำเสียงที่เริ่มขุ่นเข้มขึ้นมาเล็กน้อย

“คุยงานกับลูกค้าอีกสามรายค่ะ” มัตสยายิ้มให้คนในสายทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้เห็นเลยสักนิด แต่ถ้าเห็นจริง ๆ ก็จะรู้ว่ามันเป็นรอยยิ้มของคนที่ใจเย็นที่คิดว่าสามารถจะจัดการกับปัญหาตรงหน้านี้ได้แน่นอน

“แล้วช่วงเย็น”

“ประชุมเสร็จคุณวาทีต้องบินไปดูงานที่ต่างจังหวัดต่อเลยค่ะ”

“จังหวัดไหนคะ” ปลายสายถามกลับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“หลายจังหวัดเลยค่ะ เป็นการบินแบบไฟลต์ต่อไฟลต์เลยค่ะ”

“งั้นก็ช่างเถอะ แค่นี้ล่ะ”

เมื่ออีกฝ่ายวางสายมัตสยาก็ถอนหายใจ การโกหกนี่ใช้พลังงานไปเยอะเหมือนกันนะ แต่เอาจริง ๆ กับเจ้านายคนก่อนเธอไม่เคยต้องมาโกหกเรื่องแบบนี้เลย

“เย็นนี้มีบินเหรอ” วาทีที่ได้ยินบทสนทนาของหญิงสาวสองคนตลอดเอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้านิ่งเรียบเช่นเคย

“ไม่ค่ะ แต่การที่จะพูดให้คุณมินลิเชื่อและไม่มาดักรอน่าจะเป็นการโกหกที่เข้าท่ามากที่สุดค่ะ” เรื่องนี้เธอบอกว่าไม่มีประสบการณ์แต่ใช้การคาดเดาจากเซนส์ของความเป็นผู้หญิงด้วยกันล้วน ๆ

“จัดการได้ดี” วาทีเอ่ยปากชมจากใจ

“ขอบคุณค่ะ”

“รู้ใช่ไหมว่าใครควรปฏิเสธหรือไม่ปฏิเสธ” วาทีปรายตามองหญิงสาวที่คุยกับเขาไป ดูข่าวการลงทุนไปเล็กน้อย ก่อนจะดึงสายตากลับมาที่หน้าจอข่าวของตัวเองที่เปิดค้างไว้เช่นกัน

“รู้ค่ะ คุณอภิรักษ์มาร์กไว้ให้เรียบร้อยแล้วเช่นกันค่ะ” มัตสยาหันมายิ้มให้เจ้านายหนุ่มเล็กน้อย เมื่อเขาพยักหน้าเธอจึงหันไปสนใจหน้าจอสี่เหลี่ยมตรงหน้าต่อ

“หมอนี่รู้จักฉันดียิ่งกว่าตัวฉันอีกนะเนี่ย” วาทีพึมพำพลางส่ายศีรษะ

ในการทำงานวันแรกแม้จะติดขัดบ้างแต่ในสายตาวาทีถือว่ามัตสยาค่อนข้างเก่งและไหวพริบดี แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แม้บางครั้งเขาจะต้องเข้าไปช่วยบ้าง ไม่ใช่แค่สวย แต่เก่ง วางตัวดี พูดจาฉะฉาน ที่สำคัญดูเธอไม่ได้สนใจเขานอกเหนือจากความเป็นเจ้านายลูกน้อง ตอนแรกที่แดนไทแนะนำมาเขาก็แอบกลัวเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน นั่นทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาคนทำงานใกล้ตัวจะเป็นผู้ชายเสียเป็นส่วนใหญ่

“ก่อนกลับมีนัดกินข้าวแทรกจากคุณคัมภีร์ที่ร้าน...นะคะ” มัตสยาบอกขณะที่เดินตามหลังชายหนุ่มไปขึ้นรถ

“เวลาได้ใช่ไหม”

“ไม่เกินสามสิบนาทีได้ค่ะ” มัตสยาที่นั่งอยู่บนรถแล้วเรียบร้อยแจ้งเจ้านายขณะที่มือก็พิมพ์หรือไม่ก็จดอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา

“การประชุมบ่ายนี้ล่ะ” ถ้าปกติคนที่อยู่ข้างเขาตอนนี้คืออนุรักษ์เขาจะไม่ถามมันเลย แต่พอเป็นมัตสยาที่เพิ่งมาทำวันแรกก็อดที่จะถามเพื่อความมั่นใจไม่ได้

“คุณอนุรักษ์แจ้งว่าประสานงานเรียบร้อยแล้วค่ะ” มัตสยาตอบกลับอย่างฉะฉานมั่นใจเต็มเปี่ยม วาทีพยักหน้ารับแล้วหันไปสนใจข่าวสารที่เขามักใช้เวลากับมันทุกครั้งที่นั่งอยู่บนรถ

หลังจากจบจากลูกค้าที่นัดกินข้าวไปคุยเรื่องธุรกิจไป ก็กลับเข้าบริษัทมัตสยาได้คุยกับรุ่นพี่อย่างอนุรักษ์เล็กน้อยก็เตรียมตัวเข้าประชุมพร้อมกับวาทีต่อทันที ไม่รู้เพราะกรรมตามสนองที่ไปโกหกมินลิเอาไว้หรือเปล่า การประชุมจึงกินเวลายาวนานถึงหกชั่วโมง ดังนั้นหลังจากออกจากห้องประชุมสิ่งแรกที่ทำคือโทรศัพท์หาพี่เลี้ยงที่บ้านอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อตอนเที่ยงแอบโทรหาตอนกินข้าวไปแล้วครั้งหนึ่ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป