บทที่ 7 ตอนที่ 3 เงื่อนไขในพินัยกรรม (1)
3
เงื่อนไขในพินัยกรรม
อนุรักษ์เดินมาหยุดยืนที่หน้าโต๊ะครู่หนึ่ง วาทีที่เป็นคนเรียกอีกฝ่ายเข้ามาก็วางงาน ทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ประสานมือทั้งสองแล้วเอ่ยปากขึ้น “คุณว่าคุณมัทเป็นยังไง”
อนุรักษ์หัวเราะแล้วถามกลับ “เรื่องนี้ผมควรถามบอสมากกว่านะครับว่าเธอเป็นยังไง”
“ใช้ได้ รับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ค่อนข้างดีเลย” สำหรับการมาทำงานในวันแรกสำหรับวาทีถือว่าผ่านการประเมิน
“ถ้าบอสพูดมาแบบนี้ผมก็ไม่มีข้อโต้แย้งครับ ผมเห็นด้วยทุกอย่าง โดยเฉพาะการรับมือกับสาว ๆ หรือบอสว่ายังไงครับ” อนุรักษ์ถามความเห็นเจ้านายหนุ่มยิ้ม ๆ
“ถือว่าคุณไกด์งานมาดีมาก ๆ เลยล่ะ” วาทีส่ายหน้า คนไกด์ไม่เท่าไหร่ แต่คนที่อ่านแค่ไกด์และทำมันออกมาได้ดีในการทำจริงนี่สิน่าเหลือเชื่อ หรือเพราะเป็นผู้หญิงด้วยก็ไม่รู้
“เห็นไหมล่ะครับ การมีเลขาผู้หญิงมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร” อนุรักษ์เอ่ยเสริม เพราะก่อนหน้าวาทียืนยันว่าอยากได้เลขาฯ ผู้ชาย แต่สำหรับมัตสยาที่แดนไทซึ่งเป็นเพื่อนกันแนะนำมาก็เลยยากจะปฏิเสธ ถึงอย่างนั้นก็ออกตัวไว้แล้วว่าถ้าทำงานไม่ได้เรื่องก็จะปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้า
“ถ้าเป็นอย่างวันนี้ตลอดไปคงไม่มีปัญหา” การที่มีผู้หญิงสวย ๆ มาทำงานด้วย หลายคนอาจจะชอบ แต่สำหรับเขาแล้วไม่เลย เพราะเท่าที่เจอมาคืออีกฝ่ายจะโฟกัสที่เขามากกว่าที่งาน เลยตัดปัญหาว่าจะไม่รับเลขาฯ ผู้หญิงเด็ดขาด แต่ถึงสุดท้ายจะผิดความตั้งใจก็เถอะ
“เธอไม่สนใจบอสหรอก เพราะเธอมีคนที่ให้ความสำคัญมาก ๆ อยู่” อนุรักษ์ช่วยเสริมความมั่นใจให้กับเจ้านายอีกครั้งหนึ่ง เพราะเท่าที่ดูมัตสยาคุยกับเขาแค่เรื่องงาน มีพูดถึงวาทีบ้างแต่ทั้งหมดทั้งมวลก็เกี่ยวข้องกับการทำงานทั้งนั้น ไม่มีแอบกระซิบถามเรื่องส่วนตัวเลย อย่างประโยคฮิตที่ผู้หญิงหลายคนมักจะเข้ามาถามเขาคือ “คุณวาทีมีแฟนหรือยังคะ” อะไรเทือกนี้ตลอด
“ดีแล้วล่ะ ยังไงก็ในช่วงเวลาที่เหลืออีกแค่ไม่กี่วันคุณก็ช่วยสอนงานอื่น ๆ ด้วยนะ”
“ครับ งั้นผมขอตัวนะครับ เพราะคุณมัทเธอรอผมไปสอนงานอยู่”
“แล้วไม่คิดจะกลับบ้านกันหรือไง งานเสร็จก็กลับได้แล้ว” วาทีทำเสียงจิ๊จ๊ะทั้งที่บอกแล้วว่าเสร็จงานแล้วให้กลับยังจะมาสอนงานอะไรกันตอนนี้ เลยเวลาเลิกงานจะเป็นชั่วโมงอยู่แล้ว
“ครับ”
วาทีส่ายหน้ากับคำว่าครับที่บางครั้งเชื่อไม่ค่อยจะได้ของอนุรักษ์ แล้วหยิบแฟ้มงานขึ้นมาดูต่อ แต่อ่านไปนิดเดียวเสียงโทรศัพท์มือถือที่เขาวางมันไว้บนโต๊ะก็ดังขึ้น
“ครับแม่” ชายหนุ่มทักคนที่โทรมาในช่วงเวลานี้พร้อมกับยกมือบีบตรงสันจมูก เพราะทุกครั้งที่คนเป็นแม่โทรมาหาจะต้องมีเรื่องให้ชวนปวดหัวทุกที
“เมื่อไหร่แกจะกลับบ้าน”
“ขอเคลียร์งานก่อน สักชั่วโมงครับ” วาทีบอกเผื่อเพราะไม่อยากให้คนเป็นแม่เร่ง ทั้งที่จริงแล้วไม่เกินครึ่งชั่วโมงงานที่ว่าก็คงเสร็จ
“ครึ่งชั่วโมงได้ไหมแม่มีเรื่องจะคุยด้วย นี่ถ้าไม่ติดว่ามันเย็นแล้วแม่จะบุกไปหาแกที่บริษัทเองเลย” นางนิลมณีบอกด้วยน้ำเสียงร้อนใจ
“มีอะไรอีกล่ะครับ” วาทีถามกลับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
“ก็วันนี้ตาเรย์กับเมียมาหาคุณปู่น่ะสิ”
“แล้วมันยังไงครับ” วาทีถามงง ๆ การที่เรวัณย์ซึ่งก็เป็นหลานของคุณปู่มาเยี่ยมท่านมันมีอะไรที่ต้องตื่นเต้นตกใจด้วย
“ก็เมียตาเรย์ท้องแล้วน่ะสิ ปู่แกนี่ดีใจจนออกนอกหน้า บอกว่าคลอดเมื่อไหร่จะหาของรับขวัญหลานให้ยิ่งใหญ่ไปเลย”
“ก็ช่างคุณปู่สิครับ” วาทีบอกอย่างไม่ใส่ใจ
“ช่างไม่ได้ คุณปู่ยังพูดถึงเรื่องพินัยกรรม และวันนี้ท่านรอคุยกับแกเรื่องนี้อยู่ รีบกลับล่ะ ถ้าช้าแม่จะไปตามแกถึงที่ทำงานเข้าใจไหม”
“ครับ ๆ” วาทีรับเสียงยานคางแล้ววางสายพลางถอนหายใจ เรื่องอื่นคนเป็นแม่เขาพอยอมได้ แต่เรื่องผลประโยชน์นี่บอกเลยว่าท่านไม่ยอมใครจริง ๆ โดยเฉพาะผลประโยชน์ของเขาท่านยิ่งไม่ยอมหนักเข้าไปใหญ่
วาทีดูนาฬิกาแล้วเลื่อนแฟ้มงานที่เคลียร์หมดแล้ววางซ้อนกัน ก่อนจะลุกขึ้นขยับศีรษะไปมาเพื่อไล่ความเมื่อย แล้วเดินออกจากห้องไปก็พบว่าเลขาฯ ทั้งสองคนนั้นได้กลับไปแล้ว คิดอย่างนั้นทว่าพอเดินมาถึงหน้าลิฟต์กลับพบมัตสยายืนอยู่ แม้เขาจะเดินไปยืนข้าง ๆ แต่เธอก็ยังไม่รู้สึกตัวเพราะยังคงสนใจภาพเด็กที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์พร้อมกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ จนกระทั่งประตูลิฟต์เปิดวาทีเดินเข้าไป มัตสยายังคงไม่รู้ตัวชายหนุ่มส่ายหน้ากดประตูลิฟต์ที่จะปิดให้เปิดออกแล้วถามคนที่ยังไม่สนใจสิ่งรอบตัวเสียงเข้ม
“คุณจะไปหรือเปล่า”
“อะ อ๋อ ไปค่ะ” มัตสยาเงยหน้าขึ้นมองทางเข้าลิฟต์เล็กน้อยแล้วก้าวเท้าเข้าไปข้างใน โดยที่สายตาไม่ได้ละจากมือถือสักนิด รู้แค่ว่าตอนนี้เธอเข้ามาอยู่ด้านใน แต่ไม่รู้เลยว่าตัวเองยืนอยู่ในตำแหน่งไหน จนกระทั่งโดนทักอีกครั้ง
