บทที่ 8 ตอนที่ 3 เงื่อนไขในพินัยกรรม (2)

“ถ้ามัวแต่ดูมือถือขณะเดินมันอันตรายนะ” วาทีเตือนพลางก้มมองหญิงสาวตรงหน้าเล็กน้อยแล้วเบือนหนี

“ขอโทษทีค่ะ พอดีดูรูปลูกติดพัน...” มัตสยาเงยหน้าขึ้นมองคนที่เตือนเธอพลางยิ้ม ๆ อย่างรู้สึกผิด แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง “บอส!” หญิงสาวอุทานจะถอยหลังออกห่างเมื่อรู้ตัวว่ามายืนใกล้คนเป็นเจ้านายจนเกินไป แต่ด้วยความลนบวกกับตกใจทำให้สะดุดเท้าตัวเองล้มคะมำไปซุกอกกว้างนั้นเข้าพอดี

“ไม่เป็นไรใช่ไหม” วาทีค่อย ๆ ดันร่างสมส่วนที่อาศัยพิงตัวเขาไม่ให้ล้มไปบนพื้น

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอโทษนะคะบอส” มัตสยายกมือไหว้ชายหนุ่มทั้งที่ตัวเองยืนบนพื้นแล้วมีอาการเซเล็กน้อย จนวาทีต้องรีบยื่นมือที่ปล่อยไปแล้วเข้ามาประคองอีกครั้ง

“ไม่เป็นไรแน่นะ” ชายหนุ่มถามอย่างเป็นห่วง

“ค่ะ ขอบคุณและขอโทษอีกครั้งนะคะ” มัตสยายกมือไหว้พร้อมกับยิ้มแหย ๆ ให้เจ้านาย และถอยหลังไปยืนตรงมุมลิฟต์อย่างระมัดระวัง

หาเรื่องตกงานตั้งแต่วันแรกเลยไหมล่ะ เขาจะหาว่าเธออ่อยหรือเปล่านะ มัตสยาคิดอย่างกังวลระคนอายจนไม่กล้าเงยหน้าพลางจมอยู่กับความคิดของตัวเอง

ทำให้ประตูลิฟต์ถูกเปิดออกก็ยังยืนก้มหน้างุดอยู่จนวาทีที่เดินออกไปแล้วถอนหายใจ เดินย้อนกลับมาอีกครั้ง “ไม่กลับบ้านหรือไง”

เมื่อได้ยินเสียงทักทำให้มัตสยาเงยหน้าขึ้น เห็นเจ้านายยืนทำหน้านิ่งใส่ก็รีบลนลานตอบกลับ “ถึงแล้วเหรอคะ”

“คุณนี่เวลาทำงานดูคล่องแคล่วดีนะ แต่นอกงานเอ๋อกว่าที่คิดอีก” พูดจบก็เดินผละออกไป มัตสยามองซ้ายมองขวาแล้วรีบเดินตามชายหนุ่มออกไปติด ๆ

“บอสคะฉัน...” กำลังจะแก้ตัวเรื่องที่โดนว่า แต่มือถือของเธอดังขึ้นเสียก่อน เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของพี่เลี้ยงจากที่จะบอกลาเจ้านายเธอก็รีบรับสายของทันที              “ว่าไงคะพี่อ้อย...งอแงไม่ยอมนอนเหรอคะ...ค่ะ ๆ มัทกำลังกลับ พี่อ้อยลองกล่อมแกดูก่อนนะคะ ไม่สบายหรือเปล่าคะ พี่อ้อยลองวัดอุณหภูมิดูหรือยัง ถ้ายังลองวัดให้มัทหน่อยได้ไหมคะ...” เมื่อเป็นเรื่องลูกมัตสยาก็ลืมทุกอย่างรอบกาย คุยโทรศัพท์กับพี่เลี้ยงกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปที่รถทันที ลืมกระทั่งว่าก่อนหน้าตัวเองได้เรียกเจ้านายทำทีเหมือนมีเรื่องจะคุย แต่จู่ ๆ ก็หนีกลับบ้านไปหน้าตาเฉย

ให้มันได้อย่างนี้สิ วาทีส่ายหน้า แต่ไม่ได้ถือสาอะไร เพราะเท่าที่ได้ยินเหมือนที่บ้านของหญิงสาวจะมีปัญหา แต่ว่าการโดนผู้หญิงเมินเข้าจริง ๆ ก็รู้สึกแปลกหน่อย ๆ เหมือนกัน

“มาได้เสียที ช้ามาก” นั่นคือทำทักทายแรกของคนเป็นแม่ที่นั่งหน้าเครียดอยู่ที่โซฟาเมื่อวาทีเดินเข้าไปในบ้าน

“คุณพ่อกับคุณปู่ล่ะครับ” ชายหนุ่มกวาดสายตามองพลางทรุดตัวนั่งลง แต่ก้นยังไม่ทันจะแตะโซฟาก็โดนคนเป็นดึงให้ลุกขึ้น

“รอแกที่ห้องหนังสือน่ะ” นางบอกก่อนจะเดินนำคนเป็นลูกชายขึ้นไปข้างบน ซึ่งนอกจากเป็นห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือแล้ว ยังเป็นห้องที่ครอบครัวของนางมักใช้พูดคุยหรือปรึกษาเรื่องสำคัญ ๆ ที่ไม่อยากให้เล็ดลอดให้คนรับใช้ในบ้านรับรู้

“จริงจังขนาดนี้เลยเหรอครับ” วาทีคุยกับคนเป็นแม่อย่างไม่เข้าใจระหว่างเดินไปที่ห้อง ตอนแรกเขาคิดว่าท่านจะพูดคุยถามไถ่เรื่องการมีแฟนของเขาอย่างที่ทำบ่อย ๆ ตอนเห็นลูกหลานคนอื่น ๆ มีลูกมีเมียกันไปหมดแล้วอย่างที่ผ่านมา

“บอกแล้วไงว่าคราวนี้มันเกี่ยวข้องกับพินัยกรรมของคุณปู่ด้วย” นางถอนหายใจแรง ๆ อีกครั้ง ก่อนจะหยุดเดินแล้วหมุนตัวมาจ้องหน้าลูกชายด้วยสายตาจริงจัง ก่อนที่จะเข้าไปในห้องหนังสือ “ไม่ใช่ว่าแม่เห็นแก่สมบัตินะ แต่อันไหนที่ควรจะเป็นของแกแม่จะไม่ยอมปล่อยให้มันหลุดไปอยู่ในมือคนอื่นเด็ดขาด โดยเฉพาะตาเรย์”

วาทียิ้มบาง ๆ แล้วเข้าไปโอบคนเป็นแม่ “อย่าเพิ่งคิดมากสิครับ

คุณปู่อาจจะถามและบ่นอย่างทุกทีก็ได้ครับ” พูดจบก็เดินโอบท่านเข้าไปในห้องที่คนเป็นปู่และพ่อรออยู่

“ปู่มีอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ” เข้าไปถึง วาทีก็ถามพร้อมกับทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ และทุกคนต่างคนต่างนั่งประจำที่ของตัวเองโดยมีคนเป็นปู่นั่งที่หัวโต๊ะ ตอนนี้บรรยากาศมันเลยคล้าย ๆ การประชุมเล็ก ๆ เลยทีเดียว

“กลับดึกเหมือนเคยเลยนะ” นายเวโรจน์ไม่ตอบคำถามคนเป็นหลานชายแต่คุยไปเรื่องอื่นด้วยสีหน้าที่ดูอบอุ่นและใจดีเช่นเคย

“ครับ งานมันยุ่งมากจริง ๆ”

“แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่ปู่จะได้เห็นหน้าหลานสะใภ้กับลูกแกเสียทีละฮึ” บ่นเหมือนไม่ได้อะไรมากมาย

“ไม่รู้สิครับ อาจจะยังไม่ถึงเวลาหรือชีวิตนี้มันไม่มีก็ไม่รู้สิครับ” วาทีตอบอย่างไม่ได้ใส่ใจอย่างเช่นทุกครั้ง นั่นทำให้คนเป็นแม่ยกมือตีเข้าที่แขน ในขณะที่นายเวโรจน์หัวเราะคล้ายกับชอบใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นลอย ๆ “แต่เจ้าเรย์มีลูกแล้วนะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป