บทที่ 9 ตอนที่ 3 เงื่อนไขในพินัยกรรม (3)
“ครับ พี่เรย์มีเมียแล้วจะมีลูกก็ไม่แปลกนี่ครับ” คำตอบที่เหมือนไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรของวาทีทำให้นางนิลมณีตีต้นแขนของลูกชายไปแรง ๆ อีกที “ยังมาทำเป็นไม่รู้ตัวอีก”
“อะไรล่ะครับ ผมก็พูดความจริงนี่ แล้วตกลงทุกคนต้องการจะพูดอะไรกับผมกันแน่” วาทีหันไปมองผู้สูงวัยทั้งสามคนสลับกันไปมา เมื่อรู้สึกว่าพวกท่านจะไม่เข้าเรื่องเสียที
“ตอนนี้แกก็อายุเยอะแล้วนะ มีลูกมีเมียได้แล้วมั้ง” นายวาทิตเอ่ยขึ้นหลังจากนั่งเงียบมานาน
“ผม...” วาทีพูดได้แค่คำเดียวคนเป็นปู่ก็พูดแทรกขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอบอุ่นเช่นเคยทว่าน้ำเสียงกลับเข้มดุดันแตกต่างจากหน้าตาโดยสิ้นเชิง
“รู้ใช่ไหมว่าปู่คาดหวังกับตัวแกในทุก ๆ เรื่อง เรื่องงานแกทำได้ดีมาก ๆ มากจนไม่มีเวลาให้เรื่องอื่นเลย โดยเฉพาะเรื่องแฟน” พูดจบท่านก็เงียบให้คนเป็นหลานชายได้แย้ง
“ก็บอกแล้วไงครับว่าไม่มีเวลาหา ไม่มีเวลาให้” วาทีบอกก่อนจะถอนหายใจ เพราะไม่ใช่เขาไม่เคยคบผู้หญิง แต่ด้วยความที่เขางานยุ่งมาก พอไม่มีเวลาให้ก็มางอแง สุดท้ายก็จบกันไป บ่อยครั้งเข้า เขาเลยคิดว่าคนอย่างเขาคงไม่เหมาะจะมีใครนอกจากงาน ที่สำคัญเป็นคนโสดมันสบายใจกว่าเป็นไหน ๆ
“งั้นมณีหาให้ได้ไหม” นายเวโรจน์หันมาถามคนเป็นลูกสะใภ้ ทว่าก็ถูกคนเป็นหลานชายแย้งขึ้นทันที “ผมไม่ต้องการครับ”
ได้ยินอย่างนั้นผู้สูงวัยที่นั่งอยู่หัวโต๊ะก็พยักหน้าแล้วพูดต่อ “งั้นเหรอ ไม่เป็นไร แต่ปู่ไม่คิดจะแก้พินัยกรรมนะ” ท่านเลิกคิ้วแล้วกวาดสายตามองสามพ่อแม่ลูกยิ้ม ๆ
“ในพินัยกรรม...” นางนิลมณีมองพ่อสามีอย่างเป็นกังวล แม้จะเป็นคนแก่ที่ดูอบอุ่นใจดี แต่บทจะเด็ดขาดก็ไม่มีใครค้านได้เช่นกัน
“เจ้าทีจะมีสิทธิ์ในสมบัติรวมถึงอสังหาฯ และบริษัทที่มันดูแลอยู่ตอนนี้ก็ต่อเมื่อมันมีลูกเมียแล้วเท่านั้น ไม่อย่างนั้นทุกอย่างจะถูกยกให้เจ้าเรย์ที่มีทายาทสืบสกุลแทน ทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่บริษัทที่เจ้าทีดูแลอยู่”
นายเวโรจน์เน้นประโยคสุดท้ายเป็นพิเศษ เพราะรู้ว่าบริษัทนี้มีความสำคัญกับคนเป็นหลานชายมากขนาดไหน
“แต่คุณพ่อ ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอคะ ตาทีทุ่มเทดูแลบริษัทนั้นมากขนาดไหน คุณพ่อน่าจะรู้นะคะ” นางนิลมณีตัดพ้อพ่อสามี ทั้งที่ท่านรักและเอ็นดูลูกชายของนางมาก แต่บทจะใจร้ายก็ไม่ปรานีกันเลย
“รู้และเห็นมาตลอดไง คนเราไม่ได้มีชีวิตเพื่อทำงานอย่างเดียวนะ อีกอย่างฉันอยากอุ้มลูกของหลานที่ฉันรักและภูมิใจมากที่สุด” นายเวโรจน์เว้นช่วงในการพูดเล็กน้อย หันไปจ้องคนเป็นหลานชายแล้วพูดต่อไปว่า “แกรู้ใช่ไหมว่าเจ้าเรย์น่ะมันไม่เอาถ่านมากแค่ไหน ปู่เลยไม่รู้ว่ามันจะเลี้ยงดูและสั่งสอนลูกได้ดีแค่ไหน อย่างน้อยปู่ก็อยากให้มีตัวเผื่อตัวเลือกของหลานอีกสักคนหรือหลาย ๆ คน ที่จะสามารถดูแลและสืบทอดกิจการได้โดยไม่ต้องกังวล แกไม่มีทางดูแลกิจการพวกนี้ไปได้ตลอดชีวิต” ผู้สูงวัยพูดดักเมื่อเห็นหลานชายจะอ้าปากแย้ง
“คุณปู่อยากทำอะไรก็ทำเถอะครับ” พูดจบวาทีก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปทันที “ตาที...ตาทีอย่าเพิ่งสิ มาคุยกันก่อน” เมื่อคนเป็นลูกชายไม่คิดจะฟังนางนิลมณีหันซ้ายหันขวาเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นเดินตามลูกชายออกไป ทำให้ตอนนี้เหลือแค่สองพ่อลูกที่อยู่ในห้อง
“คุณพ่อเอาจริงเหรอครับ” นายวาทิตถามคนเป็นพ่ออย่างกังวล และหวังว่าสิ่งที่ท่านพูดเมื่อครู่จะเป็นแค่การพูดกดดันวาทีเท่านั้น
“จริงสิ” พูดจบนายเวโรจน์ก็หัวเราะชอบใจ นั่นทำให้คนเป็นลูกชายต้องแย้งขึ้น “พ่อก็รู้ว่าไอ้ทีมันบ้างาน ไม่ใช่ผู้หญิงไม่เข้าหามันนะครับ แต่ไม่มีใครที่ทนกับความบ้างานของมันได้”
“หาให้เจอสิ ไม่เชื่อหรอกว่าหลานชายหน้าตาดีแถมเพียบพร้อมขนาดนี้จะไม่มีใครเอา” นายเวโรจน์หันไปมองลูกชายที่ทำหน้าเคร่งเครียดแล้วลุกขึ้นเดินไปตบที่ไหล่กว้างนั้นแรง ๆ “อย่าคิดมากเลยยังไงเรื่องนี้มณีก็ไม่ปล่อยผ่านหรอก แกจะได้ลูกสะใภ้ในเร็ววันนี้แน่นอน” พูดจบก็เดินหัวเราะชอบใจออกจากห้องไป นายวาทิตได้แต่มองตามแล้วถอนหายใจส่ายหน้ากับความเจ้าเล่ห์ของท่าน
ภรรยาของเขาถ้าอะไรที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของลูกชายละก็นางสู้ตายอยู่แล้ว เลือกกระตุ้นได้ถูกคนจริง ๆ
