บทที่ 1 บทนำ : สายใยในความฝัน และความจริงที่ไม่คุ้นเคย

ความฝัน... มักเกิดขึ้นในเวลาที่ร่างกายทิ้งตัวลงสู่ความเงียบสงบ มันคือดินแดนอันไร้พรมแดนที่จิตใต้สำนึกรังสรรค์ภาพมายาขึ้นมาประเล้าประโลมความนึกคิด แต่สำหรับ ‘พริมรตา’ แล้ว ความฝันของเธอตลอดสามปีที่ผ่านมา ไม่เคยเป็นเพียงภาพมายาไร้สาระที่เลือนหายไปเมื่อลืมตาตื่น

มันคือสถานที่เดิม... บรรยากาศเดิม... และอ้อมกอดอุ่นของชายคนเดิม

ในห้วงนิมิตอันพร่าเลือน ลมหอบพาเอากลิ่นหอมสะอาดคล้ายไม้หอม ลอยอบอวลผสมผสานกับกลิ่นชาอ่อนๆ ร่างเพรียวบางของเธอมักจะซบลงบนแผงอกกว้างของใครคนหนึ่ง ฝ่ามือใหญ่คอยสัมผัสลูบเรือนผมอย่างนุ่มนวล ความอบอุ่นที่ซึมลึกผ่านผิวกาย และน้ำเสียงนุ่มทุ้มชวนเคลิบเคลิ้มที่กระซิบลงข้างใบหูว่า

“คิดถึงเหลือเกิน... เมียรัก” ทั้งหมดนั้นสลักลึกอยู่ในความรู้สึกราวกับเกิดขึ้นจริง

ทุกอย่างในความฝันช่างชัดเจน ชัดเจนเสียจนเธอสัมผัสได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่สะท้อนผ่านแผ่นอกของเขา ทว่าสิ่งที่ขัดใจที่สุดกลับเป็น ‘ใบหน้า’ ของชายผู้นั้น... ไม่ว่าเธอจะพยายามเพ่งมองเท่าไร ใบหน้าของเขากลับปรากฏเพียงรอยพร่ามัว คล้ายมีม่านหมอกแห่งปาฏิหาริย์บังตาเอาไว้ รู้เพียงแค่ว่ายามที่เธอยิ้ม เขากระชับอ้อมกอด แนบจูบหวานลึกซี้งบนหน้าผาก ในขณะนั้นเธอก็ประคองกอดเขา ด้วยความรักที่มีอยู่ท่วมท้นหัวใจ

‘แต่งงานกับฉันมาสามปีแล้วนะ... เมื่อไหร่คุณจะยอมเปิดเผยหน้าตาให้ฉันเห็นเสียทีล่ะคะที่รัก?’ เธอเคยหยอกล้อเขาในฝันเช่นนั้น

ชายปริศนาทำเพียงหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะอันมีเสน่ห์นั้น ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเสมอ ก่อนที่เขาจะเอ่ยตอบด้วยความละมุนละไม

“เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม... พรหมลิขิตจะพาเราไปพบกันในโลกแห่งความเป็นจริง”

พลันภาพที่เรียกว่าความสุขนั้นก็จางหาย...ก่อนเสียงนาฬิกาปลุกดัง ขึ้นเพียงเสี้ยวนาที

พริมรตาสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากห้วงฝันอย่างกระทันหัน เธอกระพริบตาปริบๆ มองเพดานห้องนอนรังหนูอันคุ้นเคย สายลมเย็นจากพัดลมเก่า ๆ ที่หมุนส่ายไปมาตบหน้าเธอเบา ๆ เพื่อเตือนสติว่า... ความจริงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

“เฮ้อ...” หญิงสาวถอนหายใจยาว พลางยกมือขึ้นแตะริมฝีปากที่ยังคงจดจำความอุ่นนวลจากรสจูบในนิมิต ความรู้สึกโหยหาและเขินอายยังคงแล่นริ้วอยู่บนแก้มเนียนทั้งสองข้าง

“ฝันถึงเขาอีกแล้ว... เป็นเอามากนะยัยพริม ฝันว่ามีสามีมาสามปีเต็มๆ ทั้งที่ชีวิตจริงแม้แต่คนคุยสักคนยังไม่มี!”

เธอยันกายลุกขึ้นนั่งพลางเกาหัวจนผมยุ่งเหยิง ร่างบางในชุดนอนลายการ์ตูนก้าวลงจากเตียงด้วยความเสียดายอ้อมกอดนั้นไม่น้อย แต่เมื่อหันไปมองนาฬิกาบนผนัง ดวงตากลมโตก็แทบจะถลนออกจากเบ้า เพราะแผงดิจิตอลแสดงตัวเลข 08:15 น.!

“สายแล้ว ๆ! นังพริม วันนี้มีนัดนำเสนอแบบกับลูกค้าใหญ่ด้วย!”

ความโรแมนติกที่เพิ่งอบอวลเมื่อครู่ปลิวหายไปในอากาศทันตาเห็น พริมรตารีบกุลีกุจอวิ่งเข้าห้องน้ำด้วยความลนลาน สภาพของนักออกแบบสาวสู้ชีวิต ที่ต้องตื่นมาเจอความจริงอันแสนหฤโหด ให้ประจักษ์แก่ตนอีกครั้ง

ในขณะเดียวกัน ณ เพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมืองหลวงที่ตกแต่งด้วยโทนสีเข้มเรียบหรูสไตล์โมเดิร์น

ร่างสูงใหญ่ของ ‘กวินท์’ ยืนสงบนิ่งอยู่หน้ากระจกใสบานใหญ่ ทอดสายตามองเห็นทัศนียภาพของเมืองกรุงในยามเช้า ในมือถือแก้วกาแฟดำที่ส่งควันกรุ่น ทว่าดวงตาคมกริบคู่โต เต็มไปด้วยความหงุดหงิดและเหนื่อยล้าอย่างไม่อาจปิดมิด

เขาคือนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ประธานบริหารแห่ง ‘กวินทร์ กรุ๊ป’ ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบ เจ้าระเบียบ และเฉียบขาดจนผู้ใต้บังคับบัญชาต่างพากันตั้งฉายาให้เขาว่า ‘พญาชมพู’ ซึ่งเป็นหมีสุดอหังการในเรื่องเล่าของศาสนา และด้วยนิสัยอย่างนี้ของเขา จึงไม่มีงานชิ้นไหนที่ผ่านสายตาเขาไปได้ หากมีความผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียว

ทว่า... ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมและเพอร์เฟกต์ไปเสียทุกอย่างคนนี้ กลับมีจุดอ่อนร้ายแรงเพียงข้อเดียว นั่นคืออาการ ‘นอนไม่หลับ’ (Insomnia) ขั้นรุนแรง

ไม่ใช่เพราะเขามีเรื่องเครียด หรือมีปัญหาร่างกาย... แต่มันเป็นเพราะความฝันประหลาดที่ตามหลอกหลอนเขามาตลอดสามปีต่างหาก!

ในฝันนั้น... เขาฝันถึงผู้หญิงคนหนึ่ง หญิงสาวรูปร่างเพรียวบางที่มีกลิ่นกายหอมละมุน ราวกับดอกคาโมไมล์อันเป็นเอกลักษณ์ เธอเปรียบเสมือนดวงตะวันดวงเดียวที่ส่องสว่างเข้ามาในโลกอันแสนเย็นชาของเขา ในฝันเขารักเธอสุดหัวใจ กอดเธอ พะนอเอาใจเธอ และใช้ชีวิตคู่ร่วมกับเธออย่างมีความสุข

แต่ความเจ็บปวดคือ... ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาในโลกความเป็นจริง ข้างกายของเขากลับมีเพียงความว่างเปล่า และเขาก็ไม่เคยจำใบหน้าของเธอได้เลย!

“สามปีแล้วนะ...” กวินท์พึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำติดหงุดหงิด เขาแตะขมับที่ปวดตุบๆ

“เธอเป็นใครกันแน่... ปีศาจที่มาหลอกหลอน หรือว่าจิตใต้สำนึกของฉันมันสร้างเรื่องบ้า ๆ นี้ขึ้นมาเอง?”

การที่ต้องตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกรักใคร่ และโหยหาใครสักคนที่ไม่รู้ว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ มันทรมานเขาจนแทบเป็นบ้า และส่งผลให้เขากลายเป็นคนอารมณ์ร้ายและดุดันยิ่งกว่าเดิมในชีวิตจริง เพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอภายในใจ

ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิด เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของ ‘กรณ์’ เลขาฯ หนุ่มคนสนิท ที่เดินเข้ามาหาเขาด้วยท่าทีเกร็งๆ

“เอ่อ... บอสครับ ได้เวลาไปประชุมประมูลโครงการตกแต่งคอนโดมิเนียมแล้วครับ บริษัทคู่แข่งและทีมออกแบบ มารอพร้อมกันที่ห้องประชุมใหญ่แล้วครับ”

กวินท์หมุนตัวกลับ สายตาเย็นชา พิฆาตจรดมองเลขาฯ จนอีกฝ่ายสะดุ้ง เขาถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนจะวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ แล้วหยิบเสื้อสูทแบรนด์เนมตัวหรูมาสวม ด้วยท่าทางสมาร์ทราวกับนายแบบ

“เตรียมเอกสารให้พร้อม... วันนี้ถ้าแบบของบริษัทไหนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว ฉันจะตัดสิทธิ์ทันที โดยไม่ฟังคำแก้ตัว” น้ำเสียงเด็ดขาดและเย็นชาของบอสหนุ่ม ทำเอาบรรยากาศในห้องเย็นเยือกลงมาอีกหลายองศา

“ครา... ครับท่านประธาน!” กรณ์รีบรับคำสั่งพลางปาดเหงื่อในใจ วันนี้ท่านประธานก็อารมณ์เสียตั้งแต่เช้าอีกตามเคย... สงสัยเมื่อคืนจะฝันถึง 'เมียในฝัน' อีกแล้วแน่ๆ!

สายใยแห่งพรหมลิขิตเริ่มหมุนเกลียวเคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบ...

สองชีวิตที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน คนหนึ่งคือนักออกแบบสาวสุดโก๊ะที่สู้ชีวิตจนเลือดตาแทบกระเด็น อีกคนคือท่านประธานผู้ทรงอิทธิพลที่เยียบเย็นและเนี๊ยบทุกระเบียบนิ้ว ทั้งคู่กำลังเดินทางมาพบกันในโลกความเป็นจริง โดยมี "ความฝันร่วมกัน" เป็นพันธะสัญญาซ่อนเร้นที่รอวันเปิดเผย

และในเช้าวันนี้นี่เอง... สงครามประสาท ความอลหม่าน และเสียงหัวใจที่โหยหาพวกเขาด้วยกันจะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขา กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้!

บทถัดไป