บทที่ 6 ฝันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

คืนนั้น เมืองหลวงทั้งเมืองจมลงสู่ความเงียบสงบ แสงไฟสีส้มจากเสาไฟฟ้าถนนลอดผ่านผ้าม่านบางๆ ในห้องนอนเล็กๆ ของพริมรตา เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของสถาปนิกสาวบอกให้รู้ว่าเธอพ่ายแพ้ต่อความเหนื่อยล้าสะสมมาตลอดทั้งวัน

ทว่าใต้ห้วงนิทราอันลึกซึ้ง จิตใต้สำนึกของเธอกลับไม่ได้พักผ่อน...

สายลมพัดผ่านบานกระจกเปิดกว้างรับกลิ่นไอทะเลเจือกลิ่นไม้หอมสะอาด พริมรตายืนอยู่กลางห้องนั่งเล่นสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกที่ตกแต่งอย่างประณีต แสงจันทร์เสี้ยวส่องสว่างกระทบพื้นหินอ่อนลายสวย ผ้าม่านสีครีมพริ้วไหวตามแรงลม ทุกอย่างในห้องนี้ดูคุ้นตาจนน่าประหลาดใจ ราวกับเป็นสถานที่ที่เธอเคยอยู่อาศัยมานับปี

“มายืนทำอะไรตรงนี้... ไม่หนาวหรือไง?”

น้ำเสียงทุ้มต่ำอบอุ่นดังขึ้นมาจากด้านหลัง พร้อมกับอ้อมกอดหนาที่สวมกอดเธอจากทางด้านหลังอย่างนุ่มนวล กลิ่นกายประจำตัวอันคุ้นเคย ลอยมาปะทะจมูกทันที พริมรตารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากแผ่นอกแกร่งที่แนบชิดหลังของเธอ

มือหนาเรียวยาวค่อยๆ ยื่นมาเกลี่ยปอยผมที่รุ่ยร่ายข้างแก้มของเธออย่างเบามือ สัมผัสจากปลายนิ้วอุ่นจัดจนผิวสาวร้อนผ่าว

“ท่านประธาน...” พริมรตาหลุดปากเรียกชื่อเขาในความฝัน เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย

ชายหนุ่มในฝันหัวเราะหึๆ ในคอ เสียงหัวเราะสั่นสะเทือนผ่านแผ่นอกของเขามาถึงตัวเธอ เขากดจมูกลงบนขมับของเธอเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ปลดมวยผมที่รวบไว้หลวมๆ ออก ปล่อยให้เรือนผมยาวสลวยสยายลงมาคลุมไหล่

“นี่ยังเรียกฉันว่าท่านประธานอยู่อีกเหรอ...?” ชายหนุ่มกระซิบข้างหู น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรักและความโหยหาอย่างลึกซึ้ง

“บอกกี่ครั้งแล้วว่าเวลาอยู่ด้วยกันสองคน ให้เรียกว่าอะไร?”

สัมผัสอุ่นนุ่มจากริมฝีปากของเขาทาบทับลงบนลาดไหล่เนียนอย่างแผ่วเบา ร่างกายของพริมรตาสั่นสะท้าน หัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมานอกอก ในฝันนี้เธอไม่ได้รู้สึกกลัวหรืออยากหนี แต่กลับรู้สึกปลอดภัยและเต็มอิ่มไปด้วยความรักอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิตจริง

“คุณวินท์...” เธอพึมพำเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

“คิดถึงเธอเหลือเกิน...” เขากระซิบตอบ พลางหมุนร่างเล็กให้หันกลับมาเผชิญหน้า มือหนาประคองใบหน้าหวานของเธอไว้ สายตาคมคู่เดิมที่เคยเย็นชาในห้องประชุม บัดนี้กลับฉายแววหวานซึ้งและเว้าวอนอย่างถึงที่สุด

ที่แปลกไปกว่าทุกคืนคือ... ในความฝันคราวนี้ พริมรตามองเห็นใบหน้าของเขาชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ! ใบหน้าคมคาย คิ้วเข้มได้รูป และดวงตาคู่สวยนั่น... มันคือใบหน้าของ ท่านประธานจอมเอาแต่ใจคนนั้นไม่ผิดเพี้ยน!

ความรู้สึกหวานหวามถั่งโถมเข้าใส่จนเธอแทบเคลิ้มตาม ริมฝีปากของเขาค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดผิวนวล... ตู้ม!

พริมรตาสะดุ้งตื่นขึ้นมาผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างแรง! หัวใจยังคงเต้นระทึกเหมือนเพิ่งไปวิ่งมาราธอนมา เหงื่อเม็ดเล็กๆ ซึมตามผิวกาย มือสองข้างยกขึ้นจับแก้มตัวเองที่ร้อนฉ่าเหมือนมีใครเอาไฟมารน

“ฝัน... ฝันถึงอีตานั่นอีกแล้ว!” เธอโวยวายเสียงหลงพลางยกมือขึ้นกุมหัว

“แถมในฝันเมื่อกี้ยัง... ยังยอมให้เขาถอดมวยผมแล้วซบไหล่อีก! ยัยพริม! แกบ้าไปแล้วเหรอเนี่ย! นั่นลูกค้าแกนะ!”

พริมรตาลุกขึ้นเดินไปล้างหน้าในห้องน้ำ พยายามใช้น้ำเย็นจัดกวาดล้างความรู้สึกหวานหวามที่ยังติดค้างอยู่ในหัวอก แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร สัมผัสอุ่นนุ่มตรงลาดไหล่และกลิ่นหอมสะอาดนั้นกลับยังคงแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นจริงเมื่อครู่

กวินท์ลืมตาขึ้นในความมืดท่ามกลาง เพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง...เขาไม่ได้สะดุ้งตื่นด้วยความตกใจเหมือนทุกครั้ง แต่กลับนอนนิ่งอยู่บนเตียงหนานุ่ม สายตามองจ้องไปยังฝ้าเพดาน รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นตรงมุมปากอย่างปิดไม่มิด

เขาจำความฝันเมื่อครู่ได้ทุกรายละเอียด... จำความรู้สึกยามที่ได้ปลดมวยผมของเธอ จำกลิ่นหอมดอกคาร์โมไมด์ได้ดี ทั้งยังจำสัมผัสผิวนวลใต้ฝ่ามือของเขาได้เป็นอย่างดี

และที่สำคัญที่สุด... ในความฝันเมื่อคืน ผู้หญิงคนนั้นใส่ 'แว่นตากรอบหนา' ทรงเดียวกับที่พริมรตาสวมมาทำงานเมื่อวานไม่มีผิด!

“พริมรตา...” กวินท์พึมพำชื่อเธอออกมาในความมืด น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความเอ็นดู

“เป็นเธอจริงๆ ด้วยสินะ”

ความสงสัยที่เคยมีอยู่มลายหายไปจนสิ้น บัดนี้เขามั่นใจ 100% แล้วว่า สถาปนิกสาวจอมโก๊ะที่กล้าเถียงเขากลางห้องประชุม คือผู้หญิงคนเดียวกับที่เข้ามาวิ่งเล่นในความฝันของเขาตลอด หลายปีที่ผ่านมา!

วันรุ่งขึ้นพริมรตาเดินเข้าสู่ออฟฟิศของกวินทร์ กรุ๊ป ด้วยสภาพกึ่งตื่นกึ่งหลับ เธอใส่แว่นตาหนาเตอะอันเดิมเพื่ออำพรางรอยคล้ำใต้ตา เดินตรงไปยังโต๊ะทำงานตัวใหม่ที่ตั้งอยู่หน้าห้องประธานอย่างจำใจ

“สวัสดีครับคุณพริม” เลขากรณ์ยิ้มทักทาย

“ดื่มอะไรไหมครับ? วันนี้คุณกวินท์เข้าออฟฟิศแต่เช้าเลยนะครับ”

“ขอบคุณค่ะคุณกรณ์ ขอเป็นชาเขียวร้อนแทนละกันนะคะ” คนอดนอนยิ้มแหยๆ พลางหยิบเอกสารขึ้นมาเตรียมทำงาน

ทันที่ประตูห้องทำงานเปิดออก กวินท์ก้าวออกมาในชุดสูทสีกรมท่าดูแพงที่เหมาะกับรูปร่างสูงโปร่งและบรรยากาศสง่างามของเขาทำให้พนักงานแถวนั้นก้มหน้าทำงานกันงุดๆ แต่สายตาของกวินท์กลับพุ่งตรงมาที่พริมรตาเพียงคนเดียว

พริมรตารู้สึกเกร็งจนตัวแข็งทื่อทันทีที่สบตากับเขา ภาพในความฝันเมื่อคืน ฉากที่เขากระซิบข้างหูและปลดมวยผมเธอ สว่างวาบขึ้นมาในหัว จนแก้มสองข้างของเธอเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้

“อรุณสวัสดิ์ครับ... คุณพริมรตา” กวินท์เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ สายตาคมปลาบทอดมองเธอด้วยความหมายบางอย่างที่ต่างไปจากเดิม

“อะ... อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านประธาน” พริมรตาตอบติดอ่าง รีบยกมือขึ้นจับมวยผมตัวเองโดยสัญชาตญาณ

กวินท์มองท่าทางลนลานของเธอแล้วแอบยิ้มในใจ เขาก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเธอ ระยะห่างเพียงแค่กั้นด้วยโต๊ะไม้ทำให้กลิ่นกายประจำตัวของเขาลอยมาแตะจมูกเธอทันที คล้ายกับกลิ่นเดียวกับในฝัน

“เมื่อคืนนอนหลับสบายดีไหมครับ?” กวินท์ถามขึ้นเรียบๆ แต่ดวงตากลับฉายแววเจ้าเล่ห์

“ก็... สบายดีค่ะ ทำไมเหรอคะ?” พริมรตาขมวดคิ้วอย่างระแวง

“เปล่าครับ...” กวินท์เอนตัวลงมาเล็กน้อย ประสานมือไว้บนโต๊ะทำงานของเธอ สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาโตภายใต้เลนส์แว่นตา

“แค่เห็นคุณดูเพลียๆ นึกว่าเมื่อคืน... ฝันร้าย หรือฝันถึงใครบางคนจนไม่ได้นอน”

ฉ่า!

หน้าของพริมรตาร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีราวกับถูกน้ำร้อนลวก! เธอเบิ่งตากว้าง มองหน้าท่านประธานหนุ่มด้วยความตกตะลึง

เขาพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง?! หรือว่า... หรือว่าเขาจับสังเกตอะไรได้?! ไม่จริงน่า! เรื่องความฝันมันเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ เขาจะรู้ได้ยังไง!

“ท... ท่านประธานพูดเรื่องอะไรคะ! ฉันไม่ได้ฝันถึงใครทั้งนั้นแหละค่ะ!” พริมรตารีบปฏิเสธเสียงสูงจนกลายเป็นเสียงหลง

ลูกค้าตัวแสบยิ้มมุมปากอย่างมีชัย ท่าทางเลิกลักและคำปฏิเสธเสียงสูงของเธอ ยิ่งตอกย้ำให้เขามั่นใจว่า คืนเมื่อกี้เธอเองก็ฝันถึงเขาเหมือนกัน!

“ผมยังไม่ได้บอกเลยนะว่าคุณฝันถึงใคร... ทำไมต้องร้อนตัวขนาดนั้นด้วยล่ะ?” กวินท์ยักคิ้วเบาๆ ก่อนจะยืดตัวขึ้นเต็มความสูง

“เอาเถอะครับ... เตรียมตัวให้พร้อมละกัน วันนี้เราจะออกไปตรวจไซต์งานด้วยกัน”

“สองคน?!” พริมรตาส่งเสียงถามด้วยความสงสัย

“แต่ปกติงานตรวจไซต์งานต้องมีทีมช่างและคุณกรณ์ไปด้วยไม่ใช่เหรอคะ?”

“วันนี้ทีมช่างติดงานอื่น ส่วนกรณ์ต้องอยู่สรุปบัญชีให้ผม” กวินท์กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด

“เพราะฉะนั้น มีแค่ผมกับคุณ... สองคน คุณสถาปนิก”

ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ท่านประธานหนุ่มก็หมุนตัวเดินกลับเข้าห้องทำงานไป ปล่อยให้พริมรตานั่งอ้าปากค้าง หัวใจเต้นระส่ำด้วยความพรั่นพรึงผสมความสับสน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป