บทที่ 10 ขอความช่วยเหลือ

บทที่ 10 ขอความช่วยเหลือ

         วันฉัตรเดินคุยโทรศัพท์กับดรัณภพที่โทรมาตามว่าเขาอยู่ไหนแล้ว และเมื่อรู้ว่าเพื่อนนั่งรออยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นเดียวกันกับที่เขาเข้าห้องน้ำ เขาจึงวางสายแล้วรีบเดินไปหาเพื่อนทันที เขาเป็นคนโทรไปนัดมันออกมาเองเพื่อที่จะคุยเรื่องของวันวิวาห์โดยเฉพาะ

         “มาช้านะมึง เป็นคนนัดเองแท้ๆ ต้องให้กูโทรตาม”

         ดรัณภพต่อว่าเพื่อนอย่างไม่จริงจังนักเมื่อเห็นเพื่อนเดินมาถึงโต๊ะ จริงๆ แล้วเขาก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน มาถึงร้านหาที่นั่งได้ก็โทรตามเพื่อนเลยทันที

         “มึงก็เพิ่งมาถึงเหอะ”

         วันฉัตรตอกกลับยิ้มๆ ไม่ถือสาหาความ พลางนั่งลงฝั่งตรงข้ามดรัณภพ แล้วขอเมนูจากบริกรมาสั่งอาหารให้ตนเอง

         “มึงมีอะไรว่ามาเลยดีกว่า”

         ดรัณภพเอ่ยถามเพื่อนขึ้นมาทันทีไม่อ้อมค้อม เมื่อสั่งอาหารกันเสร็จเรียบร้อย เขาอยากจะรู้ว่าวันฉัตรมีเรื่องด่วนอะไรสำคัญถึงได้นัดให้เขาออกมาคุยด้วยแบบนี้

         “กูอยากให้มึงช่วยนัดวันวิวาห์ให้หน่อย”

         วันฉัตรบอกความต้องการที่เขานัดดรัณภพออกมาเจอกันวันนี้อย่างไม่อ้อมค้อมเช่นกัน

         “ไม่”

         เรื่องอะไรที่เขาต้องเอาตัววันวิวาห์เข้าไปเสี่ยงกับความเจ้าชู้ของวันฉัตรด้วย

         “ช่วยเพื่อนหน่อยไม่ได้หรือไง”

         วันฉัตรส่งสายตาวิงวอนพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน แต่เขาก็จะไม่ละความพยายาม

         “ทำไมกูต้องช่วย”

         “ตอนอยู่ปี 4 มึงยังช่วยเลย”

         “...”

         เลยต้องย้อนกลับไปนึกถึงช่วงเรียนปี 4 ว่าเขาเคยช่วยอะไรวันฉัตรไว้ วันนี้มันถึงให้เขาช่วยมันอีก แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าวันวิวาห์ไปเกี่ยวอะไรด้วย

         “อย่าบอกนะว่ามึงจำไม่ได้”

         “เออ...จำไม่ได้”

         “มึงจำวุ้นไม่ได้เหรอ”

         วันฉัตรเอ่ยชื่อเล่นของวันวิวาห์ขึ้นมา เผื่อจะไปสะกิดต่อมความจำของเพื่อนขึ้นมาได้บ้าง

         “มึงกำลังจะบอกว่าวุ้นที่กูเพิ่งรู้ว่าเป็นน้องสาว เป็นคนเดียวกันกับวุ้นนักศึกษาปี 1 ที่เคยเป็นแฟนเก่ามึงอ่ะนะ”

         ดรัณภพเอ่ยถามอย่างตกใจ โลกมันกลมชะมัด! เขายังไม่ทันได้ทำความสนิทสนมกับน้องสาวคนใหม่เลย วันฉัตรจะเข้ามาสนิทสนมก่อนได้อย่างไร เขาไม่ยอมหรอก

         “ใช่”

         “กูว่าแล้วว่าทำไมหน้าคุ้นๆ แต่ก็นึกไม่ออกเสียที”

         วันวิวาห์เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ดูนิ่ง สงบเยือกเย็น และสวยขึ้นมากจนดรัณภพจำไม่ได้เลยทีเดียว

         “รู้แบบนี้แล้วมึงจะช่วยได้หรือยัง”

         “เห้อ...แล้วมึงเลิกกันทำไมวะ กูยังไม่รู้เหตุผลเลยเนี่ย”

         ตอนที่วันฉัตรอกหักคือช่วงที่เดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยกันแล้ว ดรัณภพพยายามถามเพื่อนอยู่หลายครั้งตอนนั้น แต่วันฉัตรก็ไม่เคยเอ่ยปากบอกหรือเล่าอะไรให้ฟังเลย บอกแต่เพียงว่าเลิกกันแล้ว และเห็นว่าเพื่อนดูเสียใจได้ไม่นานและมีคนใหม่อย่างรวดเร็ว เขาเลยไม่ได้เซ้าซี้ถามถึงเหตุผลอีก

         “กูไม่ได้อยากเลิก อยู่ๆ เธอก็หายไปเลย”

         ในความทรงจำของวันฉัตร ตอนนั้นจู่ๆ ก็ติดต่อวันวิวาห์ไม่ได้ และเขาก็ไม่รู้ว่าบ้านของเธออยู่ที่ไหน อาจจะเป็นความผิดของเขาเองที่ตอนนั้นไม่ค่อยได้สนใจวันวิวาห์เหมือนที่ควรจะเป็น คบกันก็เหมือนไม่ได้คบ ติดเพื่อนมากกว่าติดแฟน จนกระทั่งเธอหายออกไปจากชีวิตเขาถึงเพิ่งได้รู้สึกตัว

         “หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่”

         “ตอนเรียนจบ”

         “เท่าที่กูจำได้ ก่อนที่จะไปเรียนต่อ น้องวุ้นยังมาขอที่อยู่ที่บ้านมึงกับกูอยู่เลย บอกว่าจะไปหามึงที่บ้าน ไม่ได้เจอกันเหรอวะ”

         ตอนนั้นที่เรียนจบแล้วแต่ดรัณภพยังต้องเข้าไปที่มหาวิทยาลัย เพราะต้องการเอาชีทและหนังสือเรียนไปให้สายรหัส เลยได้เจอกับวันวิวาห์พอดี

         “ไม่”

         วันฉัตรตอบอย่างหนักแน่น เพราะเขาไม่ได้เจอกับวันวิวาห์ ถ้าเธอไปหาเขาจริงๆ คนที่บ้านก็ต้องบอกเขาแล้ว แต่นี่ไม่มีใครบอกเลย

         “มึงเลยอยากคุยเรื่องนี้กับน้องกูว่างั้น”

         “อืม”

         วันฉัตรพยักหน้ายอมรับกับเพื่อน เขาอยากรู้เหตุผลว่าทำไมเธอถึงต้องหายไปจากชีวิตของเขาด้วย และเหตุผลอีกอย่าง...

         “ถ้าแค่นี้มึงปล่อยน้องกูไปเถอะ เรื่องมันก็จบไปตั้งนานแล้ว อย่าไปรื้อฟื้นให้น้องกูต้องเสียใจอีกเลยดีกว่า”

         ดรัณภพไม่เห็นด้วยที่วันฉัตรจะกลับไปถามหาเหตุผล เขาก็รู้ดีว่าช่วงนั้นเพื่อนของเขาไม่ได้สนใจไยดีวันวิวาห์มากเท่าไหร่ อาจจะเป็นวันวิวาห์เองที่ทนนิสัยของวันฉัตรไม่ได้ เลยเลือกที่จะเดินออกไปจากชีวิตของมันเงียบๆ อีกอย่างตอนนี้วันวิวาห์ก็ดูจะมีความสุขดี สวยๆ แบบนั้นอาจจะมีแฟนใหม่ไปแล้วก็เป็นได้

         “กูอยากกลับมาคบกันอีก ที่ผ่านมากูไม่เคยลืมเธอได้เลย”

         ไม่ว่าจะมีแฟนใหม่กี่คน เขาต้องเอาไปเปรียบเทียบกับวันวิวาห์ตลอด ไม่มีใครดูแลเขาได้ดีเท่าวันวิวาห์ ไม่มีเลย ถึงแม้ช่วงเวลาที่ได้คบกันจะไม่นาน ทุกอย่างที่เธอทำให้เขายังติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาตลอดมา

         “แล้วมึงปล่อยเวลามานานถึง 10 ปีเนี่ยนะ”

         ดรัณภพย้อนถามด้วยความไม่เข้าใจ มันนานเกินไปแล้วที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ เวลาเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยนแปลงไปมากมาย จิตใจของคนเราก็เปลี่ยนไปได้เช่นกัน

         “ถ้าไม่ได้เจอกันอีกเลยกูคิดว่าคงลึมเธอได้ในสักวัน แต่พอได้เจอกันอีกครั้ง เห็นหน้ากันเพียงไม่กี่นาที กูกลับรู้สึกว่าไม่สามารถที่จะลืมเธอได้เลยตลอดชีวิตนี้”

         เมื่อก่อนเขาติดใจในความน่ารัก ความสดใสร่าเริงของสาวน้อยนักศึกษาปี 1 นามว่าวันวิวาห์จนต้องเข้าไปรุกจีบเธอมาเป็นแฟน

         พอเมื่อคืนนี้ได้เจอกันอีกครั้งในงานวันเกิดของท่านดำริ เขาก็ติดใจในความสวย ความสงบนิ่งและเยือกเย็นของเธอเข้าอีกครั้ง เวลาผ่านไปทำให้เธอดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะ จนเขากลับบ้านไปแล้วเอาแต่เฝ้าคิดถึงเธอทั้งคืน และตัดสินใจที่จะเดินหน้าจีบเธอใหม่อีกครั้งถ้าเกิดว่าเธอยังไม่มีใคร เหมือนที่เขาเองก็ยังไม่มีใครเช่นกัน

         “เห้อ...กรรมของไอ้ภพ”

         ดรัณภพถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างปลงไม่ตก นี่ก็เพื่อน นั่นก็น้อง คนสำคัญของเขาทั้งนั้น แล้วเขาจะทำอย่างไรดี

         กินข้าวก่อนแล้วกัน!

         “ช่วยกูหน่อยนะ ท่าน ส.ส.”

         วันฉัตรที่เห็นเพื่อนแสร้งทำเป็นกินอาหารที่บริกรนำมาเสิร์ฟให้บนโต๊ะอย่างไม่รู้ไม่ชี้ เขาจึงอ้อนวอนมันอีก มันต้องใจอ่อนบ้างแหละ

         “อย่าเพิ่งเรียก กูยังไม่ได้เป็น”

         ดรัณภพรีบแย้งอย่างไม่สบอารมณ์นัก ถึงแม้ว่าเขาจะมีภาษีดีกว่าคนอื่นๆ ที่พร้อมจะตามรอยเป็นนักการเมืองเหมือนพ่อของเขาก็ตาม

         “ช่วยกูสิ ผลบุญจะส่งให้มึงได้เป็น ส.ส. แน่นอน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป