บทที่ 5 ไม่เชื่อใจ

ตอนที่5 ไม่เชื่อใจ

เจ้าคุณ

“มันหมายความว่ายังไง!” ผมถามผู้หญิงตรงหน้าออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งอย่างต้องการคำตอบ

“มันไม่มีอะไรจริงๆ นะคะ” คนตรงหน้าพูดออกมาด้วยหน้าตาที่ดูน่าสงสาร แต่มันคงไม่ใช่สำหรับผมในเวลานี้อีกต่อไป

“นี่ขนาดไม่มีอะไรยังเกือบขี่กันขนาดนี้ แล้วถ้ามีล่ะ!” ผมถามกลับคนตรงหน้าออกไปอีกครั้งอย่างเย้ยหยันไม่น้อยกับคำพูดและการกระทำที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

“พี่คุณไม่เชื่อใจข้าวปุ้นเหรอ” ข้าวปุ้นถามกลับอย่างน้อยใจ จนเรื่องมันเหมือนกับว่าตอนนี้ผมเป็นคนผิดไปเองซะงั้น

“เชื่อไงเลยถาม เพราะถ้าไม่เชื่อป่านนี้คิดว่าจะได้ยืนพูดอยู่แบบนี้เหรอ” ผมคงบอกเลิกและไล่เธอออกจากห้องผมไปแล้วทันทีที่รู้เห็นทุกอย่างไม่พูดให้เสียเวลาแบบนี้

“มันไม่มีอะไรจริงๆ นะ ข้าวปุ้นกับบาสเป็นแค่เพื่อนกันจริงๆ” ข้าวปุ้นยังคงพยายามพูดอธิบายขึ้นอีกครั้งอย่างบริสุทธิ์ใจ

แต่ผมจะเชื่อง่ายกว่านี้ถ้าเกิดเรื่องนี้มันพึ่งเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว ไม่ใช่เกิดขึ้นจนนับครั้งไม่ถ้วนแบบนี้

“พี่ว่าช่วงนี้เราแยกกันอยู่สักพักเถอะ” ผมพูดในสิ่งที่คิดออกไปอย่างไม่ลังเล เพราะตอนนี้มันเบื่อจะพูดแล้วจริงๆ

“พี่เจ้าคุณ” คนตรงหน้าเอ่ยเรียกผมอย่างไม่อยากเชื่อและเสียใจ แต่ครั้งนี้ผมไม่มีทางใจอ่อนกับเธออีกแล้ว

“เธอกลับไปอยู่คอนโดตัวเองสักพักแล้วกัน ถ้าเมื่อไหร่ที่คิดว่าเรายังรู้สึกเหมือนเดิมและคิดได้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่ถูก ค่อยคุยกันใหม่” ผมพูดจบก็เดินออกจากห้องเพื่อให้ข้าวปุ้นได้เก็บของเธอกลับไปคอนโดตัวเองเพราะผมไม่มีอารมณ์จะอยู่ฟังอะไรจากเธออีกแล้ว ส่วนผมอารมณ์ตอนนี้ก็คงไม่พ้นคลับ

ส่วนผมกับข้าวปุ้นจะเรียกว่าแฟนก็ไม่ใช่ แต่จะบอกว่าไม่ใช่แฟนก็ไม่เชิง เรียกว่ากำลังคบหาดูใจกันก็ได้ เธอเป็นรุ่นน้องของผมปีหนึ่ง ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเธอน่ารักและโดดเด่นกว่าใครก่อนจะตัดสินใจเข้าหาเธอ ซึ่งเธอก็สนใจผมเช่นกัน จนสุดท้ายเราก็คบกันคุยกัน อยู่ด้วยกันเหมือนแฟน

แต่ปัญหาหนึ่งที่ทำให้ผมทะเลาะกับเธอบ่อยๆ ก็คงเป็นเรื่องของเพื่อนเธอคนหนึ่งที่ชื่อบาส แน่นอนว่ามันเป็นผู้ชาย และผมก็ไม่ได้งี่เง่าขนาดที่ไม่ให้เธอคบเพื่อนผู้ชายหรอกนะ เพียงแต่การวางตัวของคำว่าเพื่อนมันก็ควรอยู่ในขอบเขตไม่ใช่เหรอ ไอ้ประเภทเดินจับมือกันในที่สาธารณะ ถูกเนื้อต้องตัวกันโดยไม่จำเป็นและไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันไม่ใช่สำหรับผมว่ะ ซึ่งผมรับรู้บ่อยมาก และส่วนมากก็มีแต่คนรู้จักผมนั่นแหละที่เห็นและมักจะถ่ายรูปมาให้ผมได้ดู จนผมเบื่อจะเลาะกับเธอเรื่องนี้เต็มทน

คลับไทม์ไท...

ไม่นานผมก็มาถึงคลับของพี่ไท พี่ชายไอ้ไทม์ก่อนจะตรงไปยังบาร์ด้านล่างเพราะไม่ได้ชวนไอ้สองตัวนั้นมาด้วย ป่านนี้คงไปติดผู้หญิงอยู่ที่ไหนสักที่นั่นแหละขี้เกียจเธอไปตามมัน แล้วผมก็ขี้เกียจขึ้นไปหาพี่ๆ ข้างบนด้วย ตอนนี้อย่างดื่มคนเดียวคิดอะไรคนเดียวมากกว่า

“เอาอะไรเข้มๆ มา” ผมสั่งบาร์เทนเดอร์ออกไปทันทีก่อนจะนั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเอง

ถามว่าผมรู้สึกยังไงกับข้าวปุ้น ก็คงเป็นความรู้สึกดี และก็หวงตามประสาผู้ชายที่หวงผู้หญิงของตัวเอง มันยังไม่ถึงขั้นรักจนขาดไม่ได้ รักจนไม่ลืมหูลืมตา แต่มันก็เสียใจกับการกระทำของเธอ และเสียใจกับการตัดสินใจแบบนี้ เพียงแต่ผมบอกแล้วว่าผมเหนื่อยที่จะทะเลาะกับเธอเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ  เลยต้องดัดนิสัยเธอ

แต่ถ้าการแยกกันอยู่ของเรามันไม่ได้ทำให้เธอคิดได้ และไม่ได้ทำให้เธอเลิกทำตัวสนิทสนมเกินงามกับไอ้เพื่อนผู้ชายของเธอ ผมก็คงต้องปล่อยเธอไป เพราะผมเองก็ไม่ชอบผู้หญิงที่ทำตัวแบบนี้เหมือนกัน การที่ผมจะคบกับใครสักคนมันไม่ใช่แค่ความารักอย่างเดียว แต่มันต้องให้เกียรติอีกฝ่ายด้วยถึงจะไปกันได้

เจ้าขา

“ฉันเห็นน้องชายแกนั่งซดเหล้าอยู่ที่บาร์ไม่หยุดเลย” ปูเป้เดินเข้ามากระซิบบอกฉันหลังจากฉันลงมาชั้นล่าง

“เหรอ” ฉันตอบกลับแค่นั้นอย่างไม่ได้รู้สึกแปลกอะไรเท่าไหร่ ถึงแม้จะแปลกใจนิดหน่อยที่วันนี้เขานั่งอยู่ที่บาร์ เพราะปกติเขาจะไปด้านบนตลอด

“ท่าทางเหมือนจะเมาด้วย” ปูเป้พูดต่อกับสิ่งที่เห็น

แต่เมางั้นเหรอ ปกติเห็นกินเหล้าไม่เมาสักครั้ง วันนี้เป็นอะไรถึงกินให้เมาแบบนี้ล่ะ แล้วนี่คลับก็ปิดแล้วด้วยทำไมยังไม่กลับอีกล่ะ

“งั้นเดี๋ยวฉันออกไปดูหน่อยแล้วกัน” ฉันได้ยินแบบนั้นก็พูดขื้นเผื่อมีอะไรจะพอช่วยได้

จริงๆ ฉันไม่อยากยุ่งเท่าไหร่หรอก แต่ยังไงก็คนกันเองทั้งนั้น จะปล่อยไว้แบบนี้เลยก็รู้สึกยังไงๆ อีกอย่างถึงเขาไม่ญาติดีกับฉัน แต่ช่วงหนึ่งเราก็เคยเป็นพี่น้องกันมาก่อนไม่ใช่เหรอ ใจของฉันก็ยังคงเห็นว่าเขาเป็นคนในครอบครัวของฉันอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ อีกอย่างหากเกิดอะไรขึ้นกับเขาคนที่จะเสียใจก็คือคุณพ่อกับแม่ใหญ่ ซึ่งฉันไม่อยากให้พวกท่านรู้สึกแบบนั้น

พอฉันเดินออกมาก็เห็นร่างสูงที่คุ้นตานั่งอยู่ที่บาร์ด้วยสภาพที่เหมือนกับเมาได้ที่แล้ว และเขาก็นั่งอยู่คนเดียวด้วย หมายความว่าเพื่อนเขาไม่ได้มาด้วยงั้นเหรอ

“เจ้าคุณ” ฉันเรียกเจ้าคุณขึ้นหลังจากเดินมาหยุดด้านหลังเขา ตอนแรกตั้งใจแค่มาดูผ่านๆ แต่พอเห็นสภาพแล้วปล่อยผ่านไม่ได้

“.....” ซึ่งเขาก็หันมาหรี่ตามองฉัน สภาพนี้จะมองออกไหมว่าฉันเป็นใคร คงไม่แน่เลย ไม่งั้นคงด่าฉันไปแล้ว

“เรารู้จักคุณเจ้าคุณด้วยเหรอ” แล้วพี่เบียร์บาร์เทนเดอร์ก็ถามขึ้น

“ค่ะ” ฉันตอบกลับอย่างไม่ปิดบัง

“งั้นพาเขากลับบ้านเถอะ” พี่เบียร์พูดขึ้น นั่นสร้างความหนักใจให้กับฉันมากเลยทีเดียว

“ว่าไงแก” แล้วปูเป้ที่เดินตามออกมาก็ถามขึ้น

“คงต้องพาเขากลับอ่ะ” จะให้พาเขาไปนอนข้างบนก็ไม่ได้ วันนี้เฮียไม่ได้เข้าคลับด้วย ส่วนเพื่อนเขาก็ไม่มีใครมา จะทิ้งให้นอนที่นี่คนเดียวก็ดูจะใจดำเกินไปสำหรับน้องชายต่างพ่อต่างแม่อย่างเขา

“เขาจะไม่ด่าแกเหรอ” ปูเป้ถามขึ้นอย่างขยาดๆ

“เมาจนมองไม่ออกแล้วว่าฉันเป็นใคร” ฉันพูดออกไปตามตรง เพราะหลังจากเขาหันมามองฉันครั้งแรกเขาก็หันกลับไปนั่งดื่มเหล้าที่พี่เบียร์น่าจะชงไว้ให้ต่อโดยไม่สนใจอะไรฉันสักนิด

“แล้วแกจะแบกเขาไปไหวเหรอ” ปูเป้ถามขึ้นอีกครั้งอย่างมองสถานการณ์ออก

“เดี๋ยวเรียกให้พี่ๆ ช่วยก็ได้” เพราะต่อให้ปูเป้ช่วยฉันก็คิดว่าคงแบกเขาไม่ไหวอยู่ดี

“อืม” แล้วปูเป้ก็เดินไปขอความช่วยเหลือจากพี่ๆ ที่ยังไม่กลับก่อนจะแบกเจ้าคุณไปขึ้นรถของเขาที่จอดอยู่หน้าคลับโดยคนเมาก็โวยวายออกมาอย่างเป็นเรื่องปกตินั่นแหละ แต่ก็ได้แต่บ่นอะไรคนเดียวอย่างทำอะไรไม่ได้

ฉันถือวิสาสะขับรถของเจ้าคุณมาส่งปูเป้ที่หอของเธอก่อนจะไปส่งเจ้าคุณที่คอนโดของเขา แล้วที่ฉันขับรถเป็นก็เพราะคุณพ่อเป็นให้ฉันฝึกตอนไปเยี่ยมท่านที่บ้าน ท่านบอกว่าเป็นก็ดีกว่าไม่เป็น และมันก็จริงอย่างที่ท่านบอกจริงๆ  

ส่วนฉันกับปูเป้อยู่ห้องพักคนละที่กัน เพราะว่าห้องพักฉันคุณพ่อจัดหาให้ ซึ่งตอนแรกท่านจะให้ฉันอยู่คอนโดเดียวกับเจ้าคุณ แต่ฉันคิดว่ามันมากไปเลยขออยู่แค่หอพักธรรมดา แต่ราคามันก็ไม่ได้ธรรมดาสำหรับหอพักทั่วไปหรอกนะ นั่นก็เลยเป็นเหตุผลที่ฉันกับปูเป้อยู่คนล่ะที่ เพราะปูเป้ก็ทำงานส่งตัวเองเรียนเหมือนกัน เลยเลือกหอที่ถูกลงมาอีกขั้นหนึ่ง

ไม่นานฉันก็มาถึงคอนโดของเจ้าคุณโดยขับรถไปจอดในอาคาร ก่อนจะเดินมาเรียกพนักงานให้ช่วยแบกเขาขึ้นไปบนห้องด้วยความยากลำบาก เพราะเขาเอาแต่บ่นตลอด ไม่น่าตื่นเลยจริงๆ

“ขอบคุณมากนะคะ” ฉันหยิบเงินในกระเป๋าเจ้าคุณให้พนักงานเป็นการตอบแทนที่เขาเสียเวลาช่วย

“ไม่เป็นไรครับ เป็นหน้าที่ของผม” พนักงานไม่รับเงินก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างมีมารยาท แต่ก็นะ นี่มันหนึ่งในโครงการคอนโดของคุณพ่อไง มันไม่แปลกหรอกถ้าพนักงานที่นี่จะมีมารยาทกับเขาแบบนี้

ว่าแต่แฟนของเจ้าคุณไปไหนล่ะ ทำไมไม่เห็นอยู่ห้อง พวกเขาอยู่ด้วยกันไม่ใช่เหรอ ฉันก็ตั้งใจว่ามาส่งให้เธอดูแลต่อแล้วกลับเลย แต่ทำไมพอมาถึงกลับไม่มีใครอยู่แบบนี้ล่ะ

“อึก! อึก!” แล้วอยู่ๆ เสียงเจ้าคุณก็เรียกความสนใจของฉันทันที พอฉันหันไปมองเขาก็เห็นเขามีท่าทางเหมือนกับอยากจะอ้วก

“เดี๋ยวนะ!” ฉันร้องขึ้นก่อนจะรีบวิ่งไปหาถุงพลาสติกเพื่อมารองอ้วกเขา เพราะฉันพาเขาเข้าห้องน้ำคนเดียวไม่ไหว

แต่...

“เอ้ออ!” พอฉันวิ่งเข้ามาในห้องอีกครั้งมันทำให้ฉันถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ เพราะตอนนี้คนเมาได้ลงมานั่งอยู่ข้างเตียงพร้อมกับอ้วกที่เลอะเทอะเต็มพื้นและเสื้อผ้าของเขา

คือแค่ยืนยังไม่ตรงยังคิดว่าจะลุกไปอ้วกในห้องน้ำได้อีกเหรอ แต่ก็ยังดีที่ไม่อ้วกใส่ที่นอน ไม่งั้นก็คงต้องนอนพื้นแทนนั่นแหละ สุดท้ายคนที่ต้องรับกรรมก็คงไม่พ้นฉัน ที่ต้องเช็ดอ้วก เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาอย่างที่ไม่ได้คิดไว้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป