บทที่ 8 ไสหัวออกไป
ตอนที่8 ไสหัวออกไป
เจ้าคุณ
“ปวดหัวจังวะ!” ทันทีที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็หนักอึ้งที่หัวไปหมดเลยจนต้องสบถออกมา
เมื่อคืนตั้งใจจะดื่มแค่ไปผ่อนคลายพอมึนๆ แล้วกลับมานอน แต่แม่งดื่มไปคิดไป กลับยกแก้วไม่หยุดจนผมจำอะไรแทบไม่ได้
พอลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ที่ห้องแล้วก็ยิ่งสงสัย แล้วผมกลับมาได้ยังไงกลับมาเมื่อไหร่ เมื่อคืนผมก็ไปคนเดียว หรือว่าผมจะหลอนแล้วขับรถกลับเองทั้งที่เมาแบบนั้นวะ เชี้ย! ดีแล้วที่ไม่ตาย
“ซี๊ดด!” ผมร้องขึ้นเมื่อขยับตัวลุกขึ้น แต่กลับรู้สึกปวดเอวแปลกๆ
ผมเลิกผ้าห่มออกเพื่อจะลงจากเตียงไปเข้าห้องน้ำ แต่สิ่งที่ทำให้ผมชะงักไปนั่นคือแผ่นหลังบางของใครบางคนที่นอนอยู่ใต้ผ้าหุ่มของผมข้างๆ
“ข้าวปุ้น?” ผมพูดกับตัวเองออกมาด้วยความสงสัย เพราะมันก็พอจะมีอะไรเลือนลางเข้ามาบ้างแม้จะน้อยนิดก็ตาม ว่าเหมือนข้าวปุ้นอยู่กับผมประมาณนี้
แต่ที่ทำให้ผมต้องถามตัวเอง ก็คงเป็นความรู้สึกแปลกไปของแผ่นหลังนี้ ที่มันดูขาวกว่าข้าวปุ้น และมีเนื้อกว่าข้าวปุ้น เพราะข้าวปุ้นจะผอมจนไม่ค่อยมีเนื้อเท่าไหร่
พรึ่บ! ด้วยความสงสัยผมค่อยๆ ยื่นมือไปดึงไหล่ของผู้หญิงที่ตะแคงข้างเพื่อดูหน้าชัดๆ อย่างไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ก็สัมผัสได้ว่าตัวเธออุ่นๆ จนเกือบร้อน
แต่พอได้เห็นหน้าเจ้าของร่างเท่านั้นแหละ
“เชี้ย!” ผมสะดุ้งลงจากเตียงอย่างเร็วด้วยความตกใจจนเหมือนกับเจอผีเลยก็ว่าได้ เป็นเรื่องที่ทำให้ผมตกใจที่สุดในชีวิตเลย
เพี๊ยะ! ใช่ ผมถึงกับตบหน้าตัวเองเองแหละ เพราะผมหวังให้มันเป็นเพียงความฝันและไม่มีทางเชื่อได้ง่ายๆ เลย ต่อให้จะเป็นฝันร้ายแค่ไหนก็ตามแต่มันก็ยังดีกว่าเป็นเรื่องจริง
แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายมันกลับทำให้ผมรู้สึกเจ็บ ยืนยันได้ว่าสิ่งที่ผมกำลังเผชิญหน้าอยู่นี้เป็นความจริง มันไม่ใช่ความฝันอย่างที่ผมคิดและหวัง มันคือความจริงที่ผมไม่ต้องการและรังเกียจอย่างมาก
ผมมองไปรอบๆ ห้องที่สภาพเละเทะจนแทบดูไม่ได้ สภาพผ้าปูยับยู่ยี่และมีมุมหลุดมาข้างหนึ่ง เศษซากเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายเต็มพื้นจนดูไม่ได้ แค่นี้ก็ไม่ต้องเดาแล้วว่ามันไม่ใช่แค่นอนเฉยๆ
ผมพาตัวเองเข้าไปในห้องน้ำก่อนจะรีบล้างเนื้อล้างตัวด้วยความเครียดกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อน และถ้าจะเป็นแบบนี้สู้ให้ผมไปคว้าผู้หญิงที่ไหนไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามานอนด้วยมันยังจะรู้สึกดีกว่าตื่นมาแล้วรู้ว่าตัวเองมีอะไรกับผู้หญิงที่ผมเกลียดที่สุดในชีวิตจนอยากจะฆ่าแบบยัยนั่นเลยด้วยซ้ำ
“โถ่เว้ย!” ผมได้แต่สบถออกมาอย่างหงุดหงิดและขัดใจ ได้แต่ตั้งคำถามว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วยวะ ทำไมต้องเป็นเธอ ทำไม!
เจ้าขา
“อ๊ะ!” ฉันร้องขึ้นด้วยความเจ็บหลังจากขยับตัว มันทั้งปวดตัว ปวดหัว และเจ็บไปทั่วร่างจนเหมือนกับถูกทุบตีมาอย่างนั้นเลย แม้แต่การจะยกเปลือกตาขึ้นมันยังทำได้ยากเย็นเหมือนกับผูกก้อนหินก้อนใหญ่ไว้จนลืมตาแทบไม่ขึ้น แต่ฉันจะนอนอยู่แบบนี้ไม่ได้
และยิ่งฉันลืมตาขึ้นมาเห็นห้องหรูที่ไม่ใช้ห้องของฉัน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมันก็ไหลเข้าหัวฉันอีกครั้ง ฉันบอกตรงๆ เลยว่าฉันเสียใจและรับเรื่องนี้แทบไม่ได้เลยสักนิด แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ฉันก็คงหนีความจริงไม่พ้นนอกจากหนีเขา
แกร็ก! เสียงประตูบานหนึ่งดังขึ้นก่อนที่ฉันจะได้ออกไปจากที่นี่ และพอฉันหันไปตามเสียงก็เห็นเป็นเจ้าคุณที่เขาเดินออกจากห้องที่น่าจะเป็นห้องแต่งตัวของเขา ก่อนสายตาคมจะจ้องมองมาที่ฉันด้วยสายตาโกรธแค้นและเกลียดฉันอย่างไม่ปิดบัง
“รีบไสหัวออกไปจากห้องฉันได้แล้ว!” น้ำเสียงเยือกเย็นของเขาดังขึ้นไล่ฉันทันที ไม่มีความรู้สึกผิดเลยสักนิดทั้งที่เขาเป็นคนทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเอง
“.....” ฉันได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้แปลกใจอะไร พยายามขยับตัวเพื่อลุกออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเพราะไม่ต้องการเผชิญหน้ากับเขาเหมือนกัน
แต่มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ฉันคิด ทุกอย่างมันหนักอึ้งไปหมดทั้งร่างเหลือเกิน ฉันเองก็ไม่ได้อยากอยู่ที่นี่ต่อแม้แต่วินาทีเดียวเหมือนกัน เพียงแต่ร่างกายตอนนี้ไม่อำนวยและไม่เป็นใจเลยสักนิด
“เลิกเสแสร้งแล้วรีบออกไป!” เจ้าคุณเห็นแบบนั้นก็ตะคอกขึ้นอีกครั้งราวกับฉันทำเพื่อยื้อเวลา แต่เขาคิดว่าฉันแสดงอย่างนั้นเหรอ เขาลองมาเป็นฉันตอนนี้ดูไหม แล้วเขาจะรู้ว่ามันทรมานแค่ไหน
ฉันที่ถูกเขาสาดซัดความรุนแรงเข้าใส่นานสองนานไม่ยอมปล่อย ถาโถมพละกำลังเหมือนสัตว์ร้ายเข้าใส่อย่างไม่หยุดหย่อน มันร้าวระบมไปหมดทั้งตัวแล้ว
“ฉันก็ไม่ได้อยากอยู่หรอก” พอเห็นเขาทำเหมือนฉันอยากอยู่ต่อก็อดไม่ได้หันไปตอบกลับอย่างไม่ชอบใจเหมือนกัน แต่น้ำเสียงแหบแห้งของฉันที่ดังออกมากลับดูน่าสมเพชไม่น้อย แต่ฉันแค่อยากบอกให้เขารู้ว่าถ้าร่างกายฉันปกติฉันจะรีบวิ่งออกไปตั้งแต่รู้สึกตัว ไม่สิ ฉันคงไม่ค้างที่นี่ตั้งแต่แรกให้ต้องเจอกับเขาแบบนี้หรอก
“ไม่อยากอยู่? แล้วใครให้เธอมาที่นี่!” เขาทวนถามสิ่งที่ฉันพูดก่อนจะตะคอกถามฉันออกมาราวกับฉันเป็นฝ่ายผิด นั่นทำให้ฉันเงยไปมองหน้าเขาอย่างอดไม่ได้
“ถ้าฉันรู้ว่าการช่วยไม่ให้นายต้องนอนข้างถนนหรือขับรถไปชนใครตาย แล้วต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ฉันก็คงไม่มาส่งนายหรอก” ฉันยอกย้อนกลับไปตามที่คิดเลย
ถ้าฉันรู้ว่าเขาจะเมาจนขาดสติแล้วทำเรื่องแบบนี้ ฉันยอมปล่อยให้เขานอนพื้นอยู่ที่คลับยังดีกว่า ยอมเห็นใจคุณพ่อกับแม่ใหญ่ในการทำผิดเมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุของเขาคงจะดีกว่า
“เหอะ! ฟังไม่ขึ้นว่ะ เธอลืมไปหรือไงว่านั่นคลับพี่เพื่อนฉัน!” เขาแค่นหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยันก่อนจะพูดขึ้นตอกย้ำฉันว่าเขาไม่มีทางเป็นอะไรที่นั่น แต่แล้วยังไงในเมื่อเพื่อนเขาไม่ได้ไปด้วย ที่สำคัญกว่านั้น
“เมื่อคืนเฮียไทไม่ได้เข้าคลับ แล้วนายคิดว่าใครมีกุญแจพานายไปนอนห้องรับรองหรือไง...”
“อีกอย่างพนักงานเขาก็กลับกันเกือบหมดแล้ว” นั่นพูดให้เขาเข้าใจจะได้รู้สึกตัวว่าฉันไม่ได้อยากยุ่งหรือหาโอกาสเข้าใกล้เขา และมันก็เลยทำให้เป็นเหตุผลที่ฉันตัดสินใจมาส่งเขาไง เพราะพนักงานที่เหลือก็เหลือแค่ไม่กี่คน แล้วคนที่เหลือส่วนใหญ่ก็มีแต่พนักงานธรรมดาที่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงโซนส่วนตัว แล้วก็พี่เบียร์ที่เป็นบาร์เทนเดอร์แค่นั้น ใครจะมายุ่งกับเขากัน
“เธอก็เลยฉวยโอกาสเสนอตัวมาส่งฉัน ก่อนจะเสนอตัวให้ฉัน?” เขาได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้สำนึก ซ้ำยังเลิกคิ้วถามฉันอย่างสมเพชยัดเยียดความอยากได้ของฉันในตัวเขา นั่นทำให้ฉันไม่พอใจสิ่งที่เขาพูดทันที
“นายคิดว่าฉันพิศวาทนายมากหรือไง ที่ฉันทำเพราะฉันเห็นว่านายเป็นน้องฉันก็แค่นั้น!” ฉันถามเขาออกไปอย่างไม่คิดปิดบังความรู้สึกที่ไม่ได้สนใจหรือมองเขาเป็นผู้ชายมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
และถึงเขาไม่นับฉันเป็นพี่ แต่ช่วงเวลาหนึ่งฉันและเขาก็เข้าใจว่าเราสองคนเป็นพี่น้องพ่อเดียวกัน ถึงสุดท้ายแล้วจะไม่ใช่ แต่ความทรงจำที่เคยถูกปลูกฝังมาในวัยเด็กและช่วงเวลาที่อยู่บ้านหลังเดียวกัน มันก็ไม่ใช่ว่าจะลบกันง่ายๆ ก็เหมือนกับที่ฉันผูกพันกับคุณพ่อ ว่าพวกท่านเป็นพ่อฉันจริงๆ ถึงจะรู้ความจริงในอยู่แกใจในตอนหลัง แต่ก็ใช่ว่าฉันจะมองท่านเป็นคนอื่นได้ เพราะฉันก็ยังคงมองท่านว่าเป็นพ่อของฉันอยู่วันยังค่ำ
“ไม่ต้องมานับญาติกับฉัน!” แต่พอเขาได้ยินแบบนั้นเหมือนจะไม่พอใจยิ่งกว่าเดิมจนตะวาดขึ้นอย่างโกรธเกรี้ยวทันที
“.....” ฉันมองหน้าเขานิ่งไม่ได้พูดอะไรเพราะรู้ว่ามันเปล่าประโยชน์ ก่อนจะพยายามพยุงตัวเองลุกจากเตียงด้วยความยากลำบาก ไหนจะผ้าห่มที่ต้องใช้พันร่างเพื่อปกปิดร่างกายตัวเองอีก
พรึ่บ! ตุบ!
“อ๊ะ!” ฉันร้องขึ้นหลังจากล้มลงกับพื้นอย่างแรง พอหันไปมองกลับเห็นว่าชายผ้าถูกเหยียบอยู่ใต้เท้าของเจ้าคุณที่จนถึงตอนนี้ก็ยังคงแกล้งฉันอยู่ตลอด
“.....” ส่วนคนทำอย่างเจ้าคุณกลับยืนมองฉันนิ่งโดยไม่พูดอะไรและไม่รู้สึกผิดอะไรเลยสักนิด ฉันเลยพยายามออกแรงดึงผ้าที่เขาเหยียบไว้ แต่เขากลับไม่ยอมปล่อยมัน แต่เพิ่มน้ำหนักลงไปแทน
“ทำแบบนี้ทำไม” เมื่อเอาชนะเขาไม่ได้และทนไมท่ไหวฉันจึงถามเขาขึ้นอย่างหมดความอดทน และหมดแรง
“เธอนั่นแหละ ทำแบบนี้ทำไม” เจ้าคุณไม่ตอบ แต่เลือกจะถามกลับแทนเหมือนกำลังยัดเยียดความผิดให้ฉัน
“ฉันทำอะไร” ฉันถามกลับด้วยความไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
“มาส่งฉัน แล้วยังเสนอตัวให้ฉัน” แล้วเจ้าคุณก็ถามออกมาอีกครั้งทั้งที่ฉันพูดทุกอย่างไปหมดแล้ว แต่เขาคิดว่าฉันอยากเสนอตัวให้เขาจริงๆ เหรอ
“.....” ฉันถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย ไม่ได้ตอบอะไรกลับไปอีกเพราะโดยปกติเจ้าคุณไม่ใช่คนที่จะฟังเหตุผลอะไรจากฉันอยู่แล้ว เขาพร้อมจะมองฉันในแง่ร้ายเสมอ แล้วที่ฉันพูดไปมันก็ชัดเจนทุกอย่าง แต่เขาไม่เชื่อเอง
“เธอคิดว่าการทำแบบนี้มันทำให้ฉันหายเกลียดเธอได้?” แต่พอฉันไม่ตอบเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนความคิด เลิกคิ้วถามฉันขึ้นอีกครั้งอย่างคิดเองเออเองว่ามันคือความตั้งใจของฉัน
“.....” ฉันยังคงมองเขานิ่งๆ โดยไม่ตอบอะไรกลับไปเหมือนเดิม แต่เขาใช้อะไรคิดกันว่าฉันจะใช้วิธีนี้เพื่อให้เขาหายเกลียดฉันได้ เขาบ้าไปแล้วหรือเปล่า นี่มันไม่ใช่วิธีของคนที่เห็นเขาเป็นน้องอย่างฉันจะทำไหม
“ที่ไม่ตอบนี่คือฉันพูดถูก?” แต่ความเงียบของฉันกลับดูเหมือนการหาข้อแก้ตัวไม่ขึ้น เขาเลยพูดขึ้นหลังจากฉันไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
“ไม่ว่าฉันจะพูดยังไงนายก็ไม่คิดจะเชื่ออยู่แล้วไม่ใช่เหรอ...”
“ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้น นายไม่ต้องกลัวหรอกถือซะว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นแล้วกัน” ฉันไม่อยากอธิบายอะไรกับเขาอีกแล้ว จึงพูดดักเขาไว้ก่อนทันทีเป็นการตัดบท
เพราะเขาจะได้รู้สักทีว่าฉันไม่ได้ต้องการอะไรจากเขาสักนิด ไม่ว่าจะความใกล้ชิดหรือการอยากให้เขาหายเกลียดก็ตาม และถ้าเขาไปดูสภาพเสื้อผ้าของฉันหน่อยละก็ เขาจะรู้ได้ว่าใครกันแน่เป็นคนทำและเริ่มเรื่องพวกนี้
“ก็ดี แล้วอย่าให้ฉันรู้ว่าเธอเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อแม่ฉันหรือว่าใคร ไม่งั้นเธอเจอดีแน่!” เจ้าคุณได้ยินแบบนั้นก็พูดขึ้นอย่างง่ายดาย โดยไม่ลืมขู่ฉันออกมาเสียงเข้มเป็นการย้ำเตือน
“.....” ฉันไม่ได้ตอบเพราะเบื่อจะพูด เลือกจะกระชากผ้าจนมันหลุดจากเท้าเจ้าคุณได้สำเร็จ ก่อนจะลุกขึ้นด้วยความยากลำบากแล้วพาตัวเองไปในห้องแต่งตัวตรงเข้าห้องน้ำทันที
แม้จะอยากรีบออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดแต่สภาพฉันอย่างน้อยต้องล้างตัวสักนิดเถอะ ให้ออกไปแบบนี้มันน่าอายและคนที่เห็นได้รู้กันหมดว่าฉันผ่านอะไรมา ก่อนจะออกมาและถือวิสาสะเปิดเอาเสื้อของเขามาใส่ เพราะเสื้อของฉันสภาพมันใส่ไม่ได้แล้ว
“ใครให้เธอเอาเสื้อฉันมาใส่!” และแน่นอนว่าพอออกจากห้องมาเจอกับคนที่พร้อมจะหาเรื่องฉันได้ทุกอย่างก็ตะคอกขึ้นอย่างไม่พอใจและแสดงความเป็นเจ้าของกับทุกอย่างทันที
อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด ว่าถ้าเขาเห็นเขาคงไม่ยอมง่ายๆ
“นายกระชากเสื้อฉันจนมันยานหมดแล้ว ฉันไม่มีเสื้อใส่กลับ” ฉันตอบกลับตามตรงอย่างไม่ยอมเพราะถือว่านี่เป็นความผิดของเขาที่ต้องรับผิดชอบ
“นั่นมันเรื่องของเธอ ถอดเสื้อของฉันออกมา!” แต่พอเป็นเรื่องเกี่ยวกับฉันเขาก็ไม่เคยสำนึกผิดหรอก ยังคงกดเสียงสั่งฉันขึ้นอย่างไม่แยแส
แต่ฉันคิดว่าเรื่องนี้มันงี่เง่าเกินไป
“นายเป็นลูกผู้ชายอยู่ไหม นายทำเสื้อฉันเสียหาย แค่รับผิดชอบเสื้อคืนก็เท่านั้นจะเป็นอะไร” ฉันเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ต่อว่าเขาออกมาอย่างเหลืออด แต่ถ้าเสื้อฉันมันยังพอใส่ปกปิดอะไรได้บ้างฉันก็ไม่ว่าหรอก แต่มันใส่ไม่ได้แล้วไง คอมันยานลงมาถึงเอวก็ว่าได้
“ถอด!” แต่คนอย่างเจ้าคุณก็คือเจ้าคุณ เขาไม่มีทางฟังหรือยอมให้อะไรของเขามาอยู่บนตัวของฉันง่ายๆ เด็ดขาด
“.....” ฉันไม่ตอบแต่เลือกจะเดินออกจากห้องของเขาแทนโดยไม่คิดจะถอดเสื้อคืน เพราะไม่อย่างนั้นฉันก็คงไม่ได้ออกไปจากที่นี่ง่ายๆ อย่างที่ต้องการ
หมับ! และแรงกระชากที่แขนอย่างแรงก็ทำให้ฉันต้องหันไปเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง
“อย่านะ!” ฉันร้องห้ามและพยายามสู้กับเจ้าคุณที่กำลังจะเลิกเสื้อขึ้นเพื่อถอดออกอย่างเอาแต่ใจ แต่แบบนี้เขาจะทำเกินไปแล้วนะ
“ฉันบอกให้ถอด!” เขายังคงทำตัวเหมือนเด็กน้อยที่ไม่รู้จักโตเหมือนเดิม สั่งออกมาอย่างงี่เง่าเอาแต่ใจไม่สนเหตุผลอะไรทั้งนั้น
“นายทำเกินไปแล้วนะเจ้าคุณ!” ฉันว่าให้เขาอย่างจริงจังเหลืออด แต่นี่มันเกินขอบเขตไปแล้ว ยังไงก็เห็นว่าฉันเป็นผู้หญิงคนหนึ่งบ้างก็ได้ เขาจะให้ฉันใส่เสื้อตัวนั้นออกไปจริงๆ หรือไง ยิ่งเป็นสิ่งที่เขาทำมันเสียหายด้วยก็ควรรู้จักคิดสักนิด
“เธอนั่นแหละล้ำเส้นฉันเกินไป จะแย่งทุกอย่างของฉันให้ได้เลยหรือไง!” เขาตะคอกขึ้นอีกครั้งด้วยสายตาโกรธแค้นพาลไปถึงเรื่องอดีตอย่างไม่เกี่ยวกัน นั่นทำให้ฉันนิ่งไปกับคำพูดของเขาอย่างพูดไม่ออก และเป็นโอกาสให้เขาถอดเสื้อออกได้
“.....” ฉันยกมือขึ้นมาปิดหน้าอกตัวเองก่อนจะมองเจ้าคุณนิ่งอย่างไร้คำจะพูด เมื่อไหร่กันนะที่เขาจะมองฉันเปลี่ยนไปบ้าง คนผิดมันต้องผิดไปตลอดเวลาเลยหรือไง
แล้วที่ผ่านมาฉันก็ยอมรับว่าตัวเองผิด ฉันถึงยอมให้เขาหาเรื่องโดยไม่ตอบโต้หรือบอกคุณพ่อกับแม่ใหญ่ถึงพฤติกรรมของเขาเลย แต่ทำไมมันถึงไม่ทำให้เขารู้สึกหายเกลียดฉันบ้าง กลับกัน สิ่งที่เขาทำมันเริ่มรุนแรงและมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนได้ใจจนไม่มีขอบเขตแบบนี้
“ออกไปจากห้องของฉันได้แล้ว แล้วก็เอาซากพวกนี้ไปทิ้งให้หมดด้วย!” เจ้าคุณพูดขึ้นอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรพร้อมกับโยนซากเสื้อของฉัน รวมถึงผ้าป้าปูและผ้าห่มเมื่อคืนนั้นด้วย
“.....” ฉันไม่ได้ตอบอะไรเพราะรู้ดีว่าเปล่าประโยชน์ ก่อนจะก้มหยิบเสื้อตัวเองขึ้นมาใส่อย่างไร้ทางเลือกและพยายามหาทางทำให้มันปกปิดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ก่อนจะเดินออกมาจากห้องของเขาโดยไม่หยิบผ้าพวกนั้นติดมือมาด้วย ถ้าอยากทิ้งมากนักก็เอาไปทิ้งเองแล้วกัน เพราะเรื่องนี้มันเกิดขึ้นเพราะเขา ไม่ใช่ฉัน
