บทที่ 1 ตอนที่ 1 ลูกสาวแม่บ้านในสายตาท่านประธาน

ตอนที่ 1

ลูกสาวแม่บ้านในสายตาท่านประธาน

สายฝนปลายฤดูโปรยตัวบางเบาเหนือถนนสายยาว รถโดยสารสีขาวเคลื่อนผ่านแนวต้นไม้ใหญ่ซึ่งเรียงรายอยู่สองข้างทางอย่างเชื่องช้า หยาดน้ำเล็ก ๆ เกาะพราวอยู่บนกระจกหน้าต่าง ก่อนจะไหลรวมกันเป็นสายจนภาพภายนอกพร่าเลือนไปหมด

ลลินนั่งมองทิวทัศน์เหล่านั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะบอกว่าเป็นความคิดถึงหรือความหวาดหวั่นกันแน่บนตักของเธอมีกระเป๋าสะพายใบเล็กวางอยู่ ภายในบรรจุเอกสารสำคัญ เงินเก็บจำนวนไม่มาก และจดหมายลาออกจากบริษัทที่เธอเพิ่งยื่นไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ส่วนกระเป๋าเดินทางอีกสองใบถูกเก็บไว้ใต้ท้องรถ ทุกสิ่งที่เธอมีตลอดหลายปีในต่างจังหวัดถูกย่อให้เหลือเพียงสัมภาระไม่กี่ชิ้น

หญิงสาวทอดสายตาไปยังมารดาซึ่งนั่งหลับอยู่ข้างกาย ใบหน้าของมาลีดูซีดเซียวกว่าครั้งสุดท้ายที่เธอเห็นอย่างชัดเจน แม้เจ้าตัวจะยืนยันหลายครั้งว่าอาการป่วยไม่ได้รุนแรง แต่การที่มารดาเป็นลมระหว่างทำงานจนต้องเข้าโรงพยาบาล ทำให้ลลินไม่อาจปล่อยให้นางใช้ชีวิตตามลำพังได้อีก

เธอจึงตัดสินใจทิ้งงานที่กำลังไปได้ดี ทิ้งห้องเช่าซึ่งเป็นเสมือนโลกใบเล็กของตนเอง และกลับไปยังสถานที่ที่เคยพยายามหนีห่างมาหลายปี

คฤหาสน์ของครอบครัวภาคิน บ้านหลังใหญ่ที่ลลินเติบโตมาในฐานะลูกสาวของแม่บ้าน บ้านที่มีทั้งความทรงจำงดงามและรอยเจ็บซึ่งเธอไม่เคยกล้าแตะต้อง

“ยังไม่ถึงอีกหรือจ๊ะ”เสียงของมาลีดังขึ้นแผ่วเบา ลลินรีบละสายตาจากกระจกแล้วหันกลับมาประคองมารดา

“ใกล้แล้วค่ะ แม่เวียนหัวหรือเปล่า ลินเอายาให้ไหมคะ หรือว่าจะดื่มน้ำอีกนิด”

“แม่ไม่ได้เป็นอะไร แค่เผลอหลับไปเท่านั้นเอง นั่งรถนาน ๆ คนอายุมากก็เมื่อยเป็นธรรมดา ลูกไม่ต้องทำเหมือนแม่ป่วยหนักจนเดินไม่ได้หรอก”

มาลียิ้มกลบเกลื่อน แต่รอยอ่อนล้ารอบดวงตาทำให้คำพูดนั้นไม่น่าเชื่อนัก

ลลินเปิดขวดน้ำแล้วยื่นให้มารดา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“แม่ไม่ต้องทำเป็นเข้มแข็งกับลินตลอดเวลาก็ได้ค่ะ ถ้าเหนื่อยก็บอกว่าเหนื่อย ถ้าเจ็บก็บอกว่าเจ็บ ลินเป็นลูกแม่นะคะ ไม่ใช่คนอื่นที่แม่ต้องเกรงใจ ลินกลับมาครั้งนี้ก็เพราะอยากดูแลแม่จริง ๆ ต่อให้งานที่เก่าจะดีแค่ไหน แต่ถ้าต้องแลกกับการที่ลินไม่รู้เลยว่าแม่เป็นลมหรือเข้าโรงพยาบาลเมื่อไร งานนั้นก็ไม่มีความหมายสำหรับลินหรอกค่ะ”

มาลีรับขวดน้ำไปถือ ดวงตาของหญิงวัยกลางคนสั่นไหวด้วยความรู้สึกผิด

“แม่ถึงบอกว่าไม่อยากให้ลูกลาออก งานนั้นลูกหาได้ด้วยตัวเอง เงินเดือนก็ดี หัวหน้าก็เอ็นดู ลูกอุตส่าห์เรียนจนจบแล้วออกไปสร้างชีวิตของตัวเองได้ แม่ไม่อยากให้ลูกต้องกลับมาวนอยู่ในบ้านหลังนั้นเหมือนเมื่อก่อนอีก”

ลลินเงียบไปครู่หนึ่ง “บ้านหลังนั้น” ของมาลีไม่ได้หมายถึงสถานที่เลวร้าย คฤหาสน์หลังใหญ่ให้ที่พัก ให้อาหาร และส่งเสียลลินจนเรียนจบ เพราะมาลีทำงานรับใช้ครอบครัวนี้ด้วยความซื่อสัตย์มานานกว่ายี่สิบปี คุณหญิงวารุณีไม่เคยปล่อยให้สองแม่ลูกอดอยาก และในบางครั้งยังมอบความเมตตาเกินกว่าหน้าที่ของนายจ้างด้วยซ้ำแต่ความเมตตาก็ยังเป็นความเมตตาต่อให้ได้รับอนุญาตให้วิ่งเล่นในสวนเดียวกัน ใช้หนังสือในห้องสมุดเดียวกัน หรือได้รับของเล่นที่ลูกหลานเจ้าของบ้านไม่ต้องการแล้ว ลลินก็ยังคงเป็นลูกสาวแม่บ้านอยู่ดี

เธอเรียนรู้ตั้งแต่วัยเด็กว่าประตูบานใดเปิดให้เธอเข้าได้ และห้องใดไม่ควรแม้แต่จะยืนมอง เธอรู้ว่าตนเองควรนั่งตรงไหนเมื่อต้องรับประทานอาหาร รู้ว่าต้องหลีกทางอย่างไรเมื่อแขกของบ้านมาเยือน และรู้ด้วยว่าความผูกพันที่มีต่อคนบางคนไม่ควรถูกเรียกว่าความรัก

“ลินไม่ได้กลับไปเป็นเด็กคนเดิมแล้วนะคะแม่” หญิงสาวกล่าวหลังจากรวบรวมความรู้สึกได้ “ลินกลับไปเพราะแม่ต้องรักษาตัว อีกอย่างคุณหญิงก็ช่วยติดต่อให้ลินทำงานชั่วคราวในบริษัทในเครือ ไม่ได้ให้กลับไปนั่งว่าง ๆ อยู่ที่เรือนพักเสียหน่อย ลินมีเงินเก็บ มีประสบการณ์ทำงาน และดูแลตัวเองได้ ต่อให้ต้องกลับไปอยู่ที่เดิม ลินก็จะไม่ปล่อยให้ตัวเองลืมว่าเคยออกไปยืนด้วยขาของตัวเองมาแล้วค่ะ”

มาลีมองใบหน้าลูกสาวอยู่นาน ก่อนถอนหายใจอย่างคนที่รู้ว่าไม่อาจเปลี่ยนใจได้

“แม่ไม่ได้กลัวว่าลูกจะดูแลตัวเองไม่ได้ แม่กลัวว่าหัวใจของลูกจะกลับไปอยู่ที่เดิมต่างหาก”

ปลายนิ้วของลลินซึ่งวางอยู่บนกระเป๋าเกร็งขึ้นเล็กน้อย เธอหลบสายตาไปทางหน้าต่างทันที ทั้งที่รู้ว่าการกระทำเพียงเท่านั้นไม่อาจปิดบังมารดาซึ่งมองเธอออกเสมอ

“แม่พูดเรื่องอะไรคะ”

“ลูกโตแล้วนะลลิน แม่เลี้ยงลูกมาตั้งแต่ตัวเล็กเท่าฝ่ามือ ทำไมแม่จะไม่รู้ว่าลูกคิดอย่างไร ตอนคุณภาคินไปเรียนเมืองนอก ลูกเอาแต่นั่งรอจดหมายทั้งที่เขาไม่เคยสัญญาว่าจะเขียนมา ตอนเขากลับบ้านปีละครั้ง ลูกตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อช่วยจัดดอกไม้ ทั้งที่คนทำสวนมีอยู่เต็มบ้าน ตอนลูกตัดสินใจไปทำงานไกล ๆ แม่ก็รู้ว่าลูกไม่ได้อยากไปเพราะเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่เพราะไม่อยากเห็นว่าเขาพาผู้หญิงคนอื่นกลับมาบ้าน”

คำพูดตรงไปตรงมาของมารดาทำให้ความลับที่ลลินพยายามเก็บซ่อนมานานถูกเปิดออกอย่างง่ายดาย

เธอก้มหน้าลง มองหยดน้ำซึ่งเกาะอยู่บนหลังมือของตนเองโดยไม่รู้ว่ามาจากขวดน้ำหรือความชื้นจากสายฝนกันแน่

“เรื่องนั้นผ่านมานานแล้วค่ะ”

“ผ่านไปเพราะเวลา หรือผ่านไปเพราะหัวใจลูกไม่รู้สึกแล้ว”

ลลินเม้มริมฝีปาก ก่อนฝืนยิ้ม“ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ไม่สำคัญหรอกค่ะ เขากำลังจะแต่งงานแล้ว คนที่เขาเลือกเหมาะสมกับเขาทุกอย่าง ลินรู้ดีว่าควรวางตัวอย่างไร แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ลินไม่ได้กลับไปเพื่อหวังอะไรจากคุณภาคิน ลินกลับไปเพราะแม่เท่านั้น”

มาลีมองลูกสาวด้วยแววตาเจ็บปวด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

รถโดยสารเคลื่อนผ่านประตูเหล็กของหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงพวกเธอจะไปถึงคฤหาสน์ ลลินสูดลมหายใจลึก พยายามบอกตัวเองว่าภาคินเป็นเพียงบุคคลหนึ่งในอดีต เป็นผู้ชายซึ่งกำลังจะมีครอบครัว และเป็นนายจ้างของมารดา

เขาไม่มีวันเป็นสิ่งอื่นได้มากกว่านั้น ทว่าทันทีที่หลับตา ภาพของชายหนุ่มในวัยยี่สิบต้น ๆ กลับปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน เขาเคยยืนอยู่ใต้ต้นหางนกยูงในสวน กางร่มให้เด็กหญิงตัวเล็กซึ่งร้องไห้เพราะทำหนังสือเรียนเปียกฝน ก่อนบอกด้วยรอยยิ้มว่า

“ครั้งหน้าถ้าฝนตกก็รออยู่ในอาคาร อย่าวิ่งตากฝนมาหาแม่แบบนี้อีก ถ้าป่วยขึ้นมา คนที่เป็นห่วงคุณที่สุดจะเสียใจนะ”

ตอนนั้นลลินไม่เข้าใจว่าทำไมประโยคธรรมดาจากเขาจึงทำให้หัวใจเต้นแรง

เมื่อเติบโตขึ้น เธอจึงรู้ว่าเพราะภาคินเป็นผู้ชายคนแรกที่มองเธอโดยไม่เรียกว่าเด็กใช้หรือลูกแม่บ้าน เขาเรียกเธอว่า “คุณ” ทั้งที่ฐานะแตกต่างกันราวฟ้ากับดินและการได้รับเกียรติเล็กน้อยจากคนที่อยู่สูงกว่า บางครั้งก็เพียงพอให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งจดจำไปตลอดชีวิต

บทถัดไป