บทที่ 2 ตอนที่2 ตำหนิ
ตอนที่2
ตำหนิ
รถของคฤหาสน์มารอรับสองแม่ลูกที่สถานีตั้งแต่ช่วงบ่าย คนขับรถช่วยยกกระเป๋าขึ้นท้ายรถด้วยความคุ้นเคย ก่อนเอ่ยถามอาการของมาลีตลอดทาง
เมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่ถนนส่วนบุคคลซึ่งทอดยาวไปยังบ้านหลังใหญ่ หัวใจของลลินก็เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ
สองข้างทางยังคงเต็มไปด้วยต้นประดู่และพุ่มไม้ที่ได้รับการตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ สนามหญ้ากว้างทอดตัวไปจนถึงอาคารสีขาวทรงยุโรปซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางพื้นที่ ริมระเบียงชั้นสองมีเถากุหลาบเลื้อยพันตามโครงเหล็ก เป็นภาพที่แทบไม่ต่างจากความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเธอ
ลลินไม่ได้กลับมาในชุดนักเรียนและรองเท้าผ้าใบคู่เก่าอีกแล้ว เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีอ่อนกับกางเกงขายาวเรียบสุภาพ ผมยาวถูกรวบต่ำไว้ด้านหลัง ใบหน้าซึ่งเคยกลมเกลี้ยงแบบเด็กหญิงมีความอ่อนหวานของหญิงสาวเต็มตัว
รถจอดบริเวณด้านข้างของคฤหาสน์ มาลีกำลังจะลง แต่ลลินรีบเปิดประตูแล้วอ้อมไปประคอง
“แม่เดินเองได้ ลูกไม่ต้องจับแน่นขนาดนี้ เดี๋ยวคนอื่นเห็นแล้วจะคิดว่าแม่อาการหนักจริง ๆ”
“ก็แม่ยังไม่แข็งแรงนี่คะ เดินช้า ๆ เถอะค่ะ ไม่มีใครว่าอะไรหรอก”
“คนในบ้านนี้ไม่ว่าหรอก แต่แม่ไม่อยากให้คุณหญิงเป็นห่วงจนต้องตามหมอมาอีก”
“ถ้าคุณหญิงเป็นห่วงก็ดีแล้วค่ะ แม่จะได้ไม่แอบฝืนทำงาน”
“กลับมาถึงก็เตรียมฟ้องนายจ้างแม่เสียแล้ว”
มาลีทำเสียงตำหนิ แต่รอยยิ้มบางบนใบหน้าทำให้รู้ว่าไม่ได้โกรธจริง ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะเดินไปถึงเรือนพัก เสียงรองเท้าส้นสูงก็ดังมาจากทางคฤหาสน์ หญิงวัยหกสิบต้น ๆ ในชุดผ้าไหมสีอ่อนเดินตรงเข้ามาพร้อมแม่บ้านอีกสองคน
คุณหญิงวารุณียังคงสง่างามเช่นเดิม แม้มีริ้วรอยเพิ่มขึ้นตามวัย แต่ท่วงท่ากับแววตายังคงทำให้ทุกคนรอบข้างเผลอยืนตัวตรงโดยไม่รู้ตัว
“กลับมาถึงแล้วหรือมาลี ทำไมไม่ให้คนโทรบอกฉัน จะได้ให้เตรียมห้องพักไว้ให้เรียบร้อยกว่านี้”
มาลียกมือไหว้ทันที ลลินจึงทำตาม“ดิฉันไม่อยากรบกวนค่ะคุณหญิง ห้องเดิมก็อยู่ได้สบายมากแล้ว”
“รบกวนอะไรกัน เธอทำงานให้บ้านนี้มานานกว่าครึ่งชีวิต ถ้ายังเกรงใจทุกเรื่องก็ไม่รู้จะอยู่กันอย่างไรแล้ว” คุณหญิงวารุณีหันมามองลลินตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนรอยยิ้มพึงพอใจจะปรากฏขึ้นบาง ๆ “ไม่ได้พบกันหลายปี โตเป็นสาวเต็มตัวจนแทบจำไม่ได้เลยนะลลิน”
“สวัสดีค่ะคุณหญิง ขอบพระคุณมากนะคะที่ช่วยติดต่อเรื่องงานให้ลิน”
“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก ฉันเพียงโทรไปบอกฝ่ายบุคคลว่ามีคนมีประสบการณ์ด้านเอกสารกำลังหางานชั่วคราว ส่วนเขาจะรับหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของเธอเอง ฉันไม่ชอบให้ใครพูดว่าคนในบ้านใช้อำนาจฝากคนที่ไม่มีความสามารถเข้าไปทำงาน”
“ลินเข้าใจค่ะ และจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด จะไม่ทำให้คุณหญิงต้องลำบากใจเพราะลินแน่นอนค่ะ”
คำตอบสุภาพและมั่นคงทำให้คุณหญิงวารุณีมองหญิงสาวนานขึ้นเล็กน้อย
“ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เอาแต่วิ่งตามลูกชายฉันไปทั่วสวน”
มาลีมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ขณะที่หัวใจของลลินกระตุกแรง แต่เธอยังคงยิ้มอย่างสงบ
“ตอนนั้นลินยังเด็กค่ะ และคุณภาคินก็ใจดี ชอบช่วยสอนการบ้านให้ ลินจึงติดเขามากเป็นธรรมดา”
“ภาคินกลับมาแล้วนะ เพิ่งถึงบ้านเมื่อเช้า หลังจากนี้เขาจะเข้ารับตำแหน่งประธานอย่างเต็มตัว งานในบริษัทคงหนักขึ้นมาก อีกไม่นานก็จะมีงานมงคล บ้านนี้คงวุ่นวายพอสมควร”
“งานมงคล” เหมือนเข็มเล่มเล็กที่ทิ่มลงกลางหัวใจ ถึงจะเตรียมใจมาก่อนแล้ว แต่เมื่อต้องได้ยิน จริง ๆ ความเจ็บก็ยังชัดเจนกว่าที่คิด
ลลินประสานมือไว้เบื้องหน้าเพื่อไม่ให้ใครเห็นว่านิ้วของเธอกำลังบีบกันแน่น
“ลินขอแสดงความยินดีล่วงหน้าด้วยนะคะ”
“ขอบใจ อรณิชาเป็นผู้หญิงที่เหมาะกับภาคินมาก ทั้งสองครอบครัวรู้จักกันมานาน ฉันหวังว่าหลังแต่งงานภาคินจะลดความบ้างานลงบ้าง”
น้ำเสียงของคุณหญิงวารุณีเต็มไปด้วยความพึงพอใจ เห็นได้ชัดว่านางยอมรับว่าที่สะใภ้คนนี้คู่ควรกับลูกชายเพียงใด
ลลินพยักหน้ารับโดยไม่แสดงความรู้สึก ก่อนช่วยมารดาเดินไปยังเรือนพักซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังสวน
ห้องของเธอยังคงอยู่ในสภาพเดิมเกือบทุกอย่าง โต๊ะเขียนหนังสือไม้ตัวเล็กตั้งอยู่ริมหน้าต่าง ชั้นวางหนังสือมีนิยายเก่าและตำราเรียนซึ่งมาลีไม่เคยนำไปทิ้ง บนผนังยังมีรอยสีซีดจากกรอบรูปที่เคยแขวนอยู่
ลลินวางกระเป๋าลงบนเตียง แล้วเปิดลิ้นชักโต๊ะช้า ๆ ด้านในสุดมีที่คั่นหนังสือทำจากใบไม้แห้งเคลือบพลาสติกวางอยู่ มันเป็นของที่ภาคินทำให้เธอในปีที่ ลลินสอบได้อันดับหนึ่งของชั้นเรียน ด้านหลังมีลายมือของเขาเขียนไว้ว่า
“ตั้งใจเรียนต่อไปนะคุณลลิน วันหนึ่งคุณจะได้มีชีวิตเป็นของตัวเอง”
หญิงสาวลูบปลายนิ้วลงบนข้อความนั้น ก่อนรีบปิดลิ้นชักเมื่อได้ยินเสียงมารดาเดินเข้ามา
“ยังเก็บไว้อีกหรือ”
ลลินชะงัก แต่ไม่ได้ปฏิเสธ“ลินลืมไปแล้วค่ะว่ามันอยู่ตรงนี้”
“ถ้าลืมจริง สีหน้าลูกคงไม่เป็นแบบนี้หรอก”
“แม่คะ…”
มาลีเดินมานั่งข้างเตียง แล้วจับมือลูกสาวไว้
“แม่ไม่ได้จะห้ามความรู้สึกของลูก เพราะความรักไม่ใช่เรื่องที่สั่งให้เกิดหรือหายไปได้ แต่แม่อยากให้ลูกจำไว้ว่าความใจดีของคนหนึ่ง อาจเป็นเพียงความเมตตาตามนิสัยของเขา ในขณะที่อีกคนเอาไปสร้างเป็นความหวังทั้งชีวิต สุดท้ายคนที่เจ็บก็คือคนที่คิดไปไกลกว่าเสมอ”
ลลินก้มหน้าลง ดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ลินรู้ค่ะ เขาไม่เคยให้ความหวังลินเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทุกอย่างเป็นความรู้สึกของลินฝ่ายเดียว ลินจึงไม่เคยโกรธเขา และไม่คิดจะเข้าไปทำให้ชีวิตของเขาวุ่นวาย ลินขอแค่ได้เก็บความรู้สึกนี้ไว้เงียบ ๆ จนวันหนึ่งมันหายไปเองก็พอ”
“แม่กลัวว่ามันจะไม่หาย”
“ถึงไม่หาย ลินก็อยู่กับมันได้ค่ะ คนเราไม่จำเป็นต้องได้ครอบครองทุกสิ่งที่รักเสมอไปไม่ใช่หรือคะ บางอย่างแค่เคยทำให้เรามีความสุขก็เพียงพอแล้ว”
มาลีดึงลูกสาวเข้าไปกอด ลลินซบหน้าลงกับไหล่ของมารดา หลับตาปิดกั้นน้ำตาซึ่งเกือบไหลออกมา
เธอไม่รู้เลยว่าในคืนนั้น คำว่า “เพียงพอแล้ว” จะถูกท้าทายเร็วกว่าที่คิด
