บทที่ 3 ตอนที่3 เสียมารยาท
ตอนที่3
เสียมารยาท
ช่วงเย็น ลลินช่วยมารดาจัดข้าวของและเตรียมอาหารง่าย ๆ อยู่ในครัวเล็กของเรือนพัก กระทั่งคนจากคฤหาสน์มาตามมาลีไปพบคุณหญิงวารุณีเพื่อคุยเรื่องการพักรักษาตัว
มาลีไม่ต้องการให้ลูกสาวตามไป เพราะเกรงว่าลลินจะยังเหนื่อยจากการเดินทาง หญิงสาวจึงอยู่เก็บล้างจานตามลำพัง ก่อนนึกได้ว่ากระเป๋ายาของมารดายังวางอยู่บนโต๊ะ
ลลินหยิบถุงยาแล้วรีบเดินตามไปยังคฤหาสน์
ท้องฟ้าหลังฝนตกเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม แสงไฟตามทางเดินในสวนส่องให้หยดน้ำบนใบไม้เป็นประกาย กลิ่นดินชื้นผสมกับกลิ่นดอกแก้วลอยอวลอยู่ในอากาศ ทุกอย่างชวนให้ระลึกถึงคืนเก่า ๆ เมื่อเธอยังเป็นเด็กหญิงที่ชอบแอบออกมาอ่านหนังสือใต้ศาลา
ลลินเดินขึ้นบันไดด้านข้าง ก่อนผลักประตูกระจกเข้าสู่โถงใหญ่
เธอกำลังจะเรียกหาคนรับใช้ แต่เสียงฝีเท้าหนักแน่นจากบันไดชั้นสองทำให้ต้องเงยหน้าขึ้น
ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มกำลังเดินลงมา มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์ซึ่งยังเปิดหน้าจออยู่ เรือนร่างสูงสง่าและบุคลิกสุขุมทำให้พื้นที่กว้างใหญ่รอบตัวดูแคบลงทันที
ลลินจำเขาได้ตั้งแต่วินาทีแรก แม้เวลาจะทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มคมเข้มขึ้นมาก กรอบหน้าชัดเจน ดวงตาลึกและเย็นกว่าสมัยวัยรุ่น เส้นผมถูกจัดอย่างเรียบร้อยรับกับสูทราคาแพง แต่ไม่มีส่วนใดของเขาที่เธอจะจำไม่ได้
ภาคินหยุดเดินเมื่อเห็นหญิงสาวยืนอยู่กลางโถง
สายตาของเขาเคลื่อนจากใบหน้าอ่อนหวานลงไปยังถุงยาในมือ ก่อนย้อนกลับขึ้นมาสบตาเธออีกครั้ง ราวกับกำลังค้นหาบางอย่างจากภาพในอดีต
ความเงียบระหว่างคนสองคนยาวนานเพียงไม่กี่วินาที แต่สำหรับลลินกลับเหมือนเวลาทั้งหมดหยุดลง เธอเป็นฝ่ายก้มศีรษะให้ก่อน
“สวัสดีค่ะคุณภาคิน”
คิ้วเข้มของเขาขยับเล็กน้อย“ลลินหรือ”
เพียงการที่เขายังจำชื่อได้ หัวใจของเธอก็เต้นแรงจนต้องกำถุงยาแน่นขึ้น
“ค่ะ ลินเอง”
ภาคินเดินลงบันไดขั้นสุดท้ายแล้วหยุดห่างจากเธอไม่กี่ก้าว เขามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา ไม่ได้จงใจเสียมารยาท แต่เห็นได้ชัดว่าแปลกใจ
“ผมได้ยินคุณแม่บอกว่าคุณจะกลับมา แต่ไม่คิดว่าจะมาถึงวันนี้ คุณเปลี่ยนไปมากจนผมแทบจำไม่ได้”
ลลินยิ้มบาง“หลายปีแล้วนี่คะ ถ้าลินยังเหมือนเด็กอายุสิบห้าก็คงน่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกันค่ะ”
มุมปากของภาคินยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นบางมากจนแทบมองไม่เห็น แต่ก็ยังทำให้ใบหน้าเคร่งขรึมดูอ่อนโยนลง
“พูดเก่งขึ้นด้วย เมื่อก่อนเวลาผมถามอะไร คุณเอาแต่ก้มหน้าแล้วตอบทีละคำ ผมเคยคิดว่าคุณกลัวผมเสียอีก”
“ลินไม่ได้กลัวค่ะ แค่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร คนในบ้านบอกเสมอว่าคุณภาคินไม่ชอบให้ใครรบกวนเวลาทำงาน ลินจึงคิดว่าถ้าพูดมากไป คุณอาจรำคาญ”
“แล้วตอนนี้ไม่กลัวว่าผมจะรำคาญแล้วหรือ”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้จริงจังนัก ลลินจึงตอบด้วยความเป็นธรรมชาติขึ้น
“ตอนนี้ลินโตพอจะรู้แล้วค่ะว่า ถ้าอีกฝ่ายรำคาญ เขาจะเดินหนีหรือบอกให้หยุดเอง ลินไม่จำเป็นต้องคิดแทนทุกอย่าง”
ภาคินมองเธอนิ่งขึ้น ราวกับไม่คาดคิดว่าจะได้รับคำตอบเช่นนั้นจากเด็กหญิงขี้อายที่เคยจำได้
“การออกไปอยู่ข้างนอกทำให้คุณเปลี่ยนไปมากจริง ๆ”
“ลินถือว่าเป็นคำชมนะคะ”
“ผมตั้งใจชมอยู่แล้ว”คำตอบตรงไปตรงมาทำให้เธอชะงัก ก่อนรีบลดสายตาลงเพื่อซ่อนความสั่นไหว
ภาคินเห็นถุงยาในมือจึงถามต่อ“ยาของน้ามาลีใช่ไหม อาการเป็นอย่างไรบ้าง”
“คุณหมอบอกว่าเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องควบคุมค่ะ ถ้าพักผ่อนและกินยาตรงเวลาก็ไม่น่ามีปัญหา แต่แม่ชอบทำเหมือนตัวเองแข็งแรง ลินจึงต้องกลับมาคอยดู”
“ผมต้องขอโทษด้วย ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ผมอยู่ต่างประเทศและปล่อยให้เรื่องในบ้านเป็นหน้าที่ของคนอื่น จึงไม่รู้ว่าน้ามาลีทำงานหนักจนเป็นลม ถ้าผมรู้เร็วกว่านี้คงไม่ปล่อยให้เป็นแบบนั้น”
“คุณภาคินไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ แม่เป็นคนดื้อเอง ต่อให้ทุกคนสั่งให้พักก็คงแอบลุกมาทำงานอยู่ดี ลินกลับมาคราวนี้จะเป็นคนคอยดูเองค่ะ”
“แล้วงานของคุณล่ะ ผมได้ยินว่าคุณลาออกจากบริษัทเดิม”
“ค่ะ ลินคิดว่าครอบครัวสำคัญกว่า อีกอย่างคุณหญิงช่วยติดต่อให้ลินมีงานชั่วคราวทำแล้ว จึงไม่ได้ลำบากมากนัก”
ภาคินขมวดคิ้วเล็กน้อย“บริษัทในเครือไหน”
ลลินบอกชื่อบริษัทขนาดกลางซึ่งรับผิดชอบเอกสารและงานสนับสนุนโครงการบางส่วน ภาคินพยักหน้าช้า ๆ ก่อนถามถึงตำแหน่ง ประสบการณ์ และลักษณะงานเดิมอย่างละเอียด
หญิงสาวตอบทุกคำถามโดยไม่ปิดบัง ช่วงแรกเธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกสัมภาษณ์งาน แต่เมื่อเห็นความสนใจจริงจังในแววตาของเขา ความประหม่าในใจก็ค่อย ๆ ลดลง
“คุณเคยดูแลการตรวจสอบเอกสารสัญญาและรายงานการเงินเบื้องต้นด้วยหรือ”
“ค่ะ แต่ลินไม่ได้เป็นนักบัญชีนะคะ หน้าที่หลักคือจัดหมวดหมู่ ตรวจความครบถ้วนและประสานงาน กับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถ้าตัวเลขหรือข้อมูลไม่ตรงกัน ลินจะส่งกลับให้ผู้รับผิดชอบตรวจสอบอีกครั้ง”
“ใช้โปรแกรมระบบกลางของกลุ่มบริษัทเป็นหรือเปล่า”
“เคยใช้ระบบใกล้เคียงกันค่ะ ถ้าได้เรียนรู้เพิ่มเติมคงปรับตัวได้ไม่ยาก”
ภาคินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างตัดสินใจแล้ว
“พรุ่งนี้คุณไม่ต้องไปบริษัทในเครือแล้ว มาที่สำนักงานใหญ่กับผม ฝ่ายเลขานุการโครงการกำลังขาดคนช่วยตรวจเอกสารก่อนประชุมใหญ่ คุณมีประสบการณ์ตรงกว่าที่ผมคิด ช่วงหนึ่งเดือนนี้น่าจะช่วยงานได้มาก”
