บทที่ 5 ตอนที่5 ความเมตตา
ตอนที่5
ความเมตตา
เช้าวันต่อมา ลลินตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เธอเลือกเสื้อเชิ้ตสีครีมกับกระโปรงทรงเรียบยาวคลุมเข่า แต่งหน้าเพียงบางเบา และรวบผมให้เรียบร้อย
มาลีเดินเข้ามาเห็นลูกสาวยืนตรวจเอกสารอยู่หน้ากระจกก็อดยิ้มไม่ได้
“ดูเหมือนพนักงานบริษัทใหญ่จริง ๆ แล้วนะ”
“ลินก็เคยทำงานบริษัทใหญ่มาก่อนนะคะแม่ ไม่ได้เพิ่งเคยใส่เสื้อเชิ้ตเสียหน่อย”
“แต่วันนี้ลูกดูตั้งใจเป็นพิเศษ”
ลลินหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมากอดไว้กับอก“ก็เพราะเป็นวันแรกค่ะ ลินไม่อยากทำให้ใครคิดว่าคุณภาคินเลือกคนผิด”
มาลีถอนหายใจเมื่อได้ยินชื่อชายหนุ่ม“แม่อยากให้ลูกทำให้ดีเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อเขา”
“ลินทำเพื่อตัวเองค่ะ แต่ในเมื่อเขาเป็นคนให้โอกาส ลินก็ไม่อยากให้เขาเสียหน้า”
เสียงแตรรถดังมาจากด้านนอก ลลินมองนาฬิกาแล้วขมวดคิ้ว เพราะยังไม่ถึงเวลาที่เธอนัดรถรับจ้างไว้
เมื่อเปิดประตูออกไปจึงพบรถสีดำของภาคินจอดอยู่หน้าเรือนพัก ชายหนุ่มนั่งอยู่เบาะหลัง โดยมีคนขับรถลงมาเปิดประตูรอ
ลลินหันกลับไปมองมารดาอย่างไม่เข้าใจ“ลิน บอกแล้วว่าจะไปเอง”
มาลียิ้มเหมือนรู้บางอย่าง“คุณภาคินคงเห็นว่าทางเดียวกัน ไปเถอะ อย่าให้เขารอ”
หญิงสาวเดินไปที่รถ ก่อนก้มตัวเล็กน้อยเพื่อพูดกับชายหนุ่มภายใน
“คุณภาคินคะ ลินนัดรถไว้แล้ว คุณไม่ต้องลำบากมารับก็ได้ค่ะ”
ภาคินเงยหน้าจากแท็บเล็ต ดวงตาคมกวาดมองชุดทำงานของเธอชั่วครู่ ก่อนเลื่อนไปยังนาฬิกาข้อมือ
“ถ้าคุณยังยืนเถียงอีกห้านาที เราจะไปถึงบริษัทช้า และผมไม่ชอบเข้าสาย”
“แต่คนที่บริษัทอาจเห็น…”
“รถผมมีกระจกทึบ และคุณจะลงที่ทางเข้าพนักงานก่อนถึงอาคารหลัก ผมจัดการข้อกังวลของคุณแล้ว ขึ้นรถเถอะครับ”
ระหว่างทาง ภาคินอ่านรายงานบนหน้าจอโดยแทบไม่พูดอะไร ลลินพยายามนั่งนิ่งและมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่พื้นที่ภายในรถไม่ได้กว้างพอให้ลืมว่าชายหนุ่มอยู่ใกล้เพียงใด กลิ่นน้ำหอมสะอาดเจือกลิ่นไม้จาง ๆ ทำให้ความทรงจำเก่าไหลกลับมาอย่างไม่เหมาะสม เธอต้องเตือนตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเขากำลังจะแต่งงาน
“คุณอ่านเอกสารที่ผมส่งให้เมื่อคืนหรือยัง”
เสียงของภาคินทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย
“อ่านแล้วค่ะ เป็นรายละเอียดโครงการโรงแรมกับรายงานการประชุมสามครั้งล่าสุด ลินสรุปประเด็นที่ข้อมูลยังไม่ตรงกันไว้แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าตรงกับสิ่งที่คุณต้องการหรือเปล่า”
“คุณสรุปเสร็จแล้วหรือ”
“ค่ะ เอกสารไม่มากนัก ลินใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง”
ภาคินวางแท็บเล็ตลงและรับแฟ้มจากมือเธอไปเปิดดู ภายในมีแถบกระดาษสีต่าง ๆ คั่นเป็นหมวด พร้อมหมายเหตุด้วยลายมือเรียบร้อย
เขาอ่านอยู่หลายนาที ก่อนกล่าวโดยไม่เงยหน้า
“ละเอียดกว่าที่ผมคาดไว้”
“ถือว่าเป็นคำชมได้อีกครั้งใช่ไหมคะ”
“คุณดูเหมือนกังวลว่าผมจะพูดประชดอยู่ตลอด”
“เพราะสีหน้าคุณภาคินตอนพูดคำชมกับตอนตำหนิแทบไม่ต่างกันเลยค่ะ ถ้าไม่ถามให้ชัด ลินอาจเข้าใจผิดได้”
ภาคินเงยหน้าขึ้น มุมปากขยับเหมือนพยายามกลั้นรอยยิ้ม
“ถ้าอย่างนั้นผมจะพยายามทำสีหน้าให้ชัดขึ้น”
“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ เดี๋ยวคนในบริษัทจะตกใจว่าท่านประธานเปลี่ยนไป”
“คุณยังไม่ได้เริ่มงานก็กล้าล้อท่านประธานแล้วหรือ”
ลลินชะงัก ก่อนรีบอธิบาย“ลินไม่ได้ตั้งใจล้อนะคะ แค่…”
“ผมไม่ได้โกรธ”
ภาคินปิดแฟ้มแล้วส่งคืนให้“คุณไม่ต้องระวังทุกคำเวลาอยู่กับผมหรอกลลิน ผมอาจเป็นหัวหน้าคุณในบริษัท แต่เราไม่ได้เพิ่งรู้จักกันวันนี้ ถ้าผมไม่พอใจอะไร ผมจะบอกตรง ๆ”คำพูดนั้นทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นอย่างน่ากลัว เพราะยิ่งเขาทำให้ระยะห่างระหว่างกันดูน้อยลงเท่าไร เธอก็ยิ่งต้องพยายามถอยกลับไปอยู่ในที่ของตนเองมากขึ้นเท่านั้น
“ถึงอย่างไรในบริษัท ลินจะวางตัวตามหน้าที่ค่ะ”
ภาคินมองเธอครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า“ตามใจคุณ”
รถจอดบริเวณทางเข้าพนักงาน ลลินลงจากรถก่อนโดยไม่มีใครสังเกตเห็นตามที่ภาคินบอกไว้
วันแรกในสำนักงานใหญ่เริ่มต้นอย่างเร่งรีบกว่าที่คาด ฝ่ายเลขานุการโครงการมีเอกสารกองโตซึ่งต้องตรวจสอบก่อนการประชุมคณะกรรมการในสัปดาห์หน้า หัวหน้าฝ่ายชื่อพิมพ์ชนกอธิบายงานอย่างรวดเร็ว ก่อนมอบโต๊ะชั่วคราวให้ลลินใกล้ห้องจัดเก็บข้อมูล
หญิงสาวใช้เวลาช่วงเช้าทำความเข้าใจกับระบบและตรวจเอกสารตามที่ได้รับมอบหมายความสามารถ กับความรวดเร็วของเธอทำให้พนักงานหลายคนซึ่งเคยสงสัยว่าทำไมคนใหม่จึงถูกส่งมาจากคำสั่งประธาน เริ่มลดท่าทีจับผิดลง
ช่วงสาย ประตูลิฟต์ส่วนตัวเปิดออก อรณิชาเดินออกมาพร้อมผู้ช่วยสองคน หญิงสาวสวยโดดเด่นในชุดเดรสเข้ารูปสีขาว ทุกย่างก้าวมั่นใจราวกับพื้นที่ทั้งชั้นเป็นของตนเอง
พนักงานหลายคนลุกขึ้นทักทาย เพราะทุกคนรู้ว่าเธอคือว่าที่คู่หมั้นของภาคิน
ลลินก้มหน้ากลับไปตรวจเอกสาร ไม่ต้องการสบตาหรือสร้างความสนใจ แต่เสียงรองเท้าส้นสูงกลับหยุดอยู่หน้าโต๊ะพอดี
“คุณเป็นพนักงานใหม่หรือคะ”
ลลินเงยหน้าขึ้นและยืนตามมารยาท
“ค่ะ ชื่อลลิน มาช่วยฝ่ายเอกสารชั่วคราวค่ะ”
ดวงตาของอรณิชาไหววูบเมื่อได้ยินชื่อ ก่อนรอยยิ้มงดงามจะปรากฏขึ้น
“ลลิน ลูกสาวของน้ามาลีใช่ไหมคะ อรเคยได้ยินคุณหญิงพูดถึงอยู่บ้าง ไม่คิดว่าจะโตขึ้นแล้วสวยขนาดนี้”
“ขอบคุณค่ะ”
“ภาคินเป็นคนให้คุณมาทำงานที่นี่หรือคะ”
คำถามดูเหมือนธรรมดา แต่สายตาที่มองมาทำให้ลลินรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังประเมินทุกอย่าง
“ฝ่ายบุคคลเป็นผู้จัดตำแหน่งให้ค่ะ คุณภาคินเห็นว่าลินมีประสบการณ์ตรงกับงานที่กำลังขาดคนจึงให้มาช่วยชั่วคราว”
“ภาคินเป็นคนใจดีค่ะ โดยเฉพาะกับคนเก่าแก่ในบ้าน เขามักรู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบทุกคน บางครั้งความเมตตาของเขาก็ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดได้ง่าย”
ลลินนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพไม่เปลี่ยนแปลง
“ลินเข้าใจดีค่ะว่าเรื่องใดเป็นความเมตตา และเรื่องใดเป็นหน้าที่ คุณอรณิชาไม่ต้องกังวลนะคะ ลินมาทำงานตามความสามารถ และจะไม่ทำให้เรื่องส่วนตัวของครอบครัวกระทบงานแน่นอนค่ะ”
อรณิชาเลิกคิ้วเล็กน้อย ราวกับไม่คาดคิดว่าลูกสาวแม่บ้านจะตอบกลับอย่างสงบนิ่งเช่นนี้
“อรไม่ได้กังวลหรอกค่ะ แค่อยากเตือนด้วยความหวังดี เพราะบ้านใหญ่กับที่ทำงานมีคนมากมาย ทุกคนไม่ได้มองโลกอย่างยุติธรรมเสมอไป หากใครเห็นว่าคุณสนิทกับภาคินเกินกว่าพนักงานทั่วไป อาจมีคำพูดไม่ดีตามมาได้ คนเราควรรู้ว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหน จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดภายหลัง”
ลลินรู้ชัดว่าประโยคนั้นไม่ใช่คำเตือน แต่เป็นการขีดเส้นแบ่ง
เธอก้มศีรษะเล็กน้อย“ขอบคุณที่เตือนค่ะ ลินรู้จักที่ของตัวเองมาตั้งแต่เด็กแล้ว และไม่เคยคิดจะก้าวไปยืนในที่ของใคร คุณอรณิชาสบายใจได้ค่ะ”
อรณิชายิ้ม แต่แววตาไม่ยิ้มตาม“ดีค่ะ เพราะอีกไม่นานอรกับภาคินจะแต่งงานกัน หลังจากนั้นหลายอย่างในบ้านอาจต้องเปลี่ยนแปลง อรอยากให้ทุกคนเข้าใจตรงกันตั้งแต่แรก จะได้อยู่กันอย่างสบายใจ”
“ลินขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ”คำกล่าวยินดีออกจากปากอย่างมั่นคง ทั้งที่หัวใจของผู้พูดกำลังเจ็บร้าว
อรณิชาพยักหน้ารับ ก่อนเดินต่อไปยังห้องทำงานของภาคิน
ลลินนั่งลงช้า ๆ พยายามกลับไปสนใจเอกสารตรงหน้า แต่ตัวเลขบนกระดาษกลับพร่าเลือนจนต้องหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง
เธอไม่ได้มีสิทธิ์เจ็บ ไม่มีใครทำอะไรผิด ภาคินไม่เคยบอกว่ารักเธอ อรณิชาเพียงปกป้องความสัมพันธ์ของตนเอง ส่วนลลินเป็นคนเดียวที่ปล่อยให้หัวใจเดินข้ามเส้นซึ่งไม่ควรก้าวมาตั้งแต่ต้น
หญิงสาวสูดลมหายใจลึกแล้วเริ่มตรวจเอกสารต่อ กระทั่งพบว่าตัวเลขในรายงานค่าใช้จ่ายโครงการส่วนหนึ่งไม่ตรงกับเอกสารอนุมัติเดิม ยอดต่างกันไม่มากพอให้สะดุดตาในการตรวจทั่วไป แต่เมื่อรวมหลายรายการเข้าด้วยกันกลับเป็นจำนวนสูงผิดปกติ
ลลินเปิดระบบค้นหาเอกสารอ้างอิง และพบว่ามีการแก้ไขผู้รับเหมาช่วงหลายครั้งโดยไม่มีบันทึกชี้แจงครบถ้วน เธอกำลังจะจดหมายเลขเอกสารไว้ตรวจสอบต่อ เสียงผู้ชายก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“คุณกำลังดูอะไรอยู่หรือครับ”
ลลินหันกลับไปพบกฤตย์ยืนอยู่ใกล้โต๊ะ เขาเป็นชายหนุ่มบุคลิกสุภาพ ใบหน้ามีรอยยิ้มเป็นมิตร และดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัท เธอลุกขึ้นทันที
“สวัสดีค่ะคุณกฤตย์ ลินกำลังตรวจรายงานค่าใช้จ่ายโครงการตามที่ได้รับมอบหมายค่ะ พอดีพบว่าตัวเลขบางส่วนไม่ตรงกับเอกสารอนุมัติ จึงกำลังค้นหาหมายเหตุการแก้ไข”
กฤตย์เหลือบมองหน้าจอ ก่อนวางมือลงบนแฟ้มเอกสารเบา ๆ
“งานส่วนนี้เป็นรายละเอียดของฝ่ายบริหารโครงการครับ มีการเปลี่ยนผู้รับเหมาหลายครั้ง ตัวเลขจึงไม่ตรงกันเป็นธรรมดา คุณเพิ่งเข้ามาวันแรกอาจยังไม่เข้าใจระบบทั้งหมด”
“ค่ะ ลินจึงอยากตรวจหมายเหตุให้แน่ใจก่อนสรุปส่งหัวหน้าฝ่าย หากเป็นการเปลี่ยนแปลงตามปกติควรมีเอกสารชี้แจงประกอบ แต่ในระบบเหมือนจะขาดไปหลายฉบับ”
รอยยิ้มของกฤตย์ยังคงอยู่ แต่ดวงตาเย็นลงชั่ววูบ
“ไม่ต้องเสียเวลากับส่วนนี้หรอกครับ ส่งแฟ้มมาให้ผมก็พอ เดี๋ยวผมให้ฝ่ายที่รับผิดชอบตรวจเอง คุณช่วยดูเฉพาะความครบถ้วนของเอกสารทั่วไปก็พอ งานบางอย่างอยู่สูงเกินขอบเขตหน้าที่ของพนักงานชั่วคราว หากเข้าไปยุ่งมากเกินไป อาจทำให้คนอื่นเข้าใจว่าคุณไม่รู้ระบบการทำงาน”
ถ้อยคำสุภาพ แต่ความหมายไม่ต่างจากการสั่งให้หยุด
ลลินส่งแฟ้มให้โดยไม่โต้แย้ง“เข้าใจแล้วค่ะ”
กฤตย์รับแฟ้มไป ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กใหม่
“ผมพูดเพราะหวังดีนะครับ ได้ยินว่าคุณเป็นคนรู้จักของครอบครัวภาคิน การเข้ามาทำงานที่นี่จึงมีคนจับตามองมากกว่าปกติ ทางที่ดีควรทำเฉพาะสิ่งที่ได้รับมอบหมาย อย่าเพิ่งพยายามแสดงความสามารถมากเกินไป เพราะหากผิดพลาดขึ้นมา คนที่เสียหน้าจะไม่ใช่เพียงคุณ”
“ขอบคุณที่เตือนค่ะ ต่อไปลินจะระวัง”
กฤตย์ยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนถือแฟ้มเดินจากไป
ลลินมองตามแผ่นหลังของเขา ความสงสัยบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ แต่เธอเพิ่งเข้าทำงานวันแรกและไม่มีหลักฐานเพียงพอจะกล่าวอะไร จึงทำได้เพียงจดหมายเลขโครงการที่จำได้ลงในสมุดส่วนตัว
