บทที่ 7 ตอนที่7 การเชื่อใจคน
ตอนที่7
การเชื่อใจคน
ลลินยังไม่นอนเมื่อรถของภาคินกลับเข้ามาในคฤหาสน์เกือบเที่ยงคืน เธอนั่งอยู่บนโต๊ะเล็กใกล้หน้าต่าง ทบทวนเอกสารที่จดมาจากบริษัท ขณะกำลังสงสัยเรื่องตัวเลขผิดปกติ แสงไฟรถซึ่งสาดผ่านม่านทำให้เธอเงยหน้าขึ้น
หญิงสาวเห็นภาคินลงจากรถโดยไม่รอให้คนขับเปิดประตู เขาไม่ได้เดินเข้าคฤหาสน์ แต่กลับตรงไปทางสวนด้านหลังซึ่งมีสระว่ายน้ำกลางแจ้งท่วงท่าของเขาดูปกติ ทว่าบางอย่างในความเงียบนั้นทำให้ลลินรู้สึกไม่สบายใจ
เธอพยายามบอกตัวเองว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของเขา แต่เมื่อนึกถึงสีหน้าของภาคินช่วงเย็น ซึ่งดูเหมือนกำลังตั้งใจไปทำสิ่งสำคัญให้คนรัก หัวใจก็ยิ่งเต็มไปด้วยความกังวล
ลลินลุกขึ้น หยิบเสื้อคลุมบางมาสวม แล้วเดินออกจากเรือนพัก
บริเวณสระว่ายน้ำมีเพียงแสงสีเหลืองนวลจากโคมไฟใต้ต้นไม้ ภาคินนั่งอยู่บนเก้าอี้ริมสระ สูทตัวนอกถูกพาดไว้ด้านข้าง เนกไทถูกคลายออก กระดุมเสื้อเชิ้ตด้านบนเปิดเล็กน้อย
บนโต๊ะมีกระป๋องเครื่องดื่มซึ่งเปิดแล้ว แต่จากสภาพยังคงเต็มเกือบทั้งหมด เขาไม่ได้เมา เพียงนั่งมองผิวน้ำโดยไม่ขยับเป็นเวลานาน
ลลินหยุดอยู่ห่างออกไปหลายก้าว ก่อนตัดสินใจเอ่ยเรียก
“คุณภาคินคะ”
ชายหนุ่มหันมาช้า ๆ ดวงตาคมซึ่งเคยมั่นคงอยู่เสมอแดงก่ำเล็กน้อย แม้ไม่มีน้ำตา แต่ความเจ็บปวดกลับชัดเจนจนหัวใจของคนมองบีบรัด
“คุณยังไม่นอนหรือ”
“ลินเห็นรถคุณเพิ่งกลับมา และเห็นคุณเดินมาทางนี้คนเดียว จึงเป็นห่วงค่ะ”
“เป็นห่วงผมหรือ”คำถามนั้นไม่ได้มีแววล้อเล่น ลลินจึงตอบตรงไปตรงมา
“ค่ะ ลินเป็นห่วง”
ภาคินมองเธออยู่นาน ก่อนหันกลับไปทางสระ
“นั่งก่อนสิ ถ้าคุณไม่รีบกลับไปนอน”
ลลินเดินไปนั่งบนเก้าอี้อีกตัว โดยเว้นระยะห่างพอสมควร เธอไม่ได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้นทันที เพียงนั่งอยู่เงียบ ๆ เพื่อให้เขาเป็นฝ่ายตัดสินใจว่าจะพูดหรือไม่
เวลาผ่านไปหลายนาที มีเพียงเสียงลมพัดยอดไม้และเสียงน้ำกระทบขอบสระเบา ๆ ในที่สุดภาคินก็เอ่ยขึ้น
“วันนี้คุณอวยพรเรื่องงานหมั้นของผมใช่ไหม”
ลลินชะงัก ก่อนตอบเบา ๆ“ค่ะ”
“งานนั้นคงไม่เกิดขึ้นแล้ว”
หัวใจของเธอกระตุกแรง แต่ไม่ได้รู้สึกยินดีอย่างที่คนแอบรักควรจะเป็น เพราะน้ำเสียงของภาคินเต็มไปด้วยความเสียหายจนไม่มีพื้นที่ให้ความหวังเห็นแก่ตัว
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ”
เขายกกระป๋องขึ้นดื่มเพียงเล็กน้อย ก่อนวางลง
“ผมเห็นอรณิชาอยู่กับผู้ชายคนอื่น”
ลลินนิ่งงัน ไม่รู้ว่าจะปลอบด้วยคำใดจึงไม่กลายเป็นการซ้ำเติม
ภาคินหัวเราะเย็น ๆ“น่าขันไหม ผมใช้ชีวิตโดยคิดว่าตัวเองอ่านคนออก ผมตรวจสัญญาทุกฉบับก่อนเซ็น ตรวจข้อมูลทุกด้านก่อนลงทุน แต่กลับไม่เคยตรวจดูเลยว่าผู้หญิงที่กำลังจะแต่งงานด้วยซื่อสัตย์กับผมหรือเปล่า”
“การเชื่อใจคนที่เรารักไม่ใช่ความโง่นะคะ”
“แต่ผลลัพธ์ทำให้ผมดูโง่มาก”
“ผลลัพธ์บอกเพียงว่าคนอีกฝ่ายไม่รักษาความไว้วางใจ ไม่ได้บอกว่าคนที่มอบความเชื่อใจเป็นคนผิดค่ะ”
ภาคินหันมามองเธอ“คุณปลอบทุกคนแบบนี้หรือ”
“ลินไม่รู้ค่ะ ลินไม่ได้มีโอกาสปลอบคนมากนัก แต่ลินคิดว่าถ้าใครรักเรา เขาควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เราได้บ้าง การที่คุณเชื่อใจคนรักจึงไม่ใช่ข้อบกพร่องของคุณเลย”
“แล้วถ้าความรักที่ให้ไปทั้งหมดไม่มีความหมายล่ะ”คำถามของเขาเบามาก แต่กลับทำให้ลลินเจ็บลึก เพราะเธอเองก็เคยถามคำถามเดียวกันกับหัวใจตัวเองนับครั้งไม่ถ้วนหากความรักไม่เคยถูกรับรู้ มันยังมีความหมายหรือไม่
ลลินประสานมือบนตัก ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง
“ลินคิดว่าความรักที่จริงใจยังมีความหมายในตัวมันเองค่ะ ต่อให้คนถูกรักไม่เห็นค่า หรือสุดท้ายเลือกทำร้ายเรา สิ่งที่เราเคยมอบให้ก็ไม่ได้กลายเป็นของปลอม เพียงเพราะปลายทางไม่เป็นอย่างที่หวัง”
“คุณพูดเหมือนเคยรักใครมาก”
ลมหายใจของหญิงสาวสะดุด ภาคินยังคงมองเธอไม่วางตา
“ผู้ชายคนนั้นทำร้ายคุณหรือ”
ลลินฝืนยิ้ม รู้ว่าความจริงทั้งหมดอยู่ใกล้ปากเพียงใด แต่ไม่อาจปล่อยให้มันออกมาได้
“เขาไม่เคยทำร้ายลินค่ะ เพราะเขาไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าลินรัก”
“คุณไม่เคยบอกหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ บางความรู้สึกไม่ควรถูกบอกออกไป เพราะการพูดไม่ได้ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เปลี่ยนเป็นไปได้ มีแต่จะทำให้คนฟังลำบากใจ”
ภาคินขมวดคิ้ว“ทำไมคุณจึงคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ผู้ชายคนนั้นแต่งงานแล้วหรือไง”
“ยังค่ะ แต่เขามีคนที่เหมาะสมอยู่แล้ว และโลกของเขากับลินแตกต่างกันมาก ต่อให้ลินเอื้อมมือไปสุดแขนก็คงแตะไม่ถึง”
“คุณตัดสินแทนเขาอีกแล้ว”คำพูดของเขาทำให้ลลินเงยหน้าขึ้น
ภาคินกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง“เมื่อเช้าคุณยังบอกผมว่า ถ้าอีกฝ่ายรำคาญ เขาจะบอกเอง คุณไม่จำเป็นต้องคิดแทนทุกอย่าง แต่เรื่องหัวใจ คุณกลับตัดสินแทนผู้ชายคนนั้นว่าเขาไม่มีวันมองคุณ”
ลลินหลบสายตา ความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาถึงลำคอ
“บางเรื่องไม่จำเป็นต้องถามก็รู้คำตอบค่ะ คุณภาคิน โลกไม่ได้ใจดีกับทุกคนเท่ากัน ผู้หญิงบางคนเพียงเกิดมาก็เหมาะสมจะยืนข้างผู้ชายคนหนึ่ง ส่วนผู้หญิงอีกคน ต่อให้รักเขามากแค่ไหนก็ทำได้เพียงยืนอยู่ไกล ๆ และหวังว่าเขาจะมีความสุข”
“คุณไม่เคยคิดอยากแย่งเขามาเลยหรือ”
“ถ้าต้องแย่งมาจากคนที่เขารัก ต่อให้ได้ตัวเขามา ลินก็คงไม่มีวันได้หัวใจค่ะ ลินไม่ต้องการความรักที่เกิดจากการบังคับ ความสงสาร หรือความรับผิดชอบ ลินอยากให้เขาเลือกเอง และถ้าคนที่เขาเลือกไม่ใช่ลิน อย่างน้อยลินก็ยังอยากเก็บศักดิ์ศรีของตัวเองไว้”
ดวงตาของภาคินอ่อนลงอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เขามองหญิงสาวข้างกายราวกับเพิ่งเห็นตัวตนภายในของเธออย่างแท้จริง ไม่ใช่ลูกสาวแม่บ้าน ไม่ใช่เด็กหญิงที่เคยวิ่งตาม แต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งรักอย่างลึกซึ้งโดยไม่คิดครอบครอง
“ผู้ชายคนนั้นโชคดีมาก”
ลลินยิ้มทั้งที่ดวงตาเริ่มร้อน“ไม่หรอกค่ะ เพราะเขาไม่เคยได้รับความรักนั้นจริง ๆ มันอยู่กับลินฝ่ายเดียว”
“แต่การมีใครสักคนรักเราโดยไม่เรียกร้องอะไร อาจเป็นสิ่งมีค่าที่สุดก็ได้ เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าตัวเองมีมันอยู่”
“บางทีการไม่รู้ก็ดีแล้วค่ะ เขาจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบความรู้สึกของใครเพิ่ม”
ภาคินเอนหลังพิงเก้าอี้ เงยหน้ามองท้องฟ้าซึ่งมีเมฆบางลอยผ่าน“ผมไม่เข้าใจเลยว่าคนเราพูดว่ารักกัน แล้วกลับไปนอนกับคนอื่นได้อย่างไร ตอนเด็กผมเคยเห็นแม่ร้องไห้เพราะพ่อทำแบบเดียวกัน ผมจึงเกลียดการทรยศมากที่สุด อรณิชารู้เรื่องนี้ดี แต่เธอยังเลือกทำ”
“คุณภาคิน…”
“ผมเคยคิดว่าถ้าเลือกคนที่เหมาะสม เลือกคนที่ครอบครัวรู้จักและมีชีวิตใกล้เคียงกัน ทุกอย่างจะมั่นคงกว่าความรักแบบใช้อารมณ์ แต่สุดท้ายความเหมาะสมทั้งหมดก็รับประกันความซื่อสัตย์ไม่ได้เลย”
ลลินมองด้านข้างของใบหน้าคมเข้ม ใต้แสงสลัวเขาดูไม่เหมือนท่านประธานผู้ควบคุมทุกอย่าง แต่เป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งซึ่งถูกทำลายความเชื่อมั่น
เธออยากยื่นมือไปแตะเขา อยากบอกว่าบนโลกยังมีคนที่ไม่มีวันทรยศ อยากสารภาพว่าหัวใจของเธออยู่กับเขามานานเพียงใดแต่ทุกคำต้องถูกเก็บไว้
เพราะคืนนี้ภาคินไม่ได้ต้องการความรักจากเธอ เขาเพียงต้องการใครสักคนรับฟังในวันที่ความรักจากอีกคนพังทลาย
“คืนนี้คุณไม่จำเป็นต้องพยายามหาคำตอบทุกอย่างก็ได้นะคะ” ลลินกล่าวเบา ๆ “บางบาดแผลเพิ่งเกิด ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ไม่สามารถบังคับให้ตัวเองเข้าใจหรือยอมรับได้ทันที คุณจะเสียใจ จะโกรธ หรือจะรู้สึกเหมือนทุกอย่างที่เคยเชื่อพังลงก็ไม่ผิดทั้งนั้น เพียงแต่อย่าเอาความผิดของคนคนหนึ่งไปตัดสินว่าความรักทั้งหมดบนโลกไม่มีอยู่จริงเลยค่ะ”
ภาคินหันกลับมาสบตาเธอ“คุณยังเชื่อในความรักเหรอ ทั้งที่รักใครมานานโดยไม่เคยได้รับอะไรตอบแทน”
ลลินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ“เชื่อค่ะ เพราะความรักที่ลินมีทำให้ลินรู้ว่าตัวเองสามารถหวังดีกับใครคนหนึ่งได้มากเพียงใด แม้มันจะทำให้เจ็บ แต่ไม่ได้มีเพียงความเจ็บ ลินเคยมีความสุขเพราะเขายิ้ม เคยมีแรงพยายามเรียนให้ดีเพราะคำชมของเขา และเคยกล้าออกไปใช้ชีวิตเพราะเขาบอกว่าลินควรมีชีวิตเป็นของตัวเอง ต่อให้สุดท้ายเขาไม่ได้รักลิน ความรู้สึกเหล่านั้นก็ยังเคยทำให้ลินเป็นคนที่ดีขึ้นค่ะ”
ภาคินมองเธอนิ่งนานกว่าทุกครั้ง บางอย่างในแววตาของเขาเปลี่ยนไป จากความคุ้นเคยแบบพี่ชายที่มองเด็กหญิงในบ้าน กลายเป็นการพิจารณาผู้หญิงตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง
ลลินเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน เพราะกลัวว่าเขาจะมองเห็นความจริงทั้งหมดซึ่งเธอซ่อนไว้
โทรศัพท์ของภาคินสั่นอยู่บนโต๊ะ หน้าจอปรากฏชื่ออรณิชา ชายหนุ่มมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกดปิดเสียงโดยไม่รับแต่โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งและอีกครั้ง กระทั่งข้อความหนึ่งปรากฏบนหน้าจอ
“ถ้าคุณยกเลิกงานหมั้น อรจะบอกทุกคนเรื่องของคุณพ่อกับเอกสารที่คุณแม่พยายามปิดไว้ คุณคงไม่อยากให้บริษัทพังเพราะความลับของครอบครัวหรอกนะคะ”
สีหน้าของภาคินแข็งกร้าวขึ้นทันที ลลินไม่เห็นข้อความทั้งหมด แต่สัมผัสได้ถึงความตึงเครียดที่กลับมา
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”
ภาคินคว่ำโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ“ไม่มีอะไรที่คุณต้องกังวล”เขาตอบตามนิสัยคนซึ่งเคยชินกับการรับมือทุกอย่างคนเดียว แต่เพียงไม่นานแววแข็งกระด้างนั้นก็สั่นไหว
ชายหนุ่มยกมือกดหว่างคิ้ว ก่อนเอ่ยประโยคซึ่งทำให้หัวใจของลลินเต้นแรง
“คืนนี้คุณอยู่เป็นเพื่อนผมก่อนได้ไหมลลิน”
เธอมองเขาอย่างไม่แน่ใจ
ภาคินกล่าวต่อช้า ๆ“ผมไม่ได้อยากคุยเรื่องงาน ไม่ได้ต้องการให้คุณช่วยแก้ปัญหา และคุณไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกก็ได้ ผมเพียงไม่อยากอยู่คนเดียวในคืนนี้”
ความรู้สึกหลายอย่างถาโถมเข้ามาในอกของลลิน ทั้งความสงสาร ความรัก และความกลัวว่าการอยู่ใกล้เขาในช่วงเวลาที่เปราะบางเช่นนี้จะทำให้หัวใจของเธอถลำลึกเกินกว่าจะถอยกลับ
เธอรู้ดีว่าภาคินกำลังเจ็บเพราะผู้หญิงอีกคน
รู้ดีว่าเขาไม่ได้หันมาหาเธอเพราะมองเห็นความรักที่ซ่อนอยู่แต่เมื่อเห็นดวงตาของผู้ชายที่เคยเข้มแข็งอยู่เสมอเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว ลลินก็ไม่อาจลุกหนีได้
หญิงสาววางมือทั้งสองไว้บนตัก ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ได้ค่ะ ลินจะอยู่ตรงนี้จนกว่าคุณจะอยากกลับเข้าไปพัก”
ภาคินหลับตาลงชั่วครู่ ราวกับคำตอบธรรมดาของเธอช่วยยกน้ำหนักบางส่วนออกจากบ่า
เขาไม่ได้กล่าวขอบคุณ เพียงนั่งอยู่ข้างเธอท่ามกลางความเงียบ
ลลินเองก็ไม่ได้ถามอะไรอีก คนสองคนนั่งเคียงกันริมสระน้ำใต้ท้องฟ้ามืดสนิท คนหนึ่งเพิ่งสูญเสียความเชื่อในความรัก ส่วนอีกคนกำลังมอบความรักทั้งหมดให้เขาอย่างเงียบงัน
โดยไม่มีใครรู้เลยว่า คืนซึ่งเริ่มต้นจากการขอให้อยู่เป็นเพื่อน จะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของทั้งคู่ไปตลอดกาล
โทรศัพท์ของภาคินยังคงสั่นอยู่บนโต๊ะ ข้อความข่มขู่จากอรณิชาถูกส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เงาสะท้อนของลลินกับภาคินบนผิวน้ำค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้กันตามแรงลมใกล้กันมากพอให้หัวใจรู้สึกถึงความอบอุ่นแต่ยังห่างกันเกินกว่าจะเรียกความสัมพันธ์นั้นว่าความรัก
