บทที่ 8 สถานะเมียขัดดอก บทที่ 5 คนของคุณเจต
บทที่ 5 คนของคุณเจต
บัวบูชาเริ่มรู้สึกว่าอาการป่วยดีขึ้นเวลาก็ล่วงเลยถึงช่วงดึกของวันที่สองไปเสียแล้ว เพราะแบบนั้นช่วงเช้าของวันถัดมาเธอจึงรีบตื่นแล้วออกมาช่วยงานคนอื่น ๆ
ซึ่งก็ได้รู้ว่าในบ้านนอกจากป้าชื่นก็ยังมีแม่บ้านคนอื่นอีกสองคน ชื่อพี่มะลิกับพี่กานดา ทั้งสองคนพูดคุยกับบัวบูชาดีไม่น้อย ในตอนแรกก็มีสงสัยบ้างว่าเธอเป็นแม่บ้านใหม่เหรอ อายุก็ยังน้อยแถมเรียนจบมาก็ไม่ใช่ทางสายงานแม่บ้านเสียหน่อย ซึ่งก็โชคดีที่ได้ป้าชื่นช่วยตอบให้
"หนูบัวเขามาทำงานที่สำนักงาน แต่คุณนายให้เข้ามาพักที่นี่ หนูบัวเลยมาช่วยงานบ้านบ้างก็เท่านั้น"
บัวบูชาหันมองป้าชื่นทั้งขอบคุณที่ช่วยตอบ เพราะเธอเองก็ไม่รู้จะบอกคนอื่นอย่างไรดี ว่างานหลักที่ทำให้เธอต้องเข้ามาอยู่ยังบ้านหลังนี้คืออะไร แต่ก็แอบสงสัยเช่นกันกับคำพูดของแม่บ้านวัยกลางคน เรื่องเกี่ยวกับงานที่สำนักงาน และดูเหมือนป้าชื่นจะอ่านสีหน้าของเธอออก จึงได้พูดอธิบายให้อีกหน่อย
"เดี๋ยวคุณเจตจะบอกเองว่าจะหนูบัวเข้าไปทำตำแหน่งอะไร"
"ขอบคุณค่ะป้าชื่น"
"เก็บคำขอบคุณ ไปบอกคุณเจตดีกว่า"
ใบหน้าหวานพยักหน้ารับคำของป้าชื่น สีหน้าของบัวบูชาเริ่มดีขึ้นมาบ้าง ตลอดช่วงเช้าและบ่ายเธอยังเสนอตัวขอช่วยงานแม่บ้านคนอื่น ๆ อย่างขยันขันแข็ง แม้ป้าชื่นกับคุณนายจิตรลดาพยายามจะไล่ให้เธอกลับไปพักผ่อนต่ออีกสักหน่อย แต่บัวบูชาก็เกรงใจเกินกว่าจะกลับไปนอนเฉย ๆ อีกอย่างช่วงใกล้หายป่วยเธอก็ชอบออกแรงมากกว่านอน ทำให้เหงื่อออกหน่อยยิ่งหายไวกว่าเดิม
รถกระบะคันสีดำคู่ใจนายใหม่ของไร่จิตรลดาขับเคลื่อนเข้ามาจอดบริเวณหน้าบ้านของตัวเอง และวันนี้เขาก็ไม่ต้องเสียเวลากวาดสายตามองหาใครบางคนเหมือนสองวันที่ผ่านมา เพราะเจ้าตัวกำลังตั้งใจทำบางอย่างอยู่ที่แปลงดอกไม้ของแม่เขาซึ่งอยู่บริเวณหน้าบ้านนี้เอง
"ทำอะไรอยู่น่ะ"
เพราะน้ำเสียงเข้มที่ดังขึ้นทำเอาบัวบูชาถึงกับสะดุ้ง เธอหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นลูกชายเจ้าของบ้านจึงยกมือไหว้ออกไปอย่างไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไง
"ไม่ต้องไหว้" นอนด้วยกันไปแล้วขนาดนั้น ยังมีหน้ามาไหว้เหมือนคนเพิ่งเคยเจอหน้ากันอีก
ประโยคหลังเจตนิพัทธ์ได้แต่บ่นอยู่ในใจ และไม่รู้เลยว่ามันแสดงออกทางสีหน้า จนคนถูกจ้องแอบสงสัยว่าเขากำลังหงุดหงิดอะไรอยู่รึเปล่า
"ฉันถามว่าทำอะไรอยู่ ทำไมไม่ตอบ ไม่มีปากรึไง" แม้แม่จะขอให้พูดดี ๆ กับผู้หญิงคนนี้แต่เจตนิพัทธ์ก็ฝืนทำได้แค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น
"คือ...บัวกำลังจะปลูกดอกเดซี่ค่ะ คุณนายบอกว่าคุณเจตชอบดอกไม้สีขาว พอดีว่าตรงตู้เก็บเมล็ดดอกไม้ มีแต่ดอกเดซี่ที่เป็นสีขาว"
เจตนิพัทธ์แอบชะงักไปเล็กน้อยกับคำตอบของเด็กที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา นี่เธอจะปลูกดอกไม้เพื่อเขาเลยอย่างงั้นเหรอ?
"แล้วนี่ทำเองทั้งหมดเลยเหรอ ไม่เรียกให้คนอื่นมาช่วยล่ะ"
บัวบูชาหันมองแปลงดอกไม้ด้านหลังที่เธอเพิ่งจะทำการถอนต้นเก่า ๆ ออก แล้วพรวนดินกับขึ้นรูปแปลงใหม่เองกับมือ ก่อนจะหันกลับมาตอบเจตนิพัทธ์ตาใส
"แปลงเล็กแค่นี้เองค่ะ บัวทำคนเดียวได้สบายมาก"
เป็นอีกครั้งที่เจตนิพัทธ์นิ่งไปกับคำตอบของบัวบูชา แปลงดอกไม้ของแม่มีพื้นที่ไม่ใช่น้อย ๆ เลยในความคิดของคนตัวสูง ถึงว่าล่ะคืนก่อนตอนที่เขาจับมือของอีกฝ่าย มันถึงได้หยาบกระด้างเหมือนคนทำงานหนักมาอย่างไรอย่างนั้น มันเป็นส่วนเดียวในร่างกายบัวบูชาเลยก็ว่าได้ที่เจตนิพัทธ์คิดว่ามันไม่นุ่มนิ่มตอนจับเอาซะเลย
กว่าจะได้สติจากการเผลอนึกถึงรายละเอียดส่วนต่าง ๆ บนร่างกายของหญิงสาวตรงหน้า ก็คงจะเป็นตอนที่อีกฝ่ายถอดหมวกสานออกมาพัดให้ตัวเองละมั้ง ดวงตาคมจ้องมองดวงหน้าหวานที่ไร้การเติมแต่ง แต่กลับดูน่ามองไปทุกส่วน
ก่อนหน้านี้ต้องยอมรับว่าเขาสำรวจแค่ร่างกายของเธอเท่านั้น ไม่ได้พิศมองใบหน้าบัวบูชาอย่างละเอียดเท่าไหร่นัก
คิ้วเรียงตัวสวย รับกับดวงตากลมที่มีขนตางอนยาว จมูกเล็กแต่ก็ได้รูป ริมฝีปากอิ่มสีแดง เข้ากับแก้มที่เริ่มซับสีเลือดฝาดเพราะได้ออกแรงทำงาน ทุกองค์ประกอบที่รวมกันก็นับว่า
พอดูได้
"ชื่ออะไรนะเราน่ะ"
"บัวค่ะ"
"แม่บอกเธอรึยังเรื่องงานที่จะให้ไปทำในสำนักงาน"
ใบหน้าหวานส่ายไปมา มีเพียงป้าชื่นที่บอกเรื่องนี้กับเธอบ้าง แต่คุณนายจิตรลดาไม่ได้พูดอะไร
"ยังค่ะ"
"ค่อยเริ่มงานอาทิตย์หน้าก็แล้วกัน เริ่มแรกก็เข้าไปช่วยงานเลขาของฉัน เธอจะสอนงานด้านบัญชีให้ ส่วนค่าแรงก็เริ่มต้นที่หมื่นห้า อยากเพิ่มก็ต้องดูผลงานอีกที"
"ขอบคุณมากนะคะคุณเจต" เธอเผลอตัวยกมือไหว้เขาตามความเคยชินอีกครั้ง ดวงตากลมมีประกายขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเรื่องงาน แสดงว่าเธอจะหาประสบการณ์ในสายอาชีพที่เรียนมาได้ในช่วงหกเดือนนี้ พอออกจากที่นี่อย่างน้อยก็มีประวัติการทำงานติดตัว แถมยังเป็นงานบัญชีของไร่ใหญ่อย่างจิตรลดาอีก คงเป็นประวัติที่จะช่วยให้บัวบูชาหางานได้ง่ายขึ้นแน่
เป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่รู้ที่เจตนิพัทธ์ต้องนิ่งค้างจ้องมองใบหน้าหวาน ๆ นี้ เมื่อครู่เขาเพิ่งคิดว่าบัวบูชาก็แค่ 'ดูได้' แต่ตอนนี้ชักจะเริ่มเปลี่ยนความคิดขึ้นมาแล้ว ยามที่อีกฝ่ายฉีกยิ้มกว้างดีใจออกมาอย่างตอนนี้ มัน...
อาจจะพอเรียกว่าสวยได้อยู่บ้าง
บัวบูชายังยิ้มได้ไม่เท่าไหร่คนตรงหน้าก็หาเรื่องมาให้เธอยิ้มไม่ออกเสียแล้ว
"หายดีรึยัง เห็นว่าป่วย"
"ดีขึ้นมากแล้วค่ะ"
"งั้นคืนนี้ก็ขึ้นไปที่ห้องฉันด้วย"
เจ้าของใบหน้าคมเข้มทิ้งคำพูดไว้แค่นั้นก่อนจะเดินเข้าบ้านไป ไม่รอฟังด้วยซ้ำว่าบัวบูชาจะตอบว่าอะไร และเธอจะตอบอะไรได้อีกนอกเสียจาก
"ค่ะ"
บัวบูชาถูกเรียกตัวให้ขึ้นมายังห้องของเจตนิพัทธ์ทุกคืน เขาตักตวงความสุขจากร่างกายเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับจะเรียกคืนให้คุ้มกับหนี้ทุกบาททุกสตางค์ที่พ่อเธอได้หยิบยืมไปอย่างไรอย่างนั้น
แต่อย่างน้อยเขาก็เริ่มใจดีกับบัวบูชาบ้าง หลังจากที่เห็นร่องรอยฟันของตัวเองตามร่างกายบัวบูชา อีกฝ่ายก็อ่อนโยนกับเธอขึ้นมานิดหน่อย หมายถึงไม่ได้หนักมือขบกัดเธอเช่นค่ำคืนแรก แต่เรื่องที่เขารังแกจนเธอหมดเรี่ยวหมดแรงคาเตียงทุกค่ำคืนยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
และวันที่บัวบูชาเฝ้ารอคอยก็มาถึง เธออาบน้ำแต่งตัวในชุดเรียบร้อย ผมยาวหยักศกเล็กน้อยถูกรวบไว้เป็นหางม้า เผยให้เห็นกรอบหน้าหวานชัดเจนขึ้น และใบหน้าที่ทุกวันไม่ค่อยได้แต่งแต้มเท่าไหร่ ก็ถูกเติมแต่งบาง ๆ พอให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง เพราะวันนี้เป็นแรกที่เธอจะได้เริ่มทำงานยังสำนักงานของไร่จิตรลดา
“มินฝากสอนงานบัวบูชาหน่อยนะ เน้นที่บัญชีเป็นหลัก แล้วก็ช่วงนี้ผมให้มาเป็นผู้ช่วยของคุณไปก่อนก็แล้วกัน”
“ค่ะ คุณเจต” มินตราพยักหน้ารับรู้คำสั่งจากเจ้านาย ก่อนที่เธอจะหันมายิ้มให้กับหญิงสาวหน้าตาน่ารักซึ่งยืนอยู่ข้างกายเจตนิพัทธ์
บัวบูชายกมือไหว้ทักทายอีกฝ่าย เพราะดูก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้อายุมากกว่าเธอหลายปีทีเดียว ซึ่งมินตราก็รับไหว้พร้อมรอยยิ้มใจดี
“งั้นน้องบัวเอาเอกสารตรงนี้ไปดูทำความเข้าใจก่อนนะ เดี๋ยวพี่หางานให้ทำ”
“ได้ค่ะพี่มิน” หญิงสาวตอบรับด้วยท่าทีกระตือรือร้น ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ว่างข้าง ๆ มินตรา
เจตนิพัทธ์ยังไม่เข้าไปที่ห้องทำงานของเขา เขายืนมองท่าทีของบัวบูชาอยู่อีกสักพัก ก่อนจะยกมุมปากขึ้นมา อยากจะรู้เหมือนกันว่านอกจากงานบนเตียงแล้วผู้หญิงคนนี้ทำอะไรได้ดีอีกบ้าง
บัวบูชาทั้งหัวไวในการเรียนรู้งานและยังกระตือรือร้นตลอดเวลา ซึ่งมันทำให้มินตราพอใจกับพนักงานใหม่คนนี้ไม่น้อย จึงทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันได้ไว
เมื่อถึงเวลาพักเที่ยงเลขาของพ่อเลี้ยงเจตนิพัทธ์ก็พาน้องใหม่มาทานข้าวพร้อมกันที่โรงอาหาร การมาของบัวบูชาทำให้พนักงานคนอื่นให้ความสนใจไม่น้อย ซึ่งมินตราก็รับหน้าที่แนะนำให้ทุกคนได้รู้จักว่าบัวบูชาเป็นพนักงานบัญชีคนใหม่
ในระหว่างที่คนตัวเล็กกำลังทานข้าวกับมินตราอยู่นั้น ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ผิวขาวจัดคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหา ฟังจากคำทักทายของมินตราแล้วก็ทำให้บัวบูชาเดาได้ว่าผู้ชายคนนี้น่าจะเป็นหมอ
พร้อมพงษ์เป็นสัตวแพทย์ที่มาดูแลแม่โคนมในฟาร์มโคนม ที่เพิ่งเปิดใหม่ของเพื่อนสนิทอย่างเจตนิพัทธ์
“หมอ ทานข้าวด้วยกันสิคะ อาหารวันนี้แม่ครัวทำอร่อยมาก” มินตราเอ่ยทักคนมาใหม่ด้วยท่าทางสนิทสนม
“ผมก็ได้กลิ่นหอมลอยมาแต่ไกล จนต้องรีบมานี่แหละครับคุณมิน”
หลังได้รับข้าวสัตวแพทย์หนุ่มก็ถือจานเดินกลับมานั่งร่วมโต๊ะกับมินตรา ก่อนจะต้องตกตะลึงเมื่อเห็นหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งนั่งข้างกับมินตรา ยิ่งเธอยิ้มคล้ายจะทักทายกัน หัวใจของหนุ่มโสดก็แทบเด้งกระดอนออกมาจากอก
“ผมพงษ์ครับ เป็นสัตวแพทย์ประจำฟาร์มโคนมครับ” พร้อมพงษ์รีบแนะนำตัวเพราะอยากรู้จักหญิงสาวตรงหน้าใจจะขาดอยู่แล้ว
“เอ่อ บัวค่ะ เป็นพนักงานคนใหม่ของที่นี่ค่ะ”
สัตวแพทย์หนุ่มยังจ้องมองใบหน้าหวาน เรียกได้ว่าบัวบูชาเป็นผู้หญิงที่ตรงตามสเปคของเขาเลยก็ว่าได้ น่ารัก ดูอ่อนหวาน ไม่คิดไม่ฝันว่าความโสดที่หวงแหนมานานหลายปี แต่พอได้มาเจอหน้าบัวบูชาแค่ไม่กี่นาทีพร้อมพงษ์กลับอยากจะลาขาดจากวงการโสดนี้เสียแล้ว
ท่าทางของสัตวแพทย์หนุ่มทำให้มินตราที่มองอยู่อมยิ้มออกมา เธอไม่ใช่สาวน้อยเพิ่งผ่านโลกสักหน่อย เรื่องแค่นี้แค่ดูสายตาก็รู้แล้วว่าสัตวแพทย์สุดหล่อของไร่กำลังอยู่ในอาการตกหลุมรัก
หลังจากที่ทานข้าวเที่ยงเสร็จ บัวบูชาก็กลับมายังสำนักงาน เธอทำงานต่อตามที่ได้รับมอบหมายมาจากมินตรา และเมื่อไม่เห็นเจตนิพัทธ์อยู่ในห้องทำงานก็รู้สึกโล่งใจไม่น้อย เมื่อเช้าเธอแอบเห็นว่าเขามักจะมองมาราวกับจะจับผิด ซึ่งมันทำให้เธอเกร็งไปหมดทั้งตัว กลัวว่าจะทำอะไรไม่ถูกใจเขาขึ้นมา
บัวบูชาพอจะได้ยินจากมินตรามาบ้างเรื่องการทำงานของเจตนิพัทธ์ ถึงได้รู้ว่าวัน ๆ หนึ่งเขาทำงานอะไรบ้าง ไม่ได้มีเพียงงานที่สำนักงานเท่านั้น แต่ยังต้องไปที่ไร่ คุมคนงาน ไหนจะรีสอร์ตกับคาเฟ่อีก
ยิ่งนึกตามบัวบูชาก็ยิ่งแปลกใจ ว่าเขาทำงานหนักขนาดนี้ ทำไมถึงยังมีแรงเหลือกลับไปรังแกเธอทุกคืนได้อีก ทว่าเมื่อได้เผลอปล่อยตัวให้คิดถึงเรื่องราวอันร้อนแรงยามค่ำคืนที่ได้ใช้ร่วมกัน บัวบูชาก็หน้าแดงขึ้นมาเสียอย่างนั้น จนทำให้มินตราต้องเอ่ยถามอย่างสงสัย
"ร้อนเหรอบัว ให้พี่ปรับแอร์ไหม"
"ก็ร้อนนิดหน่อยค่ะ" บัวบูชาได้แต่พยักหน้าตามน้ำไป ก่อนจะรีบสะบัดหน้าไล่ภาพบนเตียงเหล่านั้นออกจากความคิดของตัวเอง
ชีวิตที่ผ่านมาของบัวบูชาก็นับว่าไม่ได้แตกต่างอะไรเลยในแต่ละวัน กลางวันทำงานยังสำนักงาน ตกกลางคืนเธอก็ต้องมาทำหน้าที่นางบำเรอให้แก่พ่อเลี้ยงหนุ่มของไร่จิตรลดาเช่นเคย
ร่างขาวเนียนโยกคลอนไปตามแรงกระแทกกระทั้นของคนด้านบน ผมยาวสวยสยายไปกับผิวเตียงที่บัดนี้ยับยู่ยี่ไปหมด เพราะบัวบูชาจิกทึ้งมันครั้งแล้วครั้งเล่า
“อะ คุณเจตเบาหน่อยได้ไหมคะ” บัวบูชารู้ว่าเขาไม่ชอบคำนี้ และเธอก็ไม่ได้ใช้มันมานานแล้วเช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้บทรักของเจตนิพัทธ์มันเริ่มอ่อนโยนขึ้นมาก แต่วันนี้เขากลับมาเป็นคนเดิมเหมือนกับค่ำคืนแรกอีกครั้ง ทั้งรุนแรง ทั้งดุดันและสร้างร่องรอยตีตราไปทั่วทั้งร่างกายของเธอ
บัวบูชาไม่ได้รับสิ่งที่ร้องขอออกไปแต่อย่างใด จะได้ก็เพียงแววตาไม่พอใจจากคนด้านบนก็เท่านั้น เธอไม่รู้ว่าเจตนิพัทธ์ไปอารมณ์เสียมาจากไหน รู้แค่เพียงเธอไม่ชอบเอาเสียเลยที่เขากลับมาเป็นแบบนี้อีกแล้ว ทั้งที่บอกกับตัวเองว่าอย่าได้หวั่นไหวกับสัมผัสทางกายที่ได้รับทุกค่ำคืน
แต่หัวใจเจ้ากรรมของบัวบูชาก็ไม่เคยเชื่อฟัง เพราะที่ผ่านมาเธอดันสั่นไหวไปกับบทรักที่คล้ายจะอ่อนโยนขึ้นของเจตนิพัทธ์ไปเสียแล้ว
ดวงตากลมคลอไปด้วยหยาดน้ำสีใส จะว่าเจ็บปวดจากการกระทำแสนรุนแรงของคนด้านบนก็เจ็บปวด แต่ทว่ามันก็สร้างความรู้สึกซ่านเสียวให้ด้วยในเวลาเดียวกัน มือเล็กเลื่อนขึ้นมาจับบ่ากว้างไว้ เผลอจิกเล็บลงไปเพื่อระบายหวามไหวที่ถูกป้อนให้อย่างไม่ลดละ บัวบูชาเริ่มสมองขาวโพลน คิดสิ่งใดไม่ออก อยากแค่เพียงให้เจตนิพัทธ์ส่งเธอไปให้ถึงปลายทางแสนหวานเร็ว ๆ ก็เท่านั้น
"บัว อะ บัวจะถึงแล้วค่ะ"
ทั้งที่คำพูดและร่างกายของเธอฟ้องชัดว่าใกล้แตะขอบฝันอยู่รอมร่อ แต่คนใจร้ายกลับเลือกที่จะหยุดแรงที่โหมกระหน่ำใส่ แล้วกลายเป็นขยับตัวเข้าออกร่องรักอ่อนนุ่มช้าลงอย่างจงใจ
บัวบูชามองคนด้านบนตาปรือปรอย น้ำตาไหลรินออกทางหางตา เธอทรมานมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการอยากเสร็จสมแต่เจ้าของใบหน้าคมเข้มกลับไม่ยอมตามใจ
"คุณเจต" เธอเรียกเขาเสียงหวาน
"ไหนลองพูดมาสิว่าเธอเป็นคนของใครบัวบูชา ถ้าคำตอบของเธอทำให้ฉันพอใจ ฉันจะสงเคราะห์สิ่งที่เธอต้องการให้" เสียงเข้มว่าขณะยังขยับเอวสอบเนิบช้า ปั้นหน้าว่าใจเย็นทั้งที่ตัวเขาเองก็เริ่มจะทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน อยากจะจับบัวบูชากระแทกให้หนักหน่วงแล้วไปสู่ปลายทางพร้อมกันเหลือเกิน
ริมฝีปากบางเม้มเข้าจนแทบเป็นเส้นตรง เธอคล้ายจะเข้าใจว่าเจตนิพัทธ์ต้องการคำตอบแบบนั้น แต่ก็กระดากอายเกินกว่าจะพูด
"จะพูดไหม ถ้าไม่พูดก็ออกไปจากห้องนี้"
"เป็นคนของคุณเจตค่ะ บัวเป็นคนของคุณเจต" เธอตอบเขาออกไปในที่สุดพร้อมกับการเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่กล้าสบสายตากับนัยน์ตาลุ่มลึกของคนด้านบนอีกต่อไป
มุมปากหยักกระตุกเป็นรอยยิ้มพึงพอใจ ก่อนฝ่ามือใหญ่จะจับล็อกเอวคอดไว้แล้วเริ่มขยับตัวตนเข้าใส่โพรงเนื้ออ่อนนุ่มที่บีบรัดเขาถี่ระรัว มืออีกข้างเชยคางมนให้ใบหน้าหวานหันมารับจูบจากกัน
บัวบูชาแทบสำลักความสุขสมคาเตียง จูบของเขากลับมาอ่อนโยนอีกครั้ง แม้ช่วงล่างจะยังรุนแรงแต่ทว่าเวลานี้เธอกลับรู้สึกดีจนแทบอยากร้องขอให้เขากระทำให้รุนแรงกว่านี้เสียด้วยซ้ำ
"พูดอีกสิว่าเธอเป็นคนของใคร" เสียงแหบต่ำกระซิบชิดริมฝีปากอิ่มสวย
"เป็นคนของ อะ คุณเจตค่ะ" คนขี้แกล้งยังแกล้งกระแทกตัวเข้าใส่จุดเสียวภายในของเธอจนเสียงหวานขาดห้วงไปหลายครั้งขณะตอบเขา
"ดี แล้วก็จำใส่ใจไว้ให้ดี ว่าตอนนี้เธอเป็นคนของฉัน อย่าเที่ยวไปอ่อยผู้ชายหน้าไหนอีก เข้าใจไหม ตอบ!" เขาเน้นถามเธอเสียงติดดุอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ เมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อช่วงบ่าย
เจตนิพัทธ์เข้าไปดูความเรียบร้อยของฟาร์มโคนม จึงได้เจอกับเพื่อนสนิทอย่างพร้อมพงษ์ แต่อีกฝ่ายก็เอาแต่พร่ำเพ้อหาบัวบูชาไม่หยุด เอาแต่พูดว่า ‘คุณบัวน่ารักอย่างนั้น คุณบัวน่ารักอย่างนี้'
และไม่รู้ทำไมเขาถึงได้รู้สึกอารมณ์ไม่ดีเอาซะเลยที่ได้ยินอะไรแบบนั้น
"อะ เข้าใจค่ะ"
บัวบูชาตัวสั่นคลอนรุนแรงอีกครั้ง เพราะอยู่ ๆ เจตนิภัทรก็คล้ายจะกลับมาอารมณ์เสียอีกหน เขากระทำกับเธอหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเสร็จสมก็จัดการจับเธอพลิกเปลี่ยนท่าไม่ให้พักเลยแม้แต่น้อย
