บทที่ 2 ตอนที่ 1 แผนการลับหลังคฤหาสน์
ตอนที่ 1:
แผนการลับหลังคฤหาสน์
เช้าตรู่ของวันนี้ บรรยากาศในซอยแคบ ๆ ย่านชุมชนเก่าแก่ยังคงอบอวลไปด้วยความอึกทึกครึกโครมและวุ่นวายโกลาหลเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณหน้าปากซอยที่คลาคล่ำไปด้วยกลุ่มผู้คนหน้าตาเคร่งเครียด ซึ่งต่างกำลังเร่งรีบเบียดเสียดเยียดยัดเพื่อแย่งชิงกันก้าวขึ้นรถโดยสารประจำทาง มุ่งหน้าออกไปเผชิญโลกกว้างเพื่อทำงานหาเช้ากินค่ำและประทังชีพ
ทว่าท่ามกลางความขวักไขว่ของผู้คนเดินเท้าและรถรับจ้างท้องถิ่นที่จอดเรียงรายอยู่อย่างหนาตา กลับปรากฏรถยนต์ยุโรปสุดหรูหราคันหนึ่งที่กำลังเคลื่อนตัวสวนทางลึกเข้าไปในซอยอย่างช้า ๆ ความแออัดของพื้นที่และสภาพจราจรที่ติดขัดบีบบังคับให้สารถีหนุ่มต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการบังคับพวงมาลัย ซึ่งมันช่างสวนทางกับความรู้สึกกดดันลึกลับในใจของเขาเหลือเกิน ในเวลานี้คนขับรถหนุ่มอยากจะพุ่งยานพาหนะคันนี้ให้ถึงจุดหมายปลายทางโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้อารมณ์ของนายจ้างเหนือหัวปะทุและโมโหโทโสไปมากกว่าที่เป็นอยู่
“ไม่มีทางอื่นอีกแล้วหรือไงฮะ!”
เวหา นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงผู้เป็นนายจ้างและเจ้าของรถคันหรู ตะโกนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดระคนกรุ่นโกรธ ชายหนุ่มเอ่ยถามพลางตวัดสายตาคมกริบกลับไปมอง ดารัณย์ ภรรยาสาวสวยผู้เพียบพร้อมของเขา ซึ่งในยามนี้หล่อนกำลังยกมือกอดอกแน่น ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางชั้นดีเชิดขึ้นพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความขัดใจ
ในวันนี้เวหาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตเนื้อดีสากลและผูกเนคไทอย่างประณีต ซึ่งแม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะดูคล้ายคลึงกับหนุ่มออฟฟิศหลาย ๆ คนที่เดินอยู่ริมฟุตบาทด้านนอกรถในตอนนี้ ทว่าความหรูหราของเนื้อผ้าและคัตติ้งระดับพรีเมียมกลับสร้างความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ส่วนดารัณย์ผู้เป็นภรรยายิ่งไม่ต้องพูดถึง ต่อให้เป็นคนที่ไม่เคยสนใจเรื่องแฟชั่นหรือตราสินค้าแบรนด์เนมเลยแม้แต่น้อย แค่มองปราดเดียวก็สามารถบอกได้ทันทีว่าตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้าของหญิงสาวล้วนแล้วแต่ประดับประดาไปด้วยข้าวของราคาแพงลิบลิ่ว
เรียกได้ว่าบุคลิกลักษณะ ท่าทาง และฐานะอันเลิศเลอของทั้งสองคนนั้น ดูขัดกับสภาพแวดล้อมอันเสื่อมโทรมในซอยแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง จนแม้กระทั่งคนขับรถเองก็ยังนึกสงสัยและอยากจะอ้าปากถามเหลือเกินว่า แล้วเหตุใดมหาเศรษฐีทั้งคู่ถึงต้องยอมลำบากตรากตรำเดินทางมายังสถานที่กันดารเช่นนี้
แต่ท้ายที่สุด ชายหนุ่มเบื้องหลังพวงมาลัยก็ทำได้เพียงเก็บงำความสงสัยนั้นไว้ในใจ และเอ่ยตอบออกไปด้วยกระแสเสียงสุภาพอ่อนน้อมเท่านั้น
“ซอยข้าง ๆ เป็นซอยตันครับ ไม่มีจุดให้ตัดเข้าซอยนี้ได้เลย”
คนขับรถเอ่ยรายงานสั้น ๆ เพราะเขารู้อยู่แก่ใจดีว่าจุดหมายปลายทางที่ไฮโซทั้งสองคนกำลังจะมุ่งหน้าไปนั้น ตั้งอยู่ลึกสุดขอบซอยแคบ ๆ แห่งนี้เลยทีเดียว
เมื่อได้ยินคำตอบที่ไม่ได้ดั่งใจ เวหาก็เลือกที่จะไม่ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ ชายหนุ่มทำเพียงหันหน้าไปส่งสายตาอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความปลอบโยนให้แก่คู่ชีวิต ทว่าฝ่ายภรรยาสาวกลับเอาแต่หันมองออกไปนอกกระจกสลับกับหันมากระทำหน้าตาบูดบึ้งไม่สบอารมณ์ใส่สามีเป็นระยะ
แต่แล้วเพียงไม่กี่อึดใจต่อมา สถานการณ์อันตึงเครียดภายในรถก็คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อรถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวผ่านพ้นช่วงต้นซอยเข้ามาจนถึงใจกลางซอยอันเป็นย่านที่อยู่อาศัย ความแออัดและหนาแน่นของประชากรเริ่มเบาบางลงจนสามารถเร่งความเร็วเครื่องยนต์ได้อย่างเต็มที่ และเพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ยานพาหนะราคาแพงระยับก็พาทั้งสองมาหยุดนิ่งอยู่ ณ บริเวณท้ายซอย ซึ่งมีบรรบากาศแสนเงียบสงบ ร่มรื่น และแตกต่างจากความวุ่นวายตรงหน้าปากซอยราวกับเป็นคนละโลก
“ถึงแล้วครับ บ้านของลุงหม่อนกับป้าแพร” สารถีหนุ่มหันกลับมาแจ้งนายจ้างด้วยสีหน้าและท่าทางที่โล่งอกขึ้นมาเปลาะหนึ่ง
สำหรับลุงหม่อนกับป้าแพรนั้น ทั้งคู่เป็นสามีภรรยาวัยดึกที่ทำงานรับใช้อยู่ในคฤหาสน์หรูของเวหามานานปี โดยที่ลุงหม่อนรับหน้าที่เป็นคนสวนคอยดูแลต้นไม้ ส่วนป้าแพรเป็นแม่บ้านดูแลความสะอาดเรียบร้อย ทว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ลุงหม่อนเกิดล้มป่วยกะทันหันจนต้องหามส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน และเมื่อผลการตรวจอย่างละเอียดของแพทย์ออกมาว่าเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ ซึ่งจำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวและเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดอยู่ที่โรงพยาบาลอีกหลายวัน ป้าแพรผู้เป็นภรรยาจึงจำเป็นต้องลางานยาวเพื่อไปคอยเฝ้าไข้สามี และจนถึงบัดนี้ ทั้งสองคนก็ยังไม่ได้เดินทางกลับไปทำงานตามปกติเลย
‘แทนที่จะไปเยี่ยมคนป่วยที่โรงพยาบาล ดันมาเยี่ยมที่บ้านซะงั้น’ คนขับรถนึกตำหนิและตั้งข้อสังเกตอยู่ในใจขณะก้าวลงจากรถเพื่อมาเปิดประตูให้แก่นายจ้างทั้งสอง
ทว่าทันทีที่เรียวขาคู่สวยและรองเท้าหนังราคาแพงเหยียบลงบนพื้นดิน เวหาและดารัณย์กลับต้องชะงักงันไปเล็กน้อยเมื่อสายตาทอดไปเห็นทัศนียภาพที่อยู่ตรงหน้า
เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสองคือสิ่งปลูกสร้างหลังหนึ่ง มันเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้สไตล์เก่าแก่ที่แม้สภาพภายนอกจะดูเก่าแก่ทรุดโทรมและซอมซ่อไปตามกาลเวลา ทว่ากลับสะอาดสะอ้าน ไร้ซึ่งเศษขยะหรือฝุ่นละออง บ่งบอกให้รู้ว่าได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้อยู่อาศัยเป็นอย่างดี แต่ถึงกระนั้น ดารัณย์ก็อดไม่ได้ที่จะย่นจมูกด้วยความรังเกียจ ก่อนจะหันไปเอ่ยประท้วงสามีเสียงเขียวเพราะไม่อยากเหยียบย่างเข้าไปด้านใน
“บ้านมีแอร์หรือเปล่าก็ไม่รู้”
หล่อนพูดพลางเบ้ปากเต็มประดา แววตาและน้ำเสียงไม่ได้คิดจะเก็บซ่อนความรู้สึกดูถูกดูแคลน หรือเหยียดหยามชนชั้นเอาไว้ในใจเลยแม้แต่น้อย
แม้จะรู้ดีว่าภรรยาผู้สูงศักดิ์ขัดใจเพียงใด ทว่าเวหาก็ยังคงพยายามโน้มน้าวและหว่านล้อมให้อีกฝ่ายยอมก้าวเท้าเข้าไปด้วยกัน
“เรื่องนี้ผมพูดคนเดียวไม่ได้หรอก เดี๋ยวเค้าไม่เชื่อว่าคุณตกลงแล้ว”
“ไม่เชื่อก็เอาเงินฟาดหัวมันไปสิคะ” ฝ่ายภรรยาสาวสวยสวนกลับทันควันอย่างเอาแต่ใจ “อยู่บ้านสภาพแบบนี้ แค่ให้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ มันก็ยอมแล้ว ไหนจะเรื่องนั้นอีก!”
สิ้นประโยคสุดท้าย หญิงสาวก็ตวัดสายตาขึ้นสบตากับสามีหนุ่มอย่างมีความหมาย ซึ่งเป็นอันรู้และเข้าใจกันดีเพียงแค่สองคนในความลับที่กำลังจะเกิดขึ้น
แม้ว่าลึก ๆ แล้วเวหาจะเข้าใจและเห็นพ้องต้องกันกับสิ่งที่ภรรยาเอ่ยมา ทว่าชายหนุ่มก็ยังคงยืนกรานและบังคับให้อีกฝ่ายเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับคนข้างในด้วยกันอยู่ดี
ในขณะที่สองสามีภรรยาผู้ร่ำรวยกำลังยืนถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์อยู่ภายนอกรั้วบ้าน คนที่อาศัยอยู่ด้านในกลับยังคงใช้ชีวิตไปตามปกติสุข หล่อนไม่ได้มีโอกาสรับรู้หรือระแคะระคายเลยแม้แต่น้อยว่า บัดนี้กำลังมีคนอื่นตบเท้าเข้ามาและพูดถึงตัวเธอด้วยถ้อยคำเช่นไร
ณ บริเวณห้องครัวขนาดกะทัดรัดที่ตั้งอยู่ทางด้านหลังของตัวบ้าน ปรากฏเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นของหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังสาระวนอยู่กับการหยิบจับสิ่งของและจัดเตรียมภาชนะสำหรับทำขนมไทยโบราณออกมาวางเรียงรายไว้อย่างขมักเขม้นและตั้งอกตั้งใจ
หญิงสาวคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน...เธอคือ ม่านไหม ลูกสาวโทนคนเดียวของนายหม่อนและนางแพร ผู้เป็นแก้วตาดวงใจของเจ้าของบ้านหลังนี้นั่นเอง
