บทที่ 3 ตอนที่ 2 ภายใต้หน้ากากใจดี
ตอนที่ 2:
ภายใต้หน้ากากใจดี
แต่หากจะสรุปใจความอย่างตรงไปตรงมาว่าพวกเขาคือเจ้าของบ้านหลังนี้ก็คงจะไม่ถูกนัก เพราะในความเป็นจริง บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้หลังนี้เป็นเพียงบ้านเช่าเก่า ๆ หลังหนึ่งเท่านั้น ทว่าด้วยความที่ครอบครัวอาศัยพักพิงอยู่ที่นี่มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ในยามที่ม่านไหมยังเป็นเพียงเด็กทารกแบเบาะ สมาชิกทั้งสามคนพ่อแม่ลูกจึงมีความผูกพันลึกซึ้งกับสถานที่แห่งนี้ ราวกับมันเป็นบ้านแท้ ๆ ของตนเองก็ไม่ปาน
“เอาล่ะ พอแค่นี้ก่อนละกัน”
เสียงหวานพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางหมุนตัวหันไปทางตู้เก็บของรุ่นคุณปู่ที่มีบานประตูฝั่งหนึ่งเป็นกระจกเงาเงาวับ หญิงสาวเอียงซ้ายแลขวาเพื่อสำรวจตรวจตราความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายและทรงผม ก่อนจะคลี่รอยยิ้มบางเบาออกมาอย่างพึงพอใจในรูปลักษณ์ของตน
ในวันนี้เรือนร่างอรชรอยู่ในชุดกางเกงเข้ารูปสีชมพูกลีบบัวขับผิวผ่อง สวมทับด้วยเสื้อคอกลมสีขาวบริสุทธิ์ที่มีลูกเล่นระบายอ่อนหวานตรงชายเสื้อ ให้ความรู้สึกสุภาพ เรียบร้อย แต่ก็ยังคงความคล่องตัวไว้ในที ส่วนเรือนผมยาวดำขลับดุจขนนกกาถูกรวบตึงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทว่าบนเนื้อตัวกลับไม่ได้ประดับประดาด้วยเครื่องประดับมีค่าใด ๆ เลยแม้แต่ชิ้นเดียว เหตุเพราะหลังจากเสร็จสิ้นการเจรจาธุระสำคัญในเช้านี้แล้ว เธอมีกำหนดการที่จะต้องสวมหมวกคลุมผมเพื่อลงมืออบขนมคุกกี้ส่งลูกค้าต่อทันที
ม่านไหมสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมาได้หลายเดือนเต็มแล้ว ทว่าเธอกลับยังไม่สามารถหางานประจำทำเพื่อสร้างรากฐานชีวิตได้ ดังนั้นในระหว่างที่กำลังรอคอยการเรียกตัวเข้าทำงาน หญิงสาวจึงหารายได้พิเศษมาจุนเจือตนเองด้วยการอบคุกกี้โฮมเมดส่งขาย ซึ่งโดยปกติแล้ว วันธรรมดาของเธอจะแต่งกายเรียบง่ายและมอซอกว่านี้มาก รวมถึงต้องขลุกตัวอยู่ในห้องครัวแคบ ๆ ตั้งแต่เช้ามืดจนล่วงเลยไปถึงเวลาออกไปส่งขนมในช่วงสาย ทว่าวันนี้นับเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากจะมีแขกผู้มีเกียรติมาเยือนถึงเรือนชาน เธอจึงจำเป็นต้องอยู่รอต้อนรับแขกวีไอพีให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วค่อยกลับไปทำกิจวัตรประจำวันตามเดิม
‘เมื่อกี้ได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถ ใช่รถของคุณเวหาหรือเปล่านะ?’
ดวงหน้าหวานฉายแววครุ่นคิด พลางยื่นใบหน้าสะสวยออกไปทอดสายตามองผ่านบานหน้าต่างของห้องนั่งเล่นเพื่อตรวจดูสถานการณ์ภายนอก
"ใช่จริงๆ ด้วย!"
เมื่อเห็นยานพาหนะคุ้นตา หญิงสาวก็ไม่รอช้า รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งด้วยความกระตือรือร้นออกไปรอต้อนรับแขกผู้มาเยือนที่หน้าบ้านทันที และเมื่อเธอเดินไปถึงประตูรั้ว ก็เป็นจังหวะพอดิบพอดีกับที่สองสามีภรรยาผู้สูงศักดิ์ก้าวเท้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูบ้าน
“สวัสดีค่ะ เชิญเข้ามาข้างในได้เลยค่ะ”
บัณฑิตสาวเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนอบน้อม พลางเอื้อมมือไปเปิดประตูต้อนรับ พร้อมกับยกมือขึ้นจรดอกไหว้แสดงความเคารพต่อบุตรชายและลูกสะใภ้ของนายจ้างผู้มีพระคุณอย่างเต็มภาคภูมิ ทว่าผลตอบรับที่ได้กลับทำให้อากาศรอบตัวเย็นยะเยือกขึ้นมาทันตา นอกจากดารัณย์จะไม่คิดที่จะรับไหว้หญิงสาวตรงหน้าแล้ว หล่อนยังกระทำอาการเชิดหน้าตั้งคอตรง เดินผ่านร่างของม่านไหมเข้าไปในตัวบ้านอย่างเฉยชาโดยไม่ยอมปริปากเอ่ยคำทักทายตอบกลับเลยแม้แต่คำเดียว ในขณะที่เวหาผู้เป็นสามีก็ทำเพียงแค่หันมาพยักหน้ารับเบา ๆ ด้วยใบหน้าเรียบเฉยเท่านั้น
กิริยาท่าทางอันแสนดูแคลนของคนทั้งคู่ ส่งผลให้ม่านไหมถึงกับหน้าชาแน่วิ่งพล่านไปด้วยความอับอาย แม้ลึก ๆ เธอจะล่วงรู้ถึงอุปนิสัยใจคออันหยิ่งยโสของบุคคลทั้งสองดีอยู่แล้ว ทว่าเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับการกระทำป่าเถื่อนไร้มารยาทเช่นนี้ต่อหน้าต่อตา ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขุ่นมัวและน้อยเนื้อต่ำใจอยู่ในอก
‘ถ้าจะรังเกียจกันขนาดนี้แล้วจะมาบ้านเราทำไมก็ไม่รู้’
สำหรับ เวหา นั้น เขาคือนายจ้างหนุ่มผู้เป็นทายาทเพียงคนเดียวของมหาเศรษฐีเจ้าของคฤหาสน์หรูที่บิดาและมารดาของเธอทำงานรับใช้มาครึ่งค่อนชีวิต ม่านไหมเคยมีโอกาสพบเจอชายหนุ่มรูปงามคนนี้อยู่หลายครั้งหลายครา ทว่ากลับไม่เคยได้พูดคุยเจรจากันอย่างเป็นกิจจะลักษณะเลยสักครั้ง เนื่องจากคนในตระกูลนั้นค่อนข้างถือตัวและแบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณหญิงวรนุช ผู้เป็นมารดาของเขา ยิ่งในระยะหลังมานี้ เมื่อมี ดารัณย์ สะใภ้คนโปรดเพิ่มเข้ามาใช้ชีวิตร่วมด้วยอีกคน รายนั้นก็ยิ่งร้ายกาจ เพราะหล่อนเป็นคุณหนูที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาจากตระกูลผู้ลากมากดี และมักจะแสดงออกอย่างเปิดเผยไร้การปิดบังว่ารังเกียจเดียดฉันท์ ไม่อยากจะร่วมเสวนาหรือเสวนาพาทีกับลูกสาวของลูกจ้างต้อยต่ำในบ้านอย่างเธอ
ด้วยเหตุนี้เอง ม่านไหมจึงพยายามทำตัวลึกลับและหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับบุคคลกลุ่มนี้มาโดยตลอด โชคดีที่ท่านทั้งสองคือพ่อและแม่ของเธอทำงานในลักษณะไปเช้าเย็นกลับ ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในเขตรั้วบ้านใหญ่ ตัวเธอจึงไม่ต้องเข้าไปวุ่นวายหรือยุ่งเกี่ยวกับคนบ้านนั้นมากนัก และแม้กระทั่งในยามนี้ที่ครอบครัวของเธอกำลังประสบปัญหาวิกฤตชีวิตอย่างรุนแรง หญิงสาวก็ยังไม่เคยมีความคิดที่จะติดต่อไปขอความช่วยเหลือหรือความเมตตาจากพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
ทว่าเรื่องราวกลับตาลปัตร เมื่อกลายเป็นฝ่ายนายจ้างผู้ร่ำรวยเสียเองที่ติดต่อประสานงานมาเพื่อขอพบเธอถึงที่บ้านเช่าซอมซ่อหลังนี้
‘ไปกันแค่สองคนแล้วก็คนขับรถนะคะ’
เมื่อวันวานที่ผ่านมา เลขานุการส่วนตัวของเวหาได้โทรศัพท์มาแจ้งข้อความแก่เธอเพียงสั้น ๆ เท่านี้ ทว่ากลับไม่ได้แจ้งรายละเอียดหรือบอกกล่าวเลยว่าเจ้านายทั้งสองมีธุระปะปังสำคัญอันใด ม่านไหมจึงทำได้เพียงเฝ้าภาวนาและคาดหวังในใจลึก ๆ ว่า เรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นคงจะไม่ใช่เรื่องร้ายแรงหรือข่าวร้ายสำหรับครอบครัวของเธอ
‘หวังว่าคงไม่มาไล่พ่อแม่ออกจากงานหรอกนะ’
แม้ว่าส่วนตัวแล้วเธอจะไม่ได้มีความชื่นชอบหรือความสนิทสนมกลมเกลียวใด ๆ กับครอบครัวของนายจ้างหน้าเลือดกลุ่มนี้ แต่เธอก็จำต้องยอมรับความจริงอันแสนเจ็บปวดที่ว่า ในปัจจุบัน รายได้หลักที่ใช้เลี้ยงดูอุ้มชูครอบครัวของเธอนั้น ล้วนมาจากเงินเดือนที่หยาดเหงื่อของพ่อและแม่ทำงานแลกมาให้จากบ้านของเวหาทั้งสิ้น
ขณะที่ตัวเธอเองในเวลานี้ สามารถหาเงินรายได้พิเศษได้เพียงแค่พอหยิบฉวยใช้สอยส่วนตัวในแต่ละเดือนเท่านั้น ส่วนเงินเก็บสะสมในบัญชีก็น้อยนิดจนน่าใจหาย สิ้นหวังเกินกว่าจะมั่นใจได้ว่ามันจะเพียงพอสำหรับเยียวยาและจ่ายค่ารักษาพยาบาลก้อนโตของบิดาหรือไม่ด้วยซ้ำ
ยามนี้ สิ่งเดียวที่เธอทำได้มีเพียงการวาดหวังให้ทางนายจ้างมีความเมตตากรุณา ยอมผ่อนปรนให้บิดาและมารดาสามารถลางานระยะยาวได้จนกว่าอาการป่วยของพ่อจะทุเลาเบาบางและสามารถกลับไปปฏิบัติหน้าที่ได้ตามเดิม
ทว่าเมื่อได้เห็นสีหน้าอันเคร่งเครียดและท่าทางตึงเครียดของลูกชายรวมถึงลูกสะใภ้ของนายจ้าง ก็ทำให้หัวใจของม่านไหมห่อเหี่ยวและใจฝ่อลงไปในทันใด
‘สงสัยไม่อยากบอกพ่อแม่ตรงๆ เลยมาบอกเราแทน'
ร่างบางคิดคำนึงในใจพลางสาวเท้าเดินตามหลังแขกผู้ทรงเกียรติเข้าไปในห้องหับด้วยท่าทางซังกะตายและไร้ซึ่งชีวิตชีวา
เมื่อก้าวพ้นประตูเข้ามาสู่ห้องนั่งเล่นขนาดเล็ก ดารัณย์ก็ทิ้งกายตัวลงนั่งบนเก้าอี้รับแขกตัวเก่าด้วยท่วงท่าอันสง่างามและหยิ่งยโส ดุจดั่งนางพญาผู้สูงส่งผู้ไม่ยอมลดตัวลงมาเกลือกกลั้วกับสิ่งต่ำต้อย และหล่อนยังคงรักษาความเงียบงันไม่ยอมเอ่ยปากพูดสิ่งใดตามเคย จะมีก็เพียงแต่เวหาเท่านั้นที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงในการสื่อสารครั้งนี้
ทว่ากระแสเสียงที่เปล่งออกมากลับห้วนสั้นและไร้ซึ่งความอารีเด็ดขาด
“ไม่ต้องเสิร์ฟน้ำนะ พวกเราอยู่ไม่นานหรอก”
ด้วยความวิตกกังวลและหวาดกลัวเรื่องอนาคตของครอบครัวที่กำลังค้ำคออยู่ ส่งผลให้ม่านไหมไม่มีแก่ใจที่จะมาถือสาหาความกับถ้อยคำวาจาและกิริยาท่าทางที่แฝงไปด้วยความดูถูกดูแคลนเหล่านั้น
ยิ่งเมื่อเวหาเอ่ยปากขอเข้าสู่ประเด็นสำคัญในทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาอ้อมค้อม หญิงสาวก็ยิ่งทวีความกระวนกระวายใจหนักหน่วงยิ่งกว่าเก่า เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเตรียมเนื้อเตรียมใจรับฟังข่าวร้ายที่กำลังจะยัดเยียดเข้ามาอย่างเต็มที่
"เธอรู้ใช่ไหมว่าโรคที่พ่อเธอเป็นต้องใช้ทั้งเวลาและเงินจำนวนมากในการรักษา? "
“ทราบค่ะ” เสียงหวานเอ่ยตอบรับคำถามอย่างสุภาพ
“แต่โรคนี้ถึงหายแล้วก็ใช่ว่าจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ทันที ต้องรักษาต่อ ต้องทำกายภาพบำบัดอีกนาน บางคนอาจจะกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้อีกเลยด้วยซ้ำ”
“ค่ะ”
ม่านไหมเค้นเสียงตอบกลับไปแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปในลำคอ ก่อนจะรีบก้มหน้างุดลงมองพื้นดินเพื่อซ่อนเร้นหยาดน้ำตาและความอ่อนแอของตนเองไว้ไม่ให้อีกฝ่ายได้เห็น
