บทที่ 4 ตอนที่ 3 ทางเลือกอันมืดมน
ตอนที่ 3:
ทางเลือกอันมืดมน
“ที่ฉันกับดารัณเดินทางมาในวันนี้ ก็เพราะเรื่องนี้นี่แหละ”
กระแสเสียงทุ้มต่ำตอกย้ำความจริงอันแสนเจ็บปวด ม่านไหมยังคงก้มหน้านิ่งงัน ร่างกายผอมบางสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่แปรเปลี่ยนจากความวิตกกังวลในตอนแรก กลายมาเป็นความโศกเศร้าสะเทือนใจจนจุกอก ในเวลานี้ หญิงสาวปรารถนาในใจลึก ๆ อยากจะอ้อนวอนขอร้องให้เวหารีบพ่นคำพูดตัดรอนออกมาเสียที ว่าจะขับไล่ไสส่งบิดามารดาของเธอออกจากงานวันไหน หรือจะรับพวกท่านกลับเข้าทำงานเมื่อใด มันยังดีเสียกว่าการที่เขาต้องมานั่งพูดจาจี้จุดตอกย้ำซ้ำเติมความโชคร้ายและมรสุมชีวิตของครอบครัวเธออยู่เช่นนี้
ทว่าประโยคถัดมาที่หลุดออกจากปากชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ กลับเหนือความคาดหมายไปไกลลิบ
“ฉันกับดารัณอยากให้เธออุ้มท้องลูกของฉัน!”
สิ้นกระแสเสียงเฉียบขาดที่ดังก้องขึ้นในห้องนั่งเล่นแคบ ๆ ร่างของม่านไหมพลันสะดุ้งสุดตัว ดวงหน้าหวานรีบเงยขึ้นสบสายตากับนายจ้างหนุ่มทันที นัยน์ตาคู่สวยสั่นระริกเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย สับสน และตื่นตระหนกจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
“เธอได้ยินถูกแล้ว ไม่ได้หูฝาดหรอก”
เวหาเอ่ยย้ำขยายความต่อด้วยท่าทางและน้ำเสียงเฉยเมยราวกับเรื่องที่กำลังพูดเป็นเพียงการเจรจาธุรกิจทั่วไป ในขณะที่ดารัณย์ผู้เป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมายกลับเบือนหน้าหนีไปทางอื่นในทันที ท่าทางของหล่อนดูเรียบเฉยและเย็นชาคล้ายกับไม่อยากจะเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือรับรู้กับข้อตกลงอันน่าอัปยศนี้
ชายหนุ่มผู้กุมชะตาชีวิตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สั่นระริกของบัณฑิตสาวก่อนจะยื่นคำขาดคำโต
"ฉันรู้ว่าตอนนี้เธอต้องการเงิน และฉันช่วยเธอได้ แต่มีข้อแม้ว่าเธอต้องยอมรับข้อเสนอของฉัน! "
ตัดกลับมาสู่เหตุการณ์ในปัจจุบัน ร่างอรชรของม่านไหมก้าวลงจากรถโดยสารประจำทางด้วยท่าทางเลื่อนลอย ไร้จุดหมาย แววตาว่างเปล่าเหม่อลอยคล้ายคนไร้สติ ซ้ำร้ายเธอยังเดินโซเซจนผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาในบริเวณนั้นพากันเข้าใจผิด คิดว่าหญิงสาวกำลังเจ็บไข้ได้ป่วยรุนแรงและต้องเดินทางมาโรงพยาบาลเพียงลำพัง จนมีพลเมืองดีหลายคนทนดูไม่ได้ เดินเข้ามาอาสาจะช่วยพยุงและเดินไปเป็นเพื่อน ส่งผลให้เจ้าตัวต้องรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธและอธิบายแก้ไขความเข้าใจผิดของพลเมืองดีเหล่านั้นอยู่นานสองนาน หลังจากเสลือกสลนเอาตัวรอดมาได้ หญิงสาวก็ฝืนพาร่างอันอ่อนล้าเดินไปหาที่นั่งในมุมที่เหมาะสมสักแห่ง เพื่อนั่งพักผ่อนและสงบสติอารมณ์อันฟุ้งซ่านให้กลับคืนมา
เหตุที่เธอมีสภาพย่ำแย่ถึงเพียงนี้ เป็นเพราะหลังจากที่แขกผู้ทรงอิทธิพลทั้งสองคนกลับไปเมื่อเช้า ม่านไหมก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะนั่งพักหายใจ เธอต้องรีบวิ่งวุ่นกลับเข้าห้องครัวเพื่อลงมือทำขนมคุกกี้ต่อด้วยความเร่งรีบอย่างสุดกำลัง เพื่อให้ทันกำหนดเวลานัดหมายส่งมอบให้แก่ลูกค้า ซ้ำร้ายพอส่งขนมเสร็จเรียบร้อย แทนที่จะได้พักผ่อน เธอกลับต้องมานั่งรถเมล์ร้อนที่แสนแออัดและอบอ้าวเพื่อเดินทางมาเยี่ยมอาการป่วยของผู้เป็นบิดา ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทั้งทางกายและทางใจที่สะสมมาตลอดทั้งวัน จึงหล่อหลอมให้หญิงสาวหมดเรี่ยวแรงและเดินโซเซจนคนอื่นคิดว่าไม่สบายอย่างที่เห็น
ม่านไหมยกข้อมือขึ้นเหลือบดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาเรือนเก่า พบว่ายังเหลือเวลาอีกครู่ใหญ่ ๆ กว่าจะถึงกำหนดเวลาเปิดให้เข้าเยี่ยมผู้ป่วย หญิงสาวจบใหม่ผู้มีเงินเก็บน้อยนิดไม่มีทุนทรัพย์มากพอที่จะไปนั่งตากแอร์รอตามร้านอาหารหรูหรือคาเฟ่เก๋ ๆ เหมือนคนอื่นเขา ท้ายที่สุดจึงทำได้เพียงพาตัวเองมานั่งหลบมุม ปะปนอยู่กับกลุ่มคนไข้และญาติ ๆ ที่มารอรับการตรวจรักษาที่ตึกผู้ป่วยนอก
เสียงประกาศเรียกชื่อจากเจ้าหน้าที่พยาบาลที่ดังก้องผ่านลำโพงสลับไปมา เสียงร้องครางโอดโอยด้วยความเจ็บปวดทรมานของคนไข้รอบกาย และเสียงพูดจาจ้อกแจ้กจอแจระงมของบรรดาญาติมิตรที่มาคอยเฝ้าไข้ บีบคั้นให้บรรยากาศโดยรอบดูวุ่นวาย สับสน และหดหู่ใจอย่างถึงที่สุด จนม่านไหมรู้สึกหน่วงในอกอย่างบอกไม่ถูก
‘ถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ มันจะวุ่นวายและน่าหดหู่แบบนี้ไหมนะ?’
หญิงสาวเอ่ยถามคำถามนี้กับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะลอบถอนหายใจและเค้นคำตอบกลับไปในใจว่า ต่อให้รู้คำตอบไปมันก็ไม่มีประโยชน์อันใดขึ้นมา เพราะอย่างไรเสีย คนจน ๆ อย่างเธอและครอบครัวก็คงไม่มีวาสนาหรือโอกาสได้ก้าวเท้าเข้าไปรักษาตัวในสถานพยาบาลเอกชนหรูหราแบบนั้นอยู่แล้ว
‘ลำพังแค่ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลรัฐในตอนนี้ ยังไม่มีปัญญาจะหามาจ่ายเลย’
ทันทีที่ปลงตกและนึกถึงภาระหนี้สินรวมถึงค่ารักษาพยาบาลก้อนโตที่ต้องแบกรับไว้บนบ่า ความเครียดระลอกใหม่ก็ถาโถมเข้าใส่จนม่านไหมรู้สึกปวดขมับตึบ และเมื่อจิตใจเริ่มอ่อนแอลง เหตุการณ์อันน่าตื่นตระหนกและถ้อยคำวาจาใจร้ายที่กระทบกระเทือนจิตใจจากเมื่อเช้าก็นึกย้อนผุดขึ้นมาในห้วงความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่อาจสลัดหลุด
เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันนี้ ทันทีที่เวหาเอ่ยแสดงความต้องการและยื่นข้อเสนออันพิลึกพิลั่นจบลง สิ่งแรกที่ม่านไหมกระทำด้วยสัญชาตญาณคือการหันขวับไปมองสบตากับดารัณย์ ดำริสายตาที่ทอดมองไปนั้นเต็มไปด้วยคำถามและข้อกังขามากมาย
เพราะเรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ผู้หญิงคนไหนจะยอมรับหรือปล่อยผ่านกันได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ภรรยาแต่งยังคงเป็นสาวสะพรั่ง และมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์พร้อมทุกประการอย่างดารัณย์
ทว่าผลลัพธ์กลับผิดคาดไปไกล สตรีไฮโซผู้เย่อหยิ่งและถือดีในศักดิ์ศรีกลับยอมรับเรื่องราวชวนสะอิดสะเอียนนี้ได้อย่างง่ายดายราวกับเป็นเรื่องลมฟ้าอากาศ
‘ก็อย่างที่คุณเวหาบอกนั่นแหละ พวกเราคุยและตกลงกันเรียบร้อยแล้ว’ น้ำเสียงเรียบเรื่อยไร้ความอาทรของหล่อนยังคงหลอกหลอน
‘แต่ว่า...’
ม่านไหมอ้าปากค้างอึกอักลนลาน ในใจอยากจะทัดทานและบอกออกไปเหลือเกินว่า ทั้งสองคนยังหนุ่มยังแน่นและเยาว์วัยเกินกว่าที่จะถอดจิตถอดใจยอมแพ้เรื่องการมีทายาทด้วยตนเองเช่นนี้
เท่าที่เธอจำความได้และล่วงรู้มา ทั้งคู่มีอายุอยู่ในช่วงยี่สิบปีตอนปลาย หรืออย่างมากที่สุดก็เพียงแค่สามสิบปีต้น ๆ เท่านั้น ซึ่งประชากรในวัยขนาดนี้ยังคงสามารถมีลูกด้วยวิธีธรรมชาติได้อย่างสบาย ๆ หรือหากประสบปัญหาและต้องการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยขับเคลื่อน มันก็ยังมีอีกหลากหลายวิธีให้เลือกสรร ยิ่งในยุคสมัยนี้ที่วิทยาการก้าวล้ำไปไกล ขอเพียงแค่มีเงินทองมากพอ เหล่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็แทบจะเสกสรรปั้นแต่งทายาทให้ได้ทุกสิ่งตามปรารถนาอยู่แล้ว
‘พวกฉันสองคนไม่อยากจะมีลูกหรอก’
ทว่าดูเหมือนเวหาจะมีความสามารถในการอ่านใจ ชายหนุ่มอ่านความสับสนและคำถามมากมายผ่านแววตาของเธอออกอย่างทะลุปรุโปร่ง นายจ้างหนุ่มจึงรีบเอ่ยปากอธิบายขยายความเพื่อตัดรำคาญในทันที
‘แต่แม่ของฉันนี่สิ อยากอุ้มหลานจนใจจะขาด’
เพียงแค่ชายหนุ่มเกริ่นนำมาสั้น ๆ แค่นี้ ม่านไหมก็เข้าใจแจ่มแจ้งลึกซึ้งถึงตื้นลึกหนาบางในทันที
เป็นที่ทราบกันดีในหมู่บริวารว่า คุณหญิงวรนุช เป็นสตรีที่รักความสมบูรณ์แบบ เอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่ และปรารถนาสิ่งใดก็ต้องได้สิ่งนั้นมาครอบครอง ซ้ำร้ายยังชอบใช้วาจาประชดประชันเชือดเฉือนทำร้ายจิตใจผู้อื่นอยู่เป็นนิจ
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใดที่หล่อนจะเผลอสร้างความกดดัน มอบความเครียด และบีบคั้นลูกชายรวมถึงลูกสะใภ้จนทำให้ทั้งคู่ต้องหันมาคิดหาทางออกที่พิสดารและผิดมนุษย์มนาเช่นนี้
นี่ยังไม่นับรวมถึงกระแสข่าวลือหนาหูในอดีต เกี่ยวกับเรื่องที่ผู้ใหญ่ฝั่งบ้านใหญ่บังคับขู่เข็ญให้พวกเขาทั้งสองคนต้องเข้าพิธีวิวาห์ร่วมหอลงโรงกัน โดยที่ทั้งคู่ไม่ได้มีความรักใคร่หรือเต็มเนื้อเต็มใจเลยแม้แต่น้อยนั่นอีก
‘ฉันไม่อยากฝืนใจภรรยาของฉัน’
แม้ลึก ๆ ม่านไหมจะเริ่มปะติดปะต่อและเข้าใจเรื่องราวความสัมพันธ์อันซับซ้อนของสามีภรรยาคู่นี้ได้บ้างแล้ว ทว่าข้อเสนอวิปริตของเวหาที่ต้องการให้เธอไปอุ้มท้องเป็นแม่อุ้มบุญลับ ๆ นั้น มันก็ยังเป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าจะทำใจยอมรับได้อยู่ดี
บัณฑิตสาวจึงตั้งจิตมั่นและเตรียมที่จะเอ่ยปากปฏิเสธข้อตกลงนี้ให้มันจบสิ้นไป ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้เปล่งเสียงรอดพ้นจากริมฝีปาก เวหาก็ตวัดสายตาคมกริบและเอ่ยคำพูดตัดบทขึ้นมาเสียก่อนอย่างรู้ทัน
‘ฉันจะให้เวลาเธอกลับไปทบทวนและคิดดูให้ดีหนึ่งคืน เดี๋ยววันพรุ่งนี้เลขานุการส่วนตัวของฉันจะโทรศัพท์มาหาเธอเพื่อฟังคำตอบ ถ้าเธอตกลงยอมรับเงื่อนไข หลังจากนั้นเขาจะเป็นคนจัดการเรื่องราวที่เหลือต่อเองทั้งหมด’
ม่านไหมไม่อยากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปและสร้างความอึดอัดใจให้ยืดเยื้อ เธอจึงตั้งท่าจะเอ่ยปฏิเสธปฏิเสธความต้องการของเขาให้จบ ๆ ไปในตอนนั้นเลย ทว่าเวหากลับไม่ยอมเปิดโอกาส หรือยอมมอบช่องว่างใด ๆ ให้หญิงสาวต้อยต่ำเช่นเธอได้มีสิทธิ์พูดเสนอความคิดเห็นเลยแม้แต่คำเดียว
