บทที่ 5 ตอนที่ 4 ทางเลือกอันมืดมน (2)

ตอนที่ 4:

ทางเลือกอันมืดมน (2)

‘อ้อ… แล้วก็เรื่องเกี่ยวกับอนาคตการทำงานของพ่อและแม่ของเธอน่ะ ไม่ใช่ว่าตัวฉันจะเป็นคนใจร้ายไส้ระกําไม่มีมนุษยธรรมหรอกนะ เอาเป็นว่าหากวันใดวันหนึ่งข้างหน้า พ่อของเธอหายดีจนสามารถประคองร่างกลับมาทำงานสวนได้ตามปกติ บ้านของฉันก็ยังคงยินดีต้อนรับเสมอ แต่ถ้าหากสุดท้ายแล้วแกไม่สามารถกลับมาทำได้ ฉันเองก็คงไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกเสียจากต้องประกาศรับสมัครคนงานใหม่เข้ามาแทนที่ ส่วนในรายของแม่เธอ… หากปรารถนาจะกลับไปทำหน้าที่แม่บ้านเหมือนเดิมก็ย่อมได้นะ แต่ในมุมมองของฉัน คิดว่าถ้าหากอาการของพ่อเธอไม่ทุเลาลง แม่ของเธอก็คงต้องเลือกที่จะอยู่คอยดูแลปรนนิบัติผัวป้อนข้าวป้อนน้ำนั่นแหละ คงจะไม่ยอมปลีกตัวกลับไปทำงานหรอก’

ถ้อยคำวาจาที่คล้ายจะเห็นอกเห็นใจทว่าแฝงไปด้วยการกดดันอย่างเลือดเย็นหลุดออกมาจากปากนายจ้างหนุ่ม และทันทีที่พ่นคำพูดเยียบเย็นเหล่านั้นจบลง สองสามีภรรยาผู้สูงศักดิ์ก็พากันหมุนตัวก้าวเดินจากไปในทันที ทิ้งให้ม่านไหมจมปลักอยู่กับความอึดอัด นั่งอึ้งตะลึงงันกับเหตุการณ์พลิกผันที่เกิดขึ้นเพียงลำพัง และในวินาทีนี้ เมื่อต้องกลับมานั่งนิ่ง ๆ อยู่บนม้านั่งของโรงพยาบาล ความกังวลใจอันมหาศาลก็เริ่มตบเท้าเข้ามากัดกินจิตใจของเธออีกระลอก

เงิน…

มันคือปัญหาโลกแตกขนาดใหญ่ยักษ์ที่เธอพยายามจะหลีกเลี่ยงและไม่คิดถึงมันมาโดยตลอด ทว่าพอมีใครบางคนก้าวเข้ามาสะกิดแผลใจและตอกย้ำให้เห็นเด่นชัด หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะคิดทบทวนด้วยความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นในชะตากรรม

แม้ว่าในเวลานี้ เธอจะยังไม่รับรู้ถึงจำนวนตัวเลขสุทธิที่แน่นอนของค่ารักษาพยาบาล ทว่าบัณฑิตตกงานผู้ไร้ซึ่งรายรับที่มั่นคงอย่างเธอ จะมีปัญญาไปเสาะแสวงหาเงินทองมากมายจากที่ใดมาจ่ายชำระ?

ในขณะที่ก้อนความคิดกำลังดิ่งลึกสู่อนาคตอันมืดมิด เสียงสัญญาณเตือนจากระบบประกาศของโรงพยาบาลที่บ่งบอกว่าบัดนี้ได้เวลาเปิดให้เข้าเยี่ยมเยียนผู้ป่วยแล้วก็ดังขึ้นฉุดกระชากสติ ดวงหน้าหวานสะบัดเบา ๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ และพยายามสลัดเอาความทุกข์โศกทิ้งไปจากความทรงจำชั่วคราว

‘เอาน่า… มูลค่ามันคงไม่ได้แพงระยับอย่างที่คิดหรอก อย่างไรเสียสถานที่แห่งนี้ก็คือโรงพยาบาลของรัฐบาลนะ ไม่ใช่สถานพยาบาลของพวกเอกชนหน้าเลือดสักหน่อย’

ระหวางที่ก้าวเท้าเข้าไปยืนอยู่ในตู้ลิฟต์แคบ ๆ ที่กำลังเคลื่อนตัวขึ้นสู่ชั้นบน หญิงสาวก็เฝ้าเอ่ยปลอบประโลมและให้กำลังใจตนเองไปตลอดจวบจนกระทั่งย่างกรายมาถึงหน้าหอพักผู้ป่วยรวม

"หา! ทำไมมันถึงได้แพงมหาศาลอย่างงี้ล่ะแม่! "

ม่านไหมเผลอปล่อยเสียงอุทานหลุดจากปากด้วยความตระหนกตกใจอย่างรุนแรง ทันทีที่ผู้เป็นมารดาเอ่ยบอกเล่าถึงจำนวนตัวเลขค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ ในการรักษาพยาบาลครั้งนี้

"ชู่ว! เบาเสียงลงหน่อยยายไหม อย่าเสียงดังไปสิ เดี๋ยวพ่อเขาก็ได้ยินเข้าหรอก"

นางแพรเอ่ยเตือนเสียงละล่ำละลัก พลางรีบยกฝ่ามืออันหยาบกร้านและเหี่ยวย่นตามวัยของตนเองขึ้นมาปิดริมฝีปากของบุตรสาวเอาไว้แน่น สายตาฝ้าฟางทอดมองตรงไปยังคู่ทุกข์คู่ยากที่เวลานี้นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงคนไข้ด้วยความเวทนา

เป็นเพราะในปัจจุบัน ชายสูงวัยผู้เป็นเสาหลักของบ้านมีอาการอัมพฤกษ์ชาไปครึ่งซีกตัว มิหนำซ้ำยังมีสภาวะปากเบี้ยวจนทำให้การพูดจาสื่อสารเป็นไปได้อย่างยากลำบากและติดขัด ส่งผลให้เจ้าตัวเกิดความท้อแท้ เสียขวัญกำลังใจอย่างรุนแรงจนไม่อยากจะเปิดปากพูดคุยหรือเสวนาพาทีกับผู้ใด จนในบางครั้งครา สตรีผู้คอยเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงก็ไม่อาจแยกแยะได้ออกเลยว่า ในยามนี้สามีของตนกำลังนอนหลับใหลเข้าสู่ห้วงนิทราจริง ๆ หรือเพียงแค่แสร้งนอนนิ่ง ๆ แต่ทว่าหูทั้งสองข้างยังคงรับรู้และได้ยินทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวกันแน่

"ไหนตอนแรกบอกว่ามีโครงการรักษาฟรีของทางภาครัฐไม่ใช่หรือจ๊ะแม่?" ม่านไหมปรับระดับเสียงให้อยู่ในเกณฑ์กระซิบกระซาบ ทว่ากิริยาท่าทางยังคงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกไม่หาย

“ก็นี่แหละลูกเอ๋ย โครงการที่ว่าน่ะมันฟรีค่ารักษาหลัก ๆ ไปแล้ว แต่มันก็ยังคงมีส่วนต่างและค่าใช้จ่ายบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ในเงื่อนไขของโครงการ ซึ่งพวกเราจำเป็นต้องเป็นฝ่ายควักเนื้อออกเงินจ่ายกันเอง”

บัณฑิตสาวพยักหน้ารับคำช้า ๆ แสร้งทำท่าทางเหมือนจะเข้าใจสถานการณ์ดี ทว่าภายในส่วนลึกของหัวใจกลับแสนจะหนักอึ้งดุจมีก้อนหินขนาดใหญ่มาทับไว้

หากจะวิเคราะห์และพูดกันตามเนื้อผ้าอย่างตรงไปตรงมา ค่าหยูกยาและค่าการรักษาพยาบาลในครั้งนี้ก็ไม่ได้มีราคาค่างวดที่แพงเกินจริงเลยแม้แต่น้อย ทว่าอุปสรรคอันยิ่งใหญ่และเป็นปัญหาหลักในยามนี้ก็คือ ครอบครัวของเธอไม่มีเงินสดติดตัวกันเลยสักบาทเดียว

เนื่องจากช่วงเวลาที่ผู้เป็นบิดามาล้มป่วยกะทันหันนั้น มันช่างประจวบเหมาะกับช่วงเทศกาลสิ้นเดือนพอดี เงินเดือนก้อนล่าสุดที่พ่อและแม่ได้รับมา จึงถูกจัดสรรนำไปจ่ายชำระค่าเช่าบ้านและซื้อหาข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีพจนหมดสิ้นไปแล้ว

มิหนำซ้ำ หลังจากที่ได้รับอนุญาตให้เพิกถอนตัวออกจากโรงพยาบาล บิดาก็ยังคงมีตารางที่จะต้องเข้ารับการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องไปอีกเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้มารดาของเธอจำต้องลางานยาวและยังไม่สามารถกลับไปปฏิบัติหน้าที่แม่บ้านได้ เมื่อไม่มีการทำงาน... ก็ย่อมไม่มีเงินรายได้จุนเจือ

ในส่วนของตัวเธอเอง แม้จะพอพอมองเห็นลู่ทางในการเพิ่มพูนรายรับ ด้วยการเปิดระบบรับยอดคำสั่งซื้อขนมผ่านทางแอปพลิเคชันเดลิเวอรี หรือการพาตัวเองไปติดต่อตามร้านค้าต่าง ๆ เพื่อฝากวางขายขนมคุกกี้ให้มากขึ้น ทว่ามันก็ยังคงติดขัดปัญหาร้ายแรงตรงที่เธอไม่มีเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อวัตถุดิบก้อนใหญ่ ประกอบกับการที่เธอต้องลงมือลงแรงทำคนเดียว ขนส่งคนเดียวด้วยสองมือเปล่า ต่อให้พยายามแทบตายอย่างไร ก็คงไม่สามารถขยายกำลังการผลิตให้มากมายมหาศาลได้อยู่ดี

“แล้วหลังจากนี้ เรื่องการทำกายภาพบำบัดของพ่อ… พวกเราจะเอายังไงกันดีล่ะลูก?”

กระแสเสียงที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังและความวิตกกังวลของผู้เป็นแม่ ดึงรั้งก้อนความทรงจำและสติสัมปชัญญะของม่านไหมให้กลับคืนสู่โลกความเป็นจริงอีกครั้ง

“ทางคุณหมอเขาให้พวกเราเลือกว่า จะพากลับมาทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลตามนัด หรือจะสะดวกไปเลือกใช้บริการศูนย์ฟื้นฟูข้างนอก”

ท่าทีกระอักกระอ่วน เกรงอกเกรงใจ และแววตาที่อมทุกข์อย่างแสนสาหัสของมารดา ส่งผลให้ม่านไหมรู้สึกโศกเศร้าเสียใจและตื้นตันในอกจนอยากจะปล่อยโฮร่ำไห้ออกมาดัง ๆ

อันที่จริง โรคภัยไข้เจ็บที่บิดากำลังเผชิญอยู่นี้ยังคงมีหนทางเยียวยาให้กลับมาเป็นปกติได้ เพียงแต่เงื่อนไขสำคัญคือต้องใช้เวลาในการดูแลอย่างใกล้ชิด และต้องใช้เงินตราจำนวนมากในการขับเคลื่อน

เงิน… สิ่งมีค่าที่พวกเธอไม่มีวันได้ครอบครองในยามนี้

“ถ้าหากพวกเราไม่มีปัญญาจะหาเงินมาจ่าย… ก็พาพ่อกลับไปอยู่บ้านเถอะนะลูก”

นางแพรเอ่ยคำพูดนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าคล้ายคนที่ไม่เหลือสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยวและปลงตกต่อโชคชะตา ทว่าทันทีที่สิ้นกระแสเสียง หยาดน้ำตามากมายที่หล่อนพยายามสะกดกลั้นเอาไว้ก็ล้นทะลักไหลอาบสองแก้มตอบอย่างไม่อาจควบคุมได้ แต่เพราะความหวาดกลัวว่าสามีที่กำลังป่วยหนักจะเกิดความเครียดจนทำให้อาการทรุดหนักลงไปอีก สตรีวัยดึกจึงรีบหมุนกายเดินหนีเลี่ยงออกไปภายนอกห้องผู้ป่วยทันที ซึ่งม่านไหมก็ไม่รอช้า รีบสาวเท้าก้าวตามหลังมารดาออกไปติด ๆ เมื่อตามไปถึง เธอก็ทำได้เพียงหย่อนกายลงนั่งเคียงข้าง แขนเรียบโอบกอดร่างของแม่เอาไว้โดยไม่ได้ปริปากเอ่ยคำปลอบประโลมใด ๆ ออกมา เพราะเธอรู้ซึ้งดีว่าในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ คำพูดสวยหรูหรือคำปลอบโยนใด ๆ ก็ไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมได้เลย

สิ่งเดียวในโลกหล้าที่จะสามารถยื้อชีวิตและคลี่คลายวิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้ มีเพียงแค่เงินเท่านั้น!

ม่านไหมนิ่งมองภาพผู้เป็นมารดานั่งสะอึกสะอื้นไห้ตัวโยนอยู่ครู่หนึ่ง… ก่อนที่แววตาของเด็กสาวจบใหม่จะแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว หญิงสาวหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วเดินเลี่ยงออกจากบริเวณนั้นมุ่งหน้าไปยังมุมสงบที่ไร้ผู้คน

มือเรียวบางสั่นเทาเล็กน้อยยามที่ล้วงหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมา นิ้วเล็กรีบกดเปิดหน้าจอเพื่อเลื่อนดูรายชื่อประวัติการรับสายล่าสุด

นับตั้งแต่ช่วงวันวานที่ผ่านมา จนถึงวินาทีนี้ ไม่มีประวัติบุคคลใดโทรศัพท์ติดต่อเข้ามาหาเธอเลย นอกเสียจากเบอร์โทรศัพท์ของเลขานุการส่วนตัวของเวหา

นิ้วเรียวเล็กตัดสินใจแตะลงบนหน้าจอเพื่อกดโทรออกไปยังหมายเลขปลายทางนั้นทันที รอคอยเพียงไม่กี่วินาที สัญญาณการเชื่อมต่อก็ถูกกดรับจากคนฝั่งโน้น ม่านไหมสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ปอดลึก ๆ เพื่อเรียกความกล้าครั้งสุดท้าย ก่อนจะกรอกน้ำเสียงราบเรียบทว่าหนักแน่นลงไปในสาย

“ฉันตกลงยอมรับข้อเสนอของคุณเวหาค่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป