บทที่ 6 ตอนที่ 5 สัญญาจ้างซาตาน
ตอนที่ 5:
สัญญาจ้างซาตาน
ม่านไหมก้าวเรียวขาอันสั่นเทาลงจากรถแท็กซี่คันเก่า ก่อนจะมายืนชะงักงันด้วยความลังเลอยู่บริเวณเบื้องหน้าบานประตูรั้วอัลลอยด์ขนาดยักษ์ของคฤหาสน์หรู แม้ว่าในอดีตที่ผ่านมา หญิงสาวจะเคยเดินทางมาเยือนบ้านหลังใหญ่โตมโหฬารหลังนี้อยู่บ่อยครั้ง ทว่ากระแสความรู้สึกในใจของเธอ ณ วันนี้ กลับแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ในยามปกติที่ผ่านมา เธอทำเพียงแค่ติดสอยห้อยตามหลังผู้เป็นบิดามารดาเข้ามาช่วยหยิบจับงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ทว่าคราวนี้โชคชะตากลับบีบคั้นให้เธอต้องตบเท้าก้าวเข้ามาเพื่อลงมือทำงานด้วยตนเอง ซึ่งอันที่จริงนั่นก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใดเลย หากทว่าตำแหน่งหน้าที่การงานของเธอในหนนี้... ไม่ใช่การรับจ้างตั้งครรภ์
ใช่แล้ว... แม่อุ้มบุญในความหมายที่แท้จริง มันก็คือการเอาเนื้อตัวและชีวิตเข้ารับจ้างตั้งท้องลูกให้แก่บุคคลอื่นนั่นเอง
กระแสความรู้สึกมวนท้องลึกลับเริ่มก่อตัวลุกลามขึ้นมาจนอึดอัด ม่านไหมยอมรับกับตัวเองอย่างหมดเปลือกเลยว่า ในเวลานี้ภายในจิตใจของเธอเต็มไปด้วยความประหม่า ลนลาน และหวาดกลัวต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นเบื้องหน้าอย่างถึงที่สุด
ก็ในเมื่อตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาดูโลกจนกระทั่งอายุล่วงเลยมาถึงยี่สิบสามปีเต็ม หญิงสาวผู้อ่อนต่อโลกคนนี้ยังไม่เคยมีประสบการณ์ความรัก หรือเคยมีแฟนหนุ่มเคียงข้างเลยสักคนเดียว ขนาดชั่วโมงบินหรือประสบการณ์ในเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศยังคงมีค่าเท่ากับศูนย์ แล้วเรื่องคอขาดบาดตายอย่างการอุ้มท้องและการเจ็บท้องคลอดบุตรยิ่งไม่ต้องพูดถึง เธอไม่เคยล่วงรู้และไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องพวกนี้เลยสักอย่าง ทว่าจากนี้ต่อไปอีกไม่กี่นาที หลังจากที่เธอตัดสินใจก้าวเท้าผ่านพ้นประตูบานใหญ่หลังนั้นเข้าไป เธอจำต้องทอดกายกระทำทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด ซ้ำร้ายยังต้องกระทำเรื่องราวเหล่านั้นร่วมกับผู้ชายแปลกหน้าที่เธอไม่ได้มีความรักใคร่ชอบพอเลยแม้แต่น้อย และเขากับเธอก็เป็นเพียงเส้นขนานที่ไร้ซึ่งความผูกพันต่อกัน
ครืด... ครืด...
กระแสเสียงทุ้มต่ำของกลไกประตูรั้วอัตโนมัติค่อย ๆ เคลื่อนตัวเปิดแยกออกจากกันอย่างเชื่องช้า คาดเดาได้ว่าบุคคลที่อยู่ด้านในคฤหาสน์หลังงามคงจะทัศนาเห็นร่างของเธอผ่านกล้องวงจรปิดเรียบร้อยแล้ว หรือไม่เช่นนั้น... เขาก็อาจจะกำลังนั่งเฝ้ารอคอยเวลาการมาถึงของเธออยู่ก่อนแล้ว พอเห็นว่าเหยื่อก้าวมาถึงจุดนัดพบ จึงได้ทำการกดปุ่มสั่งการเปิดประตูต้อนรับ
ทว่ากลับไร้ซึ่งเงาร่างของบริวารหรือผู้ใดเดินออกมารอรับเลยแม้แต่คนเดียว หญิงสาวไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะพวกเขารู้ดีอยู่แล้วว่าเธอคุ้นเคยกับเส้นทางในบ้านหลังนี้ หรือเป็นเพราะในสายตาของคนพวกนั้น... ตัวเธอไม่ได้มีความสลักสำคัญมากพอให้ต้องออกมายกป้ายต้อนรับกันแน่ แต่ทว่าไม่ว่าเหตุผลกลใด ม่านไหมก็ไม่ได้นำเอามาใส่ใจให้รกสมองอีกต่อไปแล้ว เพราะในยามนี้ มีเรื่องราวใหญ่โตและเดิมพันชีวิตที่สำคัญยิ่งกว่านั้นกำลังนอนนิ่งรอคอยเธออยู่เบื้องหน้า ร่างบางสูดลมหายใจเข้าสู่ปอดลึก ๆ เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจครั้งสุดท้าย ก่อนจะสาวเท้าก้าวเดินมุ่งหน้าเข้าไปในตัวบ้านอย่างเด็ดเดี่ยว
ณ บริเวณห้องรับแขกที่ถูกตกแต่งไว้อย่างหรูหราอลังการ ปรากฏร่างสูงสง่าของเวหานั่งไขว่ห้างรอคอยอยู่เพียงลำพัง ไร้ซึ้งเงาร่างของสตรีผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยา แม้ว่าในความเป็นจริง ดารัณย์จะแสดงเจตจํานงเห็นพ้องต้องกันกับแผนการวิปริตในครั้งนี้ ทว่าการที่จะต้องมานั่งทนดูทนรับรู้เหตุการณ์ที่สามีตีตราทำสัญญากามาเพื่อมีสายเลือดร่วมกับหญิงอื่นต่อหน้าต่อตา มันก็เป็นเรื่องที่น่ากระอักกระอ่วนใจและสร้างความอับอายอยู่ไม่น้อย ชายหนุ่มผู้เป็นสามีไม่อยากให้คู่ชีวิตต้องรู้สึกอึดอัดระคายเคืองใจ ท้ายที่สุดจึงเลือกที่จะเป็นฝ่ายก้าวออกมาร่วมเจรจาพาทีกับม่านไหมเพียงผู้เดียว
กระแสเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่างลงบนพื้นหินอ่อนอย่างแผ่วเบาดังกังวานใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ และเพียงไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น ร่างอรชรของหญิงสาวที่เขากำลังเฝ้ารอคอยก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า
“นั่งลงสิ”
เวหาเปล่งกระแสเสียงเฉียบขาดและห้วนสั้นออกคำสั่ง แม้ล่วงรู้ดีว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เขากับเธอจำต้องมีปฏิสัมพันธ์ลึกซึ้งทางร่างกายต่อกัน ทว่าอย่างไรเสีย ในสายตาอันหยิ่งยโสของนักธุรกิจหนุ่ม สตรีต้อยต่ำตรงหน้าก็เป็นเพียงแค่ลูกสาวของคนงานระดับล่างในบ้านเท่านั้น ชายหนุ่มไม่เคยมีความคิดที่จะหยิบยื่นความสนิทสนมชิดเชื้อให้เกินขอบเขต เพราะในห้องหัวใจของเขานั้น... ไม่เคยคิดจะแยแยหรือเหลือบแลผู้หญิงหน้าไหนอยู่แล้ว
“นี่เอกสารสัญญา เซ็นซะ”
ทันทีที่ร่างบางหย่อนกายลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้าม เวหาก็ตวัดมือยื่นแฟ้มเอกสารสัญญาว่าจ้างไปตรงหน้าเธอทันที เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา
ม่านไหมก้มใบหน้าลงกวาดสายตาอ่านเนื้อความและข้อบังคับในกระดาษอย่างละเอียดถี่ถ้วน กิริยาท่าทางที่เชื่องช้าส่งผลให้เวหาเริ่มแสดงอาการหงุดหงิดขัดใจออกมาอย่างปิดไม่มิด เพราะใจจริงเขาต้องการให้หล่อนรีบตวัดปลายปากกาเซ็นชื่อให้เรื่องราวทุกอย่างมันจบ ๆ สิ้น ๆ ไปเสียที
“ก็ตามเนื้อหาที่พวกเราได้พูดคุยตกลงกันไว้ก่อนหน้านั่นแหละ หน้าที่ของเธอคือจะต้องมีลูกให้ฉัน เข้าใจความหมายใช่ไหม? มีลูกให้ฉัน... ไม่ใช่มีลูกกับฉัน”
ม่านไหมพยักหน้ารับคำช้า ๆ พลางเค้นกระแสเสียงตอบกลับแผ่วเบาจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบกระซาบในลำคอ
“ค่ะ”
“หลังจากที่เธอเซ็นชื่อลงในสัญญาฉบับนี้เรียบร้อยแล้ว เธอมีหน้าที่ต้องมานอนร่วมเตียงกับฉัน ตั้งท้องสายเลือดของฉัน และหลังจากที่คลอดทารกออกมาลืมตาดูโลกเสร็จสิ้น เธิต้องไสหัวออกไปจากชีวิตของพวกเราในทันที และห้ามกลับมาขุดคุ้ยหรืออ้างสิทธิ์ความเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดอย่างเด็ดขาด!”
ช่างเป็นเงื่อนไขและพันธสัญญาที่บีบคั้นหัวใจให้เจ็บปวดรวดร้าวอะไรอย่างนี้หนอ... ม่านไหมได้แต่ร่ำร้องตัดพ้อต่อโชคชะตาอยู่ภายในใจ
แม้ว่าชีวิตที่ผ่านมาจะยังไม่เคยผ่านการมีคนรักมาก่อน ทว่าลึก ๆ ในใจของเด็กสาว เธอก็มักจะวาดฝันและปรารถนาอยู่เสมอว่า สักวันหนึ่งในอนาคตข้างหน้า เธอจะมีโอกาสได้เข้าพิธีแต่งงานอย่างมีเกียรติ และร่วมสร้างครอบครัวมีบุตรธิดากับชายที่รัก เธอตั้งจิตมั่นว่าจะเลี้ยงดูอุ้มชูและมอบความรักความอบอุ่นให้แก่ลูกน้อยอย่างเต็มเปี่ยม เท่าที่ชีวิตต้อยต่ำของเธอจะสามารถหยิบยื่นให้ได้ เหมือนดั่งความรักอันบริสุทธิ์ที่เธอเคยได้รับมาจากอ้อมอกของพ่อและแม่
ทว่าโลกความเป็นจริงในยามนี้ช่างโหดร้ายและทารุณกับเธอยิ่งนัก เพราะเธอจำเป็นต้องตั้งครรภ์อุ้มท้องโดยปราศจากความรัก ไร้ซึ่งงานมงคลสมรสใด ๆ และที่สำคัญที่สุด... เด็กบริสุทธิ์ที่กำลังจะเกิดมาจากเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอ จะไม่มีวันได้มีโอกาสรับรู้เลยว่า สตรีต้อยต่ำคนนี้คือมารดาผู้ให้กำเนิดที่แท้จริง
เมื่อก้อนความคิดแล่นมาถึงจุดนี้ ม่านไหมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโศกเศร้าสะเทือนใจจนขอบตาร้อนผ่าว นิ้วเรียวบางบีบด้ามปากกาในมือเอาไว้แน่น ทว่ากลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะขยับปลายหมึกตวัดเขียนชื่อลงไปได้ เวหาที่นั่งเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ฝั่งตรงข้ามเมื่อเห็นท่าทีพิรี้พิไรชักช้าก็นึกรำคาญใจ ยิ่งทวีความหงุดหงิดฉุนเฉียวขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
“มัวนั่งอ้ำอึ้งลังเลอะไรอยู่ฮะ?! อย่าบอกนะว่าเธอคิดจะเปลี่ยนใจเอาป่านนี้!”
นักธุรกิจหนุ่มตวาดถามเสียงดังลั่น ทว่ากลับไม่ได้เว้นจังหวะเพื่อรอคอยฟังคำตอบจากปากของหล่อนเลยแม้แต่น้อย เพราะทันทีที่สิ้นกระแสเสียง ชายหนุ่มก็รีบเอ่ยคำพูดสำทับและจิกกัดด้วยวาจาเชือดเฉือนเพื่อกดดันในทันที
“คิดทบทวนดูให้ดี ๆ ก็แล้วกันนะม่านไหม โอกาสที่จะได้ครอบครองเงินทองก้อนโตขนาดนี้ในชีวิต มันไม่ได้มีผ่านเข้ามาบ่อย ๆ หรอก... ไม่สิ! ฉันว่าผู้หญิงระดับเธอ ต่อให้ใช้ชีวิตอยู่ไปจนวันตาย ชาตินี้ทั้งชาติก็คงไม่มีปัญญาได้จับเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้หรอก เพราะฉะนั้น ถ้ารู้ตัวแล้วก็รีบ ๆ ตะครุบข้อเสนอนี้ไว้จะดีกว่า”
หยาดน้ำตาเม็ดโตเริ่มรื้นขึ้นมาคลอเคลียหน่วยตาคู่สวย ยิ่งได้สดับฟังถ้อยคำวาจาเหยียดหยามชนชั้นจากปากชายตรงหน้า หญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกเศร้าโศกเสียใจและอนาถใจในโชคชะตาเหลือเกิน
ทำไมกันหนอ... เหตุใดวิถีชีวิตของเธอถึงต้องพังทลายจนต้องมาตกอยู่ในสภาพที่น่าสมเพชถึงเพียงนี้ ที่ผ่านมาในอดีต แม้ว่าครอบครัวจะยากจนข้นแค้นและขาดแคลนเงินทอง ทว่าสามคนพ่อแม่ลูกก็ยังคงใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขตามอัตภาพ ไม่เคยนึกฝันเลยว่าวันหนึ่ง ชีวิตจะต้องตกต่ำย่ำแย่ถึงขั้นต้องมาเร่ขายเรือนร่างและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เพื่อแลกกับเศษเงิน
ลำพังแค่ต้องขายเนื้อหนังมังสาของตัวเองคนเดียวยังไม่พอยัง ซ้ำร้ายยังต้องยอมขายเลือดเนื้อเชื้อไขและลูกแท้ ๆ ของตัวเองให้คนอื่นอีก
ม่านไหมพยายามสูดหายใจเข้าลึก ๆ กล้ำกลืนความรู้สึกสมเพชเวทนาในตัวเองลงสู่ก้นบึ้งของหัวใจ สองตาหลับลงแน่น พยายามนึกถึงใบหน้าอันอบอุ่นของผู้เป็นพ่อและแม่เอาไว้เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
หากในวินาทีนี้ เธอเกิดขลาดกลัวและเลือกที่จะปฏิเสธงานสกปรกชิ้นนี้ออกไป อย่าว่าแต่เงินทองที่จะนำไปจ่ายชำระค่ารักษาพยาบาลของบิดาเลย แม้กระทั่งผืนดินหรือสถานที่ซุกหัวนอนอันอบอุ่นของพวกเธอสามคนพ่อแม่ลูกในวันข้างหน้า ก็คงจะไม่มีวันได้ครอบครองเป็นแน่
ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด... เธอจะไม่มีวันยอมปล่อยให้ผู้เป็นพ่อต้องกลายสภาพเป็นคนเร่ร่อนไร้ญาติขาดมิตร ในสภาพที่ร่างกายล้มป่วยติดเตียงเดินเหินไม่ได้เป็นอันขาด!
