บทที่ 7 ตอนที่ 6 พันธนาการไร้อิสระ

ตอนที่ 6:

พันธนาการไร้อิสระ

เมื่อก้อนความกังวลถูกบดบังด้วยภาพความทุกข์ยากของบุพการี หญิงสาวจึงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตัดสินใจกัดฟันจรดปลายปากกา ตวัดเซ็นชื่อสกุลของตนเองลงบนเนื้อกระดาษแผ่นนั้นอย่างหนักแน่น

เวหาจ้องมองภาพการกระทำตรงหน้านิ่ง พลางลอบระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอกในใจอย่างปิดไม่มิด ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบแผ่นสัญญากลับคืนมาตรวจตราความเรียบร้อยของตัวอักษรและลายเซ็นอย่างละเอียดรอบคอบ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างครบถ้วนกระบวนความ จึงทำการยื่นเอกสารคู่ฉบับคืนให้แก่สตรีต้อยต่ำตรงหน้าหนึ่งชุด

“เอ้านี่… สัญญาฉบับนี้เธอเก็บรักษาไว้ชุดหนึ่ง”

ทันทีที่ม่านไหมเอื้อมมืออันสั่นเทาไปรับกระดาษแผ่นสำคัญมาถือไว้ ร่างสูงโปร่งของนักธุรกิจหนุ่มก็รีบหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในทันทีโดยไม่คิดจะรีรอ

“เดี๋ยวฉันจะสั่งให้เด็กรับใช้ในบ้านพาเธอเดินไปดูห้อง”

“ห้องอะไรเหรอคะ? “

ดวงหน้าหวานเงยขึ้นมองสบตานายจ้างหนุ่มพลางเอ่ยถามด้วยความตกใจและตื่นตระหนก

“ก็ห้องนอนของเธอไง”

“นอน… เออ… คือว่า…”

“เอ่ออะไรของเธอฮะ? นี่เธอคงไม่ได้กำลังวาดฝันหรือคาดหวังจะให้ฉันเป็นฝ่ายเดินทางไปนอนร่วมเตียงที่บ้านของเธอหรอกใช่ไหม”

เมื่อได้สดับฟังถ้อยคำประชดประชัน ม่านไหมก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน หล่อนล่วงรู้ดีแก่ใจอยู่แล้วว่าหากไม่มีเหตุจำเป็นคอขาดบาดตาย คนระดับมหาเศรษฐีอย่างเวหาคงไม่มีวันยอมย่างกรายเข้าไปในบ้านเช่าเก่า ๆ ซอมซ่อของเธอเป็นแน่ แต่อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอต้องเอ่ยทักท้วงออกมานั่นก็คือ…

“พอดีว่าฉันยังไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวพวกนี้ให้พ่อกับแม่รับรู้เลยค่ะ”

เนื่องจากก่อนหน้านี้ ทางคณะแพทย์ผู้ทำการรักษาได้เอ่ยกำชับไว้เป็นมั่นเหมาะว่า สภาวะความเครียดและความวิตกกังวลจะส่งผลให้อาการป่วยทางสมองของบิดาทรุดหนักและแย่ลงกว่าเดิม เพราะฉะนั้นแล้ว เธอจะปล่อยให้ผู้เป็นพ่อมารับรู้เรื่องราวการเร่ขายเรือนร่างเพื่อแลกเงินในครั้งนี้ไม่ได้เด็ดขาด

“แล้วเธอคิดจะบอกพวกท่านตอนไหนไม่ทราบ? ตัวฉันไม่ได้มีเวลาว่างมากพอที่จะมานั่งรอคอยเธอขนาดนั้นหรอกนะ ในเมื่อเซ็นสัญญาข้อตกลงกันเสร็จสิ้น ฉันก็พร้อมที่จะสั่งจ่ายเงินสดให้เธอทันที และตัวเธอเองก็ต้องเริ่มลงมือปฏิบัติงานในหน้าที่ทันทีเหมือนกัน”

“ถ้าอย่างนั้น… ฉันขออาศัยอยู่ทีบ้านของตัวเองต่อไปได้ไหมคะ?”

“บ้านของเธอตั้งอยู่ในซอยลึกขนาดนั้น จะเดินทางไปไหนมาไหนแต่ละทีก็แสนลำบากตรากตรำจะแย่ เกิดในอนาคตยามที่ตั้งครรภ์แล้วเธอต้องไปยืนโหนรถเมล์ร้อน หรือนั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างจนลูกของฉันในท้องได้รับความกระทบกระเทือนขึ้นมาเธอจะรับผิดชอบไหวไหม… ไหนจะเรื่องอาหารการกินในแต่ละวันอีก เกิดเธอเอาแต่เลือกกินอาหารที่ไม่มีคุณภาพ ไร้สารอาหาร จนลูกของฉันต้องตกอยู่ในสภาวะขาดสารอาหารขึ้นมา ฉันไม่มีวันยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นเด็ดขาด!”

ถ้อยคำวาจาที่รัวเหตุนานัปการเข้าใส่ ส่งผลให้ม่านไหมถึงกับเถียงไม่ออก หล่อนได้แต่นั่งอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ใบหน้าหวานฉายแววกระอักกระอ่วน เพราะเมื่อมาลองพิจารณาดูแล้ว คำพูดตัดรอนของชายตรงหน้าก็จัดได้ว่ามีเหตุผลและมุมมองที่ถูกต้องอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

“ไม่รู้ล่ะ ยังไงเสียเธอก็จำต้องย้ายสัมภาระเข้ามาพักอาศัยอยู่ที่นี่ ฉันจะได้สั่งให้คนคอยจับตาดูว่าเธอได้ดูแลรักษาสุขภาพร่างกายเป็นอย่างดีแล้วหรือยัง อย่าลืมสถานะของตัวเองไปเสียล่ะว่านับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ร่างกายของเธอไม่ใช่ทรัพย์สินของเธอเพียงคนเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่มีหน้าที่เป็นสถานที่ฟูมฟักเลี้ยงดูสายเลือดของฉันด้วย!”

หลังจากเสร็จสิ้นการเจรจาอันแสนอึดอัด ม่านไหมก็รีบเดินทางกลับมาหาผู้เป็นมารดาที่โรงพยาบาลรัฐบาลแห่งเดิม ทันทีที่ทัศนาเห็นใบหน้าของบุตรสาวสาวเท้าก้าวเข้ามาในหอผู้ป่วย นางแพรก็รีบปรี่ขยับกายเข้ามาหา พลางเอ่ยบอกเล่าถึงความคืบหน้าในการตรวจรักษาของสามีด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเบิกบานและเปี่ยมสุขซึ่งแตกต่างจากเมื่อช่วงกลางวันราวกับเป็นคนละคน

“โธ่เอ้ยยายไหม! แม่นี่มันคิดมากและวิตกกังวลไปเองแท้ ๆ นึกว่าโรคเส้นเลือดตีบระลอกนี้จะไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้เสียแล้ว นึกว่าพ่อของเจ้าจะต้องนอนป่วยติดเตียงกลายเป็นคนอัมพฤกษ์อัมพาตไปตลอดชีวิตซะแล้วล่ะลูก”

ม่านไหมคลี่รอยยิ้มบางเบาให้แก่ผู้เป็นแม่ด้วยความเข้าใจลึกซึ้ง ในใจอยากจะเอ่ยกระซิบความจริงออกไปเหลือเกินว่า สิ่งที่มารดาคิดคำนึงไว้ในตอนแรกนั้นไม่ได้มีส่วนใดที่ผิดเพี้ยนเลยแม้แต่น้อย ทว่าเพราะอำนาจของเงินสดจำนวนมหาศาลเพียงตัวเดียวเท่านั้น ที่สามารถแปรเปลี่ยนชะตากรรมร้ายให้กลายเป็นดี และบันดาลให้การรักษาทุกขั้นตอนราบรื่นได้อย่างปาฏิหาริย์

“งานนี้พวกเราต้องกราบขอบพระคุณในความเมตตาของคุณเวหาท่านมาก ๆ เลยนะลูก แม่นึกว่าพอพ่อป่วยทำงานไม่ได้ เค้าจะใจร้ายสั่งไล่แม่กับพ่อออกจากงานไปซะแล้ว”

บัณฑิตสาวได้แต่รับฟังนิ่ง หล่อนไม่กล้าพอที่จะเปิดเผยความจริงอันแสนเจ็บปวดว่าตนเองได้เงินค่ารักษาพยาบาลก้อนโตของบิดามาจากแหล่งใด ท้ายที่สุดจึงเลือกที่จะแต่งแต้มเรื่องโกหกคำโตเพื่อตบตาผู้เป็นมารดาไปว่า ตัวเธอได้เดินทางไปกราบกรานขอร้องคุณหญิงวรนุช เพื่อขออนุญาตเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ทำงานรับใช้ในคฤหาสน์แทนในส่วนของมารดา ซึ่งในคราแรกคุณหญิงท่านแสดงท่าทีปฏิเสธและไม่ยินยอม ทว่าโชคดีที่คุณเวหาจับพลัดจับผลูก้าวเข้ามาช่วยพูดจาหว่านล้อมให้ ซ้ำร้ายยังใจดีมอบเงินก้อนใหญ่ให้เธอยืมมาจ่ายชำระค่ารักษาพยาบาลของบิดาในครั้งนี้อีกด้วย

“แต่มีเงื่อนไขว่า หนูจำต้องย้ายเข้าไปพักอาศัยอยู่ในบ้านของเค้า เพื่อทำงานชดเชยใช้หนี้สินทั้งหมด… แม่จะไม่ว่าอะไรหนูใช่ไหมคะ? “

ม่านไหมจำใจต้องเอ่ยคำมุสาต่อไปเป็นทอด ๆ เพราะในยามนี้ เธอไม่สามารถเสาะแสวงหาเหตุผลกลใดที่ฟังดูมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือได้มากกว่านี้อีกแล้ว

รอยยิ้มพิมพ์ใจพลันค่อย ๆ จางหายไปจากใบหน้าของสตรีวัยดึก นางแพรนิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนจะยื่นฝ่ามืออันหยาบกร้านและเหี่ยวย่นของตนเองมาวางทาบลงบนหลังมือของบุตรสาวสาวแน่น แววตาฉายกระแสความหม่นหมอง

“แม่ไม่มีวันว่าอะไรเจ้าหรอกยายไหม… แม่เพียงแต่หวาดกลัวลึก ๆ ในใจว่าเจ้าจะนึกโกรธเคืองที่พ่อกับแม่ทำตัวเป็นภาระ จนทำให้ลูกต้องตกระกำลำบากแบบนี้”

นางแพรและสามีก็เหมือนดั่งพ่อแม่ปุถุชนทั่วไปในโลกหล้า ที่ต่างก็ปรารถนาอยากจะเห็นบุตรสาวของตนได้ดิบได้ดี มีชีวิตที่สุขสบายและสูงส่งกว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ ทว่าสุดท้ายแล้ว เรื่องราวกลับตาลปัตรกลายเป็นว่าลูกสาวโทนเพียงคนเดียวของนาง กลับต้องมารับเคราะห์กรรมและเผชิญความยากลำบากเพราะความอ่อนแอของบุพการี

เมื่อทัศนาเห็นท่าทางเศร้าสร้อยและหยาดน้ำตาที่จวนเจียนจะไหลของมารดา ม่านไหมก็รีบพลิกฝ่ามือกลับไปบีบกระชับมือของแม่เอาไว้แน่นเพื่อเอ่ยปลอบประโลมใจ

“หนูไม่เคยนึกโกรธเคืองเลยค่ะแม่ หนูดีใจและภูมิใจด้วยซ้ำไปที่ในวันนี้หนูมีโอกาสได้ทำหน้าที่ช่วยยื้อชีวิตของพ่อกับแม่เอาไว้ พ่อกับแม่คือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของหนูเลยนะคะ”

เมื่อสิ้นกระแสเสียง สองสตรีต่างวัยแม่ลูกก็โผเข้าโอบกอดกันและกันแน่นเพื่อประคองจิตใจที่บอบช้ำ แม้ว่าภายในส่วนลึกของหัวใจของม่านไหมจะยังคงอบอวลไปด้วยความวิตกกังวลและหวาดกลัวต่ออนาคตอันลึกลับ ทว่าหญิงสาวก็พยายามปลอบใจตนเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่เธอเลือกกระทำลงไปในวันนี้ คือหนทางและทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตัวเธอและครอบครัวที่รักแล้ว

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจและเดินทางกลับมาจากโรงพยาบาล ม่านไหมก็รีบพาร่างอันเหนื่อยล้ากลับมายังบ้านเช่าเพื่อลงมือจัดเก็บเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น ใส่ลงในกระเป๋าเดินทางเตรียมย้ายเข้าไปพำนักอยู่ในคฤหาสน์หรูของผู้เป็นนายจ้างตามคำสั่ง

กว่าที่เธอจะสามารถฝ่าฟันวิกฤตการณ์จราจรและสภาพรถติดขัดบนท้องถนนเมืองกรุง จนเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางได้ เข็มนาฬิกาก็บ่งบอกเวลาล่วงเลยไปจนเกือบสี่ทุ่มเศษแล้ว ทว่าก็นับว่าเป็นโชคดีของเธออยู่อย่างหนึ่ง เนื่องจากในค่ำคืนนี้ คุณหญิงวรนุชและสามีมีกำหนดการเดินทางไปพักผ่อนที่ต่างจังหวัด ส่วนทางด้านของเวหาและดารัณย์ก็พากันออกเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์หรูหรา ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจว่าจะย้อนกลับคืนสู่คฤหาสน์ในเวลาใด แต่ทว่าถึงอย่างไร หญิงสาวก็ไม่ได้มีท่าทีกังวลใจในเรื่องนั้นมากนัก เหตุเพราะห้องพักคนงานที่เธอได้รับจัดสรรให้อยู่อาศัยนั้น ตั้งอยู่บริเวณเรือนหลังเล็กซึ่งอยู่คนละทิศคนละฝั่งกับตึกใหญ่ที่เป็นห้องนอนของบุคคลทั้งสองอย่างชัดเจน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป