บทที่ 8 ตอนที่ 7 ลับหลังบานประตู

ตอนที่ 7:

ลับหลังบานประตู

ม่านไหมจัดเก็บเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวเข้าตู้พลางนึกย้อนไปถึงนัยน์ตาคู่คมของดารัณย์ที่คอยจ้องมองเหยียดหยามและลดทอนคุณค่าในตัวเธออยู่ตลอดเวลา ส่วนทางด้านของเวหา แม้ชายหนุ่มจะไม่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งและร้ายกาจเท่าผู้เป็นภรรยา ทว่าบัณฑิตสาวก็สามารถสัมผัสและรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่าเขาเองก็ไม่ได้ชอบหน้าหรือนึกนิยมชมชอบในตัวเธอสักเท่าไหร่ เพียงแค่คิดคำนึงว่านับจากนี้เป็นต้นไป เธอจำต้องเผชิญหน้าและทนรองรับสายตาอันเย็นชาดูแคลนเช่นนั้นไปตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเต็มที่ต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่ หญิงสาวก็รู้สึกอึดอัดแน่นในอกจนเหมือนจะหายใจไม่ออกขึ้นมาทันที

‘โชคดีเหลือเกินที่ห้องพักถูกจัดสรรให้อยู่ห่างไกล ไม่ต้องอยู่ใกล้ชิดพัวพันกัน ค่อยยังชั่ว หายใจคล่องคอขึ้นมาหน่อย’

ใช้เวลาเพียงไม่นาน ร่างบางก็จัดระเบียบสิ่งของจำเป็นเสร็จสรรพเรียบร้อย ในขณะที่เธอกำลังเตรียมเนื้อเตรียมตัวจะไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่ออาบน้ำชำระล้างร่างกายและเข้านอน พลันสายลำคอกลับรู้สึกแห้งผากด้วยความกระหายน้ำขึ้นมากะทันหัน

“อ้าว… มีแต่ตู้เปล่า ไม่มีน้ำดื่มแช่ไว้เลยสักขวด”

ริมฝีปากบางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ด้วยความผิดหวัง ยามที่ยื่นมือไปเปิดบานประตูตู้เย็นขนาดกะทัดรัดที่เวหาสั่งการให้เด็กรับใช้ยกมาตั้งปรนนิบัติไว้ภายในห้องพัก คงเป็นเพราะทางแม่บ้านใหญ่ยังไม่ทราบกำหนดการที่แน่ชัดว่าเธอจะย้ายสำมะโนครัวเข้ามาวันไหน จึงยังไม่ได้มีใครจัดแจงนำน้ำดื่มสะอาดมาแช่เตรียมไว้ให้ แม้ว่าลึก ๆ ม่านไหมจะไม่อยากพาตัวเองลงไปเดินยุ่มย่ามเพ่นพ่านบริเวณชั้นล่างในยามวิกาลเช่นนี้ ทว่าความกระหายน้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ก็ทำเอาเธอคิดว่าหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการ ค่ำคืนนี้เธอคงต้องนอนตาค้างพลิกตัวไปมาด้วยความทรมานจนนอนไม่หลับเป็นแน่

“เราก็แค่ย่องลงไปหยิบน้ำเปล่าขึ้นมากินเงียบ ๆ คงจะไม่เป็นไรหรอกมั้ง”

เมื่อปลอบใจตัวเองเสร็จสิ้น หญิงสาวก็ค่อย ๆ แง้มประตูและย่องก้าวเท้าออกจากห้องหับ ร่างอรชรพยายามทิ้งน้ำหนักลงบนปลายเท้า ฝืนก้าวเดินลงบันไดตึกอย่างแผ่วเบาที่สุดเพื่อให้เกิดกระแสเสียงน้อยที่สุด ซึ่งมันก็ได้ผลดีเยี่ยม เพราะในจังหวะพอดิบพอดีนั้น เวหาและดารัณย์เพิ่งจะเดินทางกลับมาถึงคฤหาสน์ และพากันแวะเข้าไปนั่งพูดคุยปรึกษาหารือกันอยู่ภายในห้องนั่งเล่นที่ตั้งอยู่บริเวณข้าง ๆ เชิงบันไดพอดี ทั้งคู่ไม่ได้ระแคะระคายหรือล่วงรู้เลยแม้แต่น้อยว่าบัดนี้กำลังมีสิ่งมีชีวิตอื่นยืนปักหลักอยู่ตรงนั้น สองสามีภรรยาผู้สูงศักดิ์จึงเปิดฉากสนทนากันด้วยระดับเสียงปกติธรรมดา เพราะไม่คิดฝันว่าจะมีใครกล้ามากระทำการอุกอาจแอบยืนดักฟัง

"ทำไมถึงต้องเจาะจงเลือกเป็นเด็กนั่นด้วยคะคุณเวหา? เป็นผู้หญิงคนอื่นที่ดีกว่านี้ไม่ได้หรือไงกัน"

ดารัณย์ผู้พาสร้างเรือนร่างอยู่ในชุดเดรสสั้นสุดหรู ใบหน้าและทรงผมยังคงถูกแต่งแต้มจัดเต็มระยับ หล่อนจัดการโยนกระเป๋าถือแบรนด์เนมราคาแพงระยับลงบนโซฟาอย่างไม่ใยดี ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งกอดอกแน่น ท่วงท่าและกิริยายังคงเชิดหน้าชูคอดุจนางพญาผู้สูงส่งเหมือนเช่นเคย

เวหาค่อย ๆ ถอดเสื้อสูทสากลเนื้อดีพาดเก็บไว้กับพนักพิงอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะขยับกายเข้าไปนั่งลงเคียงข้างผู้เป็นภรรยา

“ก็ไหนตอนแรกเราคุยกันแล้ว และคุณก็ออกปากตกลงรับเงื่อนไขเรื่องนี้แล้วไม่ใช่หรือครับ”

"ดาด้าตกลงยอมรับเฉพาะในส่วนของเรื่องการอุ้มบุญค่ะ แต่ดาด้าไม่ชอบขี้หน้านึกรังเกียดยัยเด็กนั่น! พวกเราจะสร้างสายเลือดมีลูกทั้งที ทำไมต้องดึงเอาคนระดับต่ำต้อยที่เป็นลูกสาวของคนสวนแม่บ้านมาอุ้มท้องแทนด้วยล่ะคะ? ไปเสาะแสวงหาผู้หญิงคนอื่นที่ดีกว่านี้ไม่ได้เหรอ"

“ผู้หญิงคนอื่นที่มีโปรไฟล์ดีหรือฐานะสูงส่งกว่านี้ เค้าก็คงไม่ยอมลดตัวลงมารับงานสกปรกแบบนี้หรอกครับดาด้า หรือต่อให้มีใครหน้าไหนยอมเซ็นสัญญาตกลงรับทำ สุดท้ายพอนานวันเข้าพวกหล่อนก็อาจจะหัวหมอ คิดใช้เด็กในท้องมาเล่นตุกติกแบล็กเมล์เพื่อเรียกร้องเงินทองจากเราทีหลังก็ได้ แต่สำหรับเด็กม่านไหมคนนี้ นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมและลงตัวที่สุดแล้ว หล่อนเป็นเด็กหัวอ่อน ว่านอนสอนง่าย และที่สำคัญที่สุดคือ ในเวลานี้ครอบครัวและพ่อแม่ของหล่อนยังต้องพึ่งพาเงินตราและอิทธิพลจากเราอีกมากมายมหาศาล พูดง่าย ๆ ก็คือยามนี้พวกเรากำลังถือไพ่เหนือกว่าในทุก ๆ ประตู”

กระแสความจริงอันแสนเยือกเย็นและเห็นแก่ตัวที่หลุดรอดออกมาจากปากชายหนุ่ม ส่งผลให้ม่านไหมที่ยืนแอบอยู่ถึงกับสะอึกจนชาไปทั้งร่าง หญิงสาวรู้สึกจุกแน่นในอกและปรารถนาอยากจะสาวเท้าวิ่งหนีไปให้พ้นจากบริเวณนี้ในทันที ทว่าติดขัดตรงที่เธอยังไม่คุ้นชินกับชัยภูมิและเส้นทางภายในคฤหาสน์ขนาดยักษ์หลังนี้ จึงจำเป็นต้องยืนนิ่งอยู่กับที่เพื่อคอยหาจังหวะแอบย่องหลบฉากออกไป ซึ่งเงื่อนไขบีบบังคับนั้น ก็ทำให้เธอจำต้องทนยืนนิ่งรับฟังถ้อยคำวาจาใจร้ายที่กรีดลึกลงบนบาดแผลใจต่อไปอีกหลายประโยค

"ไม่รู้ล่ะค่ะ ยังไงเสียดาด้าก็ไม่มีวันนึกชอบใจอยู่ดี... พวกเราไม่มีทางเลือกใช้วิธีการอื่นที่ดีกว่านี้แล้วจริง ๆ เหรอคะ? "

“วิธีการอื่นงั้นเหรอ? แล้วมันคือวิธีไหนกันล่ะครับดาด้า? ที่ผมยอมตกลงลงทุนลงแรงทำเรื่องราวบ้า ๆ ทั้งหมดในวันนี้ ก็เพราะว่าผมกำลังพยายามหาทางออกเพื่อช่วยเหลือคุณอยู่ชนะครับ”

ทั้งสีหน้า แววตา และน้ำเสียงที่เปล่งออกมาของเวหา ล้วนอัดแน่นไปด้วยกระแสความอึดอัดและลำบากใจอย่างถึงที่สุด

"พวกเราเปลี่ยนใจมาใช้วิธีการทำกิ๊ฟต์ (Gift) หรือเด็กหลอดแก้วแทนไม่ได้เหรอคะ?" น้ำเสียงของดารัณย์เริ่มอ่อนแสงลงและเจือกระแสอ้อนวอน

“หากจะเลือกใช้วิธีการทางการแพทย์แบบนั้น ม่านไหมก็คงไม่สามารถทำได้หรอกครับ เพราะหล่อนขาดคุณสมบัติทางกฎหมาย และที่สำคัญที่สุด… เรื่องราววิปริตนี้มันจะไม่สามารถปิดบังเป็นความลับขั้นสุดยอดได้ คุณเองก็ล่วงรู้ข้อเท็จจริงในส่วนนี้ดีไม่ใช่หรือ”

ดารัณย์ถึงกับนิ่งอึ้งระคนยอมจํานนต่อเหตุผล เหตุผลสำคัญที่ทำให้เวหาต้องแปรเปลี่ยนความคิดและหันมาเลือกใช้วิธีการฝืนธรรมชาติในรูปแบบนี้ เป็นเพราะตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแล้ว สตรีที่จะสามารถทำหน้าที่เป็นแม่อุ้มบุญอย่างถูกต้องได้ จำต้องเป็นหญิงที่เคยผ่านการแต่งงานและเคยผ่านประสบการณ์คลอดบุตรด้วยวิธีธรรมชาติมาก่อนแล้วเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าเด็กสาวบริสุทธิ์อย่างม่านไหมย่อมไม่มีคุณสมบัติตามข้อบังคับเหล่านั้นเลยแม้แต่ข้อเดียว

“แถมกระบวนการขั้นตอนนี้ กว่าจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ พวกเราจำต้องเดินทางไปติดต่อประสานงาน และยื่นเอกสารหลักฐานกับหน่วยงานราชการนั่นนี่เยอะแยะมากมายถึงเพียงไหน หากเป็นเช่นนั้น เรื่องราวความอัปยศที่ว่าครอบครัวของพวกเราไม่สามารถสืบสายเลือดมีลูกได้ด้วยวิธีธรรมชาติ ก็คงจะแพร่กระจายขยายวงกว้างออกไปสู่สังคมภายนอกจนเกียรติยศชื่อเสียงป่นปี้…”

เวหาจงใจหยุดกระแสคำพูดไว้เพียงแค่นั้น ทว่าเพียงแค่ได้สบสายตาเชื่อมโยงกัน ดารัณย์ก็ล่วงรู้และเข้าใจถึงใจความสำคัญในส่วนที่สามีละเว้นไว้ได้ในทันที หล่อนรู้ซึ้งดีว่าหากเรื่องราวความอ่อนแอระลอกนี้แพร่สะพัดออกไปสู่หูของบุคคลภายนอก ผู้เป็นบิดามารดาของสามีอย่างคุณหญิงวรนุชก็คงจะต้องรู้สึกเสียหน้าและอับอายขายขี้หน้าอย่างรุนแรง ที่มีลูกสะใภ้ไร้น้ำยาไม่สามารถให้กำเนิดทายาทสืบสกุลได้ และท้ายที่สุด แรงกดดันและถ้อยคำประชดประชันทั้่งหมดทั้งมวลจากทั่วทุกสารทิศ ก็จะย้อนกลับมารุมกระหน่ำทับถมลงที่ตัวเธอเพียงคนเดียว

ดวงตาคู่สวยที่ถูกแต่งแต้มสีสันไว้อย่างงดงามเลิศเลอ พลันฉายแววหม่นหมองและเศร้าสร้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

“ผมล่วงรู้ดีครับดาด้าว่าคุณต้องรู้สึกอึดอัดและขัดใจเพียงใด ที่จำต้องยอมปล่อยให้ลูกสาวของคนงานต้อยต่ำในบ้านมาอุ้มท้องตั้งครรภ์แทนเช่นนี้ ตัวผมเองก็รู้สึกอึดอัดและพะอืดพะอมใจไม่ได้น้อยไปกว่าคุณเลยแม้แต่นิดเดียว ทว่าพวกเราจะทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อในยามนี้ ยายเด็กคนนั้นเป็นบุคคลเพียงคนเดียวในโลกที่ผมพอจะไว้เนื้อเชื่อใจและกุมชะตาชีวิตไว้ในมือเพื่อบังคับให้ทำเรื่องลับ ๆ นี้ได้”

“ถ้าเช่นนั้น คุณต้องสัญญากับด้านะคะ… ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต คุณจะไม่มีวันยอมปล่อยให้มันเผยอหน้าขึ้นมาตีตนเสมอภาคหรือเทียบเท่ากับดาด้าได้เด็ดขาด”

“โธ่… ดาด้าครับ อย่างไรเสีย ยายเด็กคนนั้นก็ไม่มีวันที่จะมีปัญญาขยับฐานะขึ้นมาเทียบเคียงคุณได้อยู่แล้วตราบจนวันตาย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป