บทที่ 13 น้ำขึ้นต้องรีบตัก

           “กฤต เสร็จหรือยังลูก” เสียงเคาะประตูดังขึ้นขณะที่เจ้าของห้องกำลังเร่งมือแต่งตัว เนื่องจากเขากลับมาถึงบ้านค่อนข้างช้าเพราะมัวยุ่งอยู่กับการทำงานจนเกือบลืมนัดของมารดา

ชายหนุ่มวางมือจากการติดกระดุมแขนเสื้อเชิ้ตเนื้อดีสีขาวแล้วไปเปิดประตูห้องให้มารดาเข้ามา ก่อนจะกลับมาสาละวนอยู่กับการหยิบเสื้อสูทสีดำมาสวมด้วยความรีบเร่ง เขาหยิบนาฬิกาข้อมือมาใส่ ดูเวลานิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า

“ขอโทษจริง ๆ ครับคุณแม่ ผมลืมดูเวลาเลยกลับมาช้า”

“แม่ก็คิดอยู่แล้วเชียวถึงได้โทรตาม อีกชั่วโมงงานจะเริ่มแล้ว รีบไปเถอะลูก แม่ไม่อยากให้ผิดเวลา เดี๋ยว ดร.ทัศนัยจะมองว่าเราไม่ให้เกียรติ” ชายหนุ่มแอบถอนใจเบา ๆ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเครื่องบรรณาการที่มารดาส่งไปให้อีกฝ่ายเพื่อผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง

“ที่จริงผมก็ไม่ใช่ศิษย์เก่าของที่นั่น เขาน่าจะเชิญศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จของโรงเรียนไปเป็นแขกรับเชิญถึงจะเหมาะกว่านะครับ” ชายหนุ่มอดพูดอย่างที่คิดออกไปไม่ได้ แม้จะรู้ว่าพูดไปก็เท่านั้น อย่างไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของมารดาได้อยู่ดี

“กฤตก็รู้ว่าเราต้องการ ดร.ทัศนัยมาร่วมทุนในการเปิดมหาวิทยาลัยวิทยาเขตใหม่ของเรา และที่สำคัญที่ดินตรงนั้นที่อยู่ในมือ ดร.ทัศนัยเหมาะแก่การก่อตั้งวิทยาเขตใหม่ของเรามากที่สุด แม่เพิ่งได้ข่าวว่ามีมหาลัยดังสองสามแห่งพยายามเข้าไปตีสนิท” คุณหญิงโสมสุภา อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ ที่รามือทางการเมืองมาเริ่มต้นทำธุรกิจด้านการศึกษากับ รศ.ดร.ธีรวัฒน์ วัชรเมธาผู้เป็นสามีเมื่อราวสิบกว่าปีก่อนพยายามอธิบายให้บุตรชายฟังผู้เป็นบุตรชายทำได้เพียงพยักหน้ารับพร้อมกับรอยยิ้มแห้ง

“ครับ คุณแม่” ต่อด้วยการแสดงความคิดเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เขารู้ดีว่าอย่างไรก็ไม่เป็นที่ยอมรับ “ที่จริงเราควรทุ่มทุนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยให้มีมาตรฐานสูงขึ้นเพื่อสร้างชื่อเสียงด้านวิทยาการ แทนการรีบขยายวิทยาเขตใหม่ไม่ดีกว่าหรือครับ” ข้อคิดเห็นนั้นมีผลให้ผู้เป็นมารดาค้อนขวับ

“มหาวิทยาลัยเราก็มีชื่อเสียงด้านนี้อยู่แล้ว แค่ลูกได้เป็นศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุดของปีนี้ บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองต่างก็เอาลูกหลานเข้ามาสมัครเรียนจนเกินจำนวนที่มหาวิทยาลัยเราจะรับได้ไปตั้งมาก น้ำขึ้นเราก็ต้องรีบตักสิจ๊ะลูก” คุณหญิงกล่าวพลางช่วยขยับเสื้อสูทให้บุตรชาย

“ครับคุณแม่” เมื่อรู้ว่าพูดไปก็เท่านั้นจึงได้รับคำไปอย่างอ่อนใจ แล้วรีบเดินทางไปให้ถึงสถานที่จัดงานเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองให้เรียบร้อยจะดีกว่ามาโต้เถียงเพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดของมารดา

“ต๊าย นังขวัญ หล่อนใส่ชุดนี้เริ่ดมาก เป๊ะปัง สวยเวอร์วังอลังการณ์ ต่อให้ไปเดินพรมแดงที่เมืองคานส์หล่อนก็เอาอยู่ รับรองว่าฆ่าตัวแม่ทั้งหลายตายสนิทไปเลย เชื่อฉัน” เสียงสุเมธวี้ดว้ายมาแต่ไกลเมื่อเห็นขวัญบงกชกับศศิมาซึ่งเดินมายังรถที่เขาจอดรออยู่ในลานจอดของคอนโดฯสายตาก็กวาดมองหญิงสาวในชุดราตรีสีชมพูพาสเทลที่จะต้องมาเป็นแฟนปลอม ๆ ของตัวเองในวันนี้ด้วยท่าทีตื่นเต้น ขณะหญิงสาวอีกคนที่อยู่ในชุดราตรีสั้นสีม่วงอ่อนเอ่ยแทรกขึ้น

“พี่เมย่าก็หล่อมากค่ะ แต่อย่าลืมว่าวันนี้ต้องเล่นเป็นผู้ชายนะคะ อย่าเผลอไปหลุดในงานเชียว เดี๋ยวยายขวัญก็ได้หน้าแตกหมอไม่รับเย็บ” ศศิมาเตือนรุ่นพี่ที่วันนี้แต่งองค์ทรงเครื่องแบบผู้ชายเต็มยศ อยู่ในสูทหรูสีดำเซ็ตผมเผ้าเนี้ยบทุกองศา

“ย่ะ นังมา ไม่ต้องกระแดะมาเตือน งานตอแหลน่ะฉันถนัด หล่อนก็อย่าเผลอเรียกฉันว่าพี่เมย่าในงานก็แล้วกัน จำใส่กะโหลกหล่อนไว้ด้วยว่าต้องเรียกฉันว่า คุณสุเมธ โอเค๊” 

“ค่ะ คุณสุเมธ” ศศิมาทำหน้าล้อเลียน

“ขอบคุณครับ คุณมา งั้นเชิญขึ้นรถดีกว่าครับ...คุณขวัญ” ตอบเป็นเสียงผู้ชายนุ่มทุ้มอย่างชัดถ้อยชัดคำ จนหญิงสาวทั้งสองคนขนลุกซู่

“หูย ขวัญไม่คุ้นเลย พูดเสียงอย่างเดิมไปก่อนดีกว่านะคะพี่เมย่า” ขวัญบงกชว่าเพราะรู้สึกจั๊กจี้อย่างไรก็ไม่รู้

“ไม่ได้ครับ ผมจะพูดแบบนี้ไปตลอดทาง คุณขวัญจะได้ชินหู” ว่าเสียงทุ้ม ขวัญบงกชได้แต่พยักหน้ารับ “ค่ะ ก็แล้วแต่พี่เมย่าแล้วกันค่ะ”

“เมยงเมย่าอะไรยะนังขวัญ ตอนนี้ฉันชื่อสุเมธ! สุเมธ!เรียกให้ชินปากไว้” ในที่สุดก็หลุดไปขึ้นเสียงสูงปรี๊ดที่ตัวเองถนัด ทั้งสองสาวหัวเราะขำ ก่อนจะขึ้นรถซุปเปอร์คาร์คันหรูราคาหลายสิบล้านบาทที่สุเมธขับมารับ

นั่งรถมาได้ระยะหนึ่งศศิมาก็เอ่ยขึ้น

“เออ ยายขวัญ แกได้อ่านรายละเอียดในบัตรเชิญไหม วันนี้จะมีศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุดของปีนี้มาร่วมงานด้วยนะ ฉันเคยอ่านสัมภาษณ์เขาในอินเทอร์เน็ตด้วย ขนาดลงรูปหน้าไม่ค่อยชัดยังรู้เลยว่าหล่อระดับวัวตายควายล้มและที่สำคัญ...ยังโสดด้วยนะแก๊” ศศิมาเล่าพลางทำเสียงเล็กเสียงน้อย

“เหรอ ฉันไม่เห็นรู้จักเลย” ขวัญบงกชซึ่งนั่งด้านหน้ากับสุเมธกล่าวตอบ

“โอ๊ย แกเป็นแบบนี้ทุกที พูดเรื่องผู้ชายหล่อ ๆ นี่ไม่เคยรู้จักใครเลย ไม่ว่าดารา นายแบบหรือนักการเมือง” คนที่อยู่ข้างหลังทำหน้าเซ็ง

“โธ่ งานฉันยุ่งจะตาย จะมีเวลาที่ไหนไปสนใจดารานายแบบหรือนักการเมืองหล่อ ๆ ของแก” ขวัญบงกชแก้ตัว

“แกก็หยุดพูดภาษาซี ภาษาจาวา แล้วเงยหน้าจากจอมาพูดด้วยภาษามนุษย์กับคนอื่นเขาบ้างสิยายขวัญ จะได้ไม่เอาท์แบบนี้ ฉันเหนื่อยจะมาอัปเดตให้แก”  ศศิมาว่าอย่างหน่าย ๆ ที่เพื่อนไม่เป็นอย่างใจ

“ขนาดคุณศศิมาอินเทรนด์เรื่องผู้ชายหล่อ ๆ แต่ป่านนี้ก็ยังโสดอยู่เลยนะครับ” สุเมธเอ่ยเย้าขึ้นเป็นเสียงผู้ชาย

“คุณสุเมธหยุดวิจารณ์สถานะของดิฉันแล้วกรุณาขับรถอย่างเดียวได้ไหมคะจะได้ถึงเร็ว ๆ แค่ดิฉันต้องนั่งท่าลิงอยู่แบบนี้ก็เมื่อยจะแย่แล้ว อย่าให้ต้องเครียดเรื่องความโสดอีกเลย” ศศิมาว่าเสียงเขียว

สุเมธหัวเราะขำคนอยากนั่งรถแพง แต่พอได้นั่ง กลับบ่นอุบเพราะภายในรถซุปเปอร์คาร์ที่เน้นความเร็วมักออกแบบให้ดูปราดเปรียวเพรียวลมจึงค่อนข้างจะแคบกว่ารถทั่วไปก่อนจะขึ้นเสียงสูงกลับไป

“จะขับเร็วได้ยังไงล่ะยะหล่อน รถติดไม่ขยับแบบนี้ จะซุปเปอร์คาร์หรือรถตุ๊กตุ๊กก็ต้องใช้ความเร็วระดับเดียวกันนั่นละ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป