บทที่ 4 เตรียมเที่ยวผับ

เพียงไม่นานสุเมธก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับถุงกระดาษหลายถุงในมือ ส่วนขวัญบงกชก็อาบน้ำเรียบร้อยแล้ว เมื่อร่างกายได้ถูกชำระล้างด้วยน้ำสะอาด ความเศร้าหมองที่มีก็เริ่มผ่อนคลายลงบ้าง

หญิงสาวนั่งหวีผมอยู่หน้ากระจกอย่างอย่างคนไร้เรี่ยวแรงในขณะที่ศศิมากับสุเมธหยิบชุดที่ซื้อมาสามสี่ชุดมาเลือก

“ชุดนี้ไหมยายขวัญ” ศศิมาหยิบชุดมากางให้เพื่อนดู

“แล้วแต่แกเถอะ ฉันใส่อะไรก็ได้ ที่จริงชุดขวัญก็มี พี่เมย่าไม่น่าจะเปลืองเงินซื้อใหม่เลย” คนที่กำลังเศร้าว่าเสียงเอื่อย ๆ พลางหวีผมไปอย่างซังกะตายผมของเธอเส้นเล็กบาง แล้วยังหยักศกอีก ส่วนใหญ่แล้วเธอจะมัดไว้ข้างหลังอย่างง่าย ๆ หรือบางทีก็ม้วนเป็นมวยเพื่อความสะดวก จนมันกลายเป็นเกลียวโดยธรรมชาติเหมือนผมดัดไปแล้ว

“โอ๊ย เสื้อผ้าเฉิ่ม ๆ เชย ๆ ของหล่อนน่ะเหรอนังขวัญ คงหาผัวได้หรอกชาตินี้ ไปเที่ยวผับมันต้องแต่งเริ่ด ๆ เชิด ๆ” สุเมธว่า ก่อนจะก้มหยิบเดรสสั้นสีดำขึ้นมา “เอาตัวนี้ละ เปรี้ยว เฉี่ยวสุด ๆ คืนนี้หล่อนจะเป็นคนใหม่นังขวัญ” ขวัญบงกชหันไปมองแล้วทำหน้าตื่น

“ไม่เอานะพี่เมย่า มันโป๊”

“โป๊ที่ไหน มันเหมาะกับหุ่นหล่อนมาก ฉันแอบจิ้นมานานแล้วว่าถ้าหล่อนโละชุดเฉิ่มเบอะนั่นทิ้งไปซะ แล้วใส่ชุดแบบนี้มันจะเริ่ดสักขนาดไหน ลุกขึ้นมานังขวัญ แล้วเอาชุดนี้ไปใส่ให้ฉันดูเดี๋ยวนี้” รุ่นพี่หนุ่มหัวใจสาวออกคำสั่ง ขวัญบงกชได้แต่ถอนใจแล้วเดินมารับชุดที่ยื่นให้ เธอเข้าไปสวมในห้องน้ำแล้วเดินออกมาอย่างไม่มั่นใจนัก

ทั้งศศิมาและสุเมธมองร่างอรชรในชุดเซ็กซี่สีดำเข้ารูปลายลูกไม้นั้นนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่สุเมธจะส่งเสียงดังลั่น

“กรี๊ด นังขวัญ ฉันมีเพชรอยู่ในมือแท้ ๆ แทนที่จะส่งประกวดกลับปล่อยให้หลุดมือจนอายุเกินไปได้ยังไง โอ๊ย เสียดาย ๆ ไม่อย่างนั้นป่านนี้ฉันคงเป็นเจ้าป้าในวงการนางงามไปแล้ว” สุเมธไม่ว่าเปล่ายังเข้ามาจับร่างระหงนั่นหมุนไปมาราวกับเห็นสิ่งแปลกประหลาด เพราะตลอดมารุ่นน้องของเธอซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าราคาถูกไร้รสนิยมและเฉิ่มเชย

“ไปนั่งที่เก้าอี้นั่น ฉันจะแต่งหน้าทำผมให้หล่อน นังมาเอาเครื่องสำอางหล่อนมาให้ฉัน” สุเมธสั่งรุ่นน้องสาว แล้วหันไปทางศศิมาเพื่อขอยืมเครื่องสำอาง แม้ศศิมาจะไม่ได้แต่งหน้าจัดนัก แต่ก็นับว่าเธอมีความเป็นผู้หญิงอยู่พอสมควร ต่างจากขวัญบงกชซึ่งใช้เพียงแป้งฝุ่นและลิปสติกสีอ่อนบาง โชคดีที่ใบหน้าเกลี้ยงเกลาแม้ไม่แต่งหน้าก็ไม่ได้ดูน่าเกลียดนัก

“คนละคนชัด ๆ” ศศิมามองเพื่อนอย่างอึ้ง ๆ ไม่ใช่เพียงศศิมาเท่านั้นที่ครวญออกมาเช่นนั้น สุเมธก็มีอาการเช่นเดียวกันเพราะดวงหน้าซีดเซียวที่ซ่อนภายใต้แว่นตาอยู่เสมอนั้นเมื่อแต่งเติมด้วยสีสันทำให้ดูสวยแปลกตาราวกับคนละคน

ไม่ว่าจะเป็นดวงตา จมูก ปาก คิ้ว คาง มองอย่างไรก็สวยซึ้งอย่างที่ไม่เคยเห็น ยิ่งถอดแว่นตาหนาเตอะนั่นออกแล้วใส่คอนแท็กเลนส์แบบบิ๊กอายส์กับแพขนตาปลอมเข้าไปไม่ว่าใครเห็นเข้าต้องพูดออกมาได้คำเดียวว่า‘สวย’

“หล่อนเป๊ะปังมากนังขวัญ รับรองว่าคืนนี้หล่อนได้ผัวใหม่แน่นอน” สุเมธว่า “ผัวอะไรพูดน่าเกลียด ขวัญยังไม่เคยมี...” ขวัญบงกชติง พลางเพ่งพิศดวงหน้าที่สะท้อนในกระจกเงาราวกับเห็นคนแปลกหน้า

“ต๊าย อย่าบอกนะว่าคบกันหกเดือนหล่อนยังไม่ได้ตามานพนั่นมาเป็นผัว ให้ตายเหอะ มิน่าเล่าตานั่นถึงอดอยากปากแห้งไปคว้านังนั่นมาป๊ะเทิ่งป๊ะแทน” สุเมธว่า

“จะได้ได้ยังไงเล่า ถ้าพ่อรู้พ่อตีขวัญตายสิไม่ว่า” หญิงสาวกล่าวเสียงอ่อย นึกถึงหน้าบิดาทีไรเธอก็ยอมโอนอ่อนให้กับมานพไม่ได้สักที เธอกลัวท่านจะเสียใจหากรู้ว่าลูกสาวทำตัวเหลวไหล

แม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่เธอก็จดจำคำสอนของท่านไว้เสมอประดุจคาถาที่เอาไว้ป้องกันตัว เพราะท่านอยู่ต่างจังหวัด แม้จะไม่ไกลกรุงเทพฯ มากนัก แต่เพราะงานทำให้ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่ ราวสองสามเดือนถึงจะได้ไปหาท่านสักครั้ง

ส่วนมารดาของเธอเสียชีวิตไปตั้งแต่คลอดน้องชายได้ไม่นานด้วยโรคประจำตัว ตั้งแต่นั้นมาเธอก็โตมากับบิดาและน้องชายที่อายุห่างจากเธอราวสิบปีหลังจากได้ทำงานเธอก็เช่าคอนโดฯ อยู่ที่นี่เพื่อให้ใกล้กับสถานที่ทำงาน ส่วนน้องชายอยู่ที่จังหวัดปทุมธานีกับบิดา ซึ่งมีอาชีพทำนาบัวมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า

บทก่อนหน้า
บทถัดไป