บทที่ 5 ผมจะพยายาม
แม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่เธอก็จดจำคำสอนของท่านไว้เสมอประดุจคาถาที่เอาไว้ป้องกันตัว เพราะท่านอยู่ต่างจังหวัด แม้จะไม่ไกลกรุงเทพฯ มากนัก แต่เพราะงานทำให้ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่ ราวสองสามเดือนถึงจะได้ไปหาท่านสักครั้ง
ส่วนมารดาของเธอเสียชีวิตไปตั้งแต่คลอดน้องชายได้ไม่นานด้วยโรคประจำตัว ตั้งแต่นั้นมาเธอก็โตมากับบิดาและน้องชายที่อายุห่างจากเธอราวสิบปีหลังจากได้ทำงานเธอก็เช่าคอนโดฯ อยู่ที่นี่เพื่อให้ใกล้กับสถานที่ทำงาน ส่วนน้องชายอยู่ที่จังหวัดปทุมธานีกับบิดา ซึ่งมีอาชีพทำนาบัวมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า
แม้อาชีพของเธอจะทำเงินเดือนได้มากพอสมควรแต่เงินเดือนที่ได้จากการทำงานเธอจะแบ่งครึ่งหนึ่งส่งไปให้บิดากับน้องชายเสมอเพื่อช่วยเหลือจุนเจือค่าใช้จ่ายของท่านและเป็นค่าเล่าเรียนของน้อง ซึ่งตอนนี้กำลังเรียนอยู่ในระดับปริญญาตรีปีสุดท้ายซึ่งต้องใช้เงินมากพอสมควร
“โอเค นังขวัญแต่งตัวเสร็จแล้วนั่งรอก่อน คราวนี้ถึงตาหล่อนละนังมา ไปอาบน้ำแล้วมาใส่ชุดนี้ ส่วนฉันจะใส่ชุดนี้ วุ้ย กรี๊ด เห็นชุดแล้วคืนนี้ฉันต้องได้ผู้ชายมาใส่ท้องแน่นอน” สุเมธทำท่ากรีดกรายหยิบเสื้อผ้าในถุงกระดาษขึ้นมายื่นให้ศศิมา ส่วนตัวเองก็รื้อดูชุดสำหรับจะใส่ไปเที่ยวในคืนนี้พร้อมกับจินตนาการอันสุดระทึก
ณ มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังย่านชานเมือง ศ.ดร.กฤตวัชรเมธาซึ่งเป็นทั้งอาจารย์และเป็นหนึ่งในคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยวางปากกาในมือก่อนจะหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมารับสายอย่างเสียไม่ได้ เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม
“ว่าไงภาส” ชายหนุ่มกรอกเสียงทักทายภาสกรนายตำรวจหนุ่มผู้เป็นเพื่อนรักมาตั้งแต่เรียนมัธยม
“ผับอีกแล้วเหรอ ชักเอียน ๆ ว่ะช่วงนี้” เสียงตอบเอื่อย ๆ จากศาสตราจารย์หนุ่มวัยสามสิบแปดปีที่เพิ่งขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยเพียงไม่นานด้วยความสามารถในการเป็นอาจารย์นักวิจัยที่เพิ่งได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติมาหมาด ๆ
“โธ่ ผ่อนคลายบ้างสิ นายจะอยู่กับงานวิจัยไปตลอดชีวิตเลยหรือไง พอดีมีอะไรให้ช่วยหน่อย”
“นั่นไง คิดไว้ไม่มีผิด” กฤตว่าพลางถอนใจ “มีอะไรก็ว่ามา ฉันจะได้ทำงานต่อ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเซ็ง ๆ ที่โดนขัดเวลางาน
“ก็ที่นี่เป็นแหล่งเที่ยวของบรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยนายทั้งนั้น แถมมีกลิ่นไม่ค่อยดีด้วย ฉันอยากให้นายมานั่งสังเกตการณ์โลกภายนอกดูบ้าง จะได้ตามทันเด็ก ๆ ของนาย”
“กลิ่นไม่ดียังไง” คำถามเร่งเร้าอย่างสนใจ
“อยากรู้ก็ไปดูเอง ฉันจะรอที่รูทผับตอนสี่ทุ่ม” พันตำรวจโทภาสกรกล่าวจบก็วางสายอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า
ศาสตราจารย์หนุ่มส่ายหน้าแต่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และเก็บข้าวของบนโต๊ะทำงานก่อนจะยกสมาร์ตโฟนขึ้นแนบหูเรียกคนขับรถ
“นายเอกไปส่งฉันที่สถานีรถไฟฟ้า แล้วไปรอฉันที่รูทผับเลย ฉันจะกลับบ้านก่อนแล้วจะตามไปที่รูทเอง” เพราะช่วงเวลาหลังเลิกงานเช่นนี้รถคงติดแน่นขนัดอีกตามเคย เขาถึงได้ใช้เวลาช่วงเย็นมุ่งมั่นอยู่กับการทำงานวิจัยชิ้นต่อไปแทนการเสียเวลาอยู่บนท้องถนน
โชคดีที่บ้านและมหาวิทยาลัยแม้จะอยู่ไกลกันแต่ก็อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าทั้งสองแห่ง ทำให้เขาสามารถย่นระยะเวลาเดินทางได้บ้าง แม้จะต้องเบียดเสียดยัดเยียดกับผู้คนหมู่มากก็เถอะแต่หากเขากลับดึกกว่านี้ก็จะได้นั่งรถยนต์ซึ่งมีนายเอกขับให้
เมื่อกลับถึงบ้านหลังใหญ่สไตล์ยุโรปที่เขาอาศัยอยู่กับบิดาและมารดามาตั้งแต่เด็ก ชายหนุ่มก็สลัดคราบศาสตราจารย์หนุ่มรูปหล่อผู้เคร่งขรึมมาเป็นชายหนุ่มนักเที่ยวยามราตรีในชุดกางเกงขาเดฟสีเข้มตามสมัยนิยมกับเสื้อเชิ้ตสีดำแขนยาว เซ็ตผมเผ้าให้อยู่ทรงทันสมัย ต่างจากตอนอยู่ในมาดอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราวกับเป็นคนละคน
“จะไปไหนหรือลูก” เสียงเอ่ยถามของมารดาดังขึ้นเมื่อเขาเดินลงบันไดมายังชั้นล่าง“นัดไอ้ภาสไว้ครับคุณแม่ คืนนี้คงกลับดึกหน่อย ไม่ต้องรอนะครับ เข้านอนก่อนได้เลย” ชายหนุ่มบอกมารดาที่มักจะห่วงใยราวกับเขายังเป็นเด็กอยู่เสมอ
“จ้ะ แต่กฤตอย่าลืมงานของแม่นะจ๊ะ ใกล้ถึงวันแล้วด้วย” คุณหญิงโสมสุภาผู้เป็นมารดาเอ่ยทวงสัญญาที่บุตรชายเคยให้ไว้ ชายหนุ่มถอนใจก่อนจะรับปากอย่างเสียไม่ได้
“ครับ ผมจะพยายาม”
“แค่พยายามไม่ได้สิลูก มันเป็นงานสำคัญที่ลูกต้องไป”
“ครับ” ผู้เป็นบุตรชายรับคำแม้จะไม่อยากไปงานสำคัญที่ว่านั้นสักนิด เพราะแค่มารดาอ้าปากเขาก็เห็นชัดถึงลิ้นไก่ว่าต้องการอะไรจากการให้เขาไปงานนั่น ก่อนจะขอตัวออกไปหาเพื่อนตามที่นัดหมาย
