บทที่ 6 บรรยากาศในผับ

สองหนุ่มร่างใหญ่นั่งดื่มอยู่ที่โต๊ะกลมตัวสูงสีดำท่ามกลางสารพัดแสงสีที่สาดซัดเข้าใส่กันวูบวาบจนตาลาย ส่วนรอบข้างกระหึ่มไปด้วยเสียงดนตรีจังหวะ Hip Hop จากเครื่องเสียงชั้นดีประกอบกับเสียงจากดีเจชายสุดฮ็อตมาคั่นเวลาเป็นช่วง ๆ เพื่อเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากบรรดานักท่องเที่ยวยามราตรีที่กำลังเด้งกายตามจังหวะการกระแทกกระทั้นของเสียงเพลงที่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง

ศ.ดร.กฤตซึ่งนั่งหมิ่นเหม่อยู่บนเก้าอี้บาร์เท้าแขนข้างขวาลงบนโต๊ะ สายตากวาดมองไปโดยรอบซึ่งเต็มไปด้วยชายหนุ่มและหญิงสาววัยรุ่นจนกระทั่งวัยใกล้ดึกอย่างเขา

สายตาคู่คมจับจ้องไปยังกลุ่มวัยรุ่นคุ้นตาซึ่งคนเป็นเพื่อนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ชี้ให้ดูว่านั่นคือนักศึกษาในมหาวิทยาลัยของเขา ที่ทางตำรวจจับตามองอยู่ แม้จะเป็นนักศึกษาที่เรียนในมหาวิทยาลัยที่เขาเป็นผู้บริหารแต่ใช่ว่าเขาจะจำคนเหล่านั้นได้ทั้งหมด เนื่องด้วยนักศึกษาที่มากมายหลายพันคน มีเพียงบางคนที่เขาคุ้นตาอยู่บ้างเนื่องจากเป็นนักศึกษาที่เคยทำกิจกรรมเด่น ๆ ของทางมหาวิทยาลัย

พันตำรวจโทภาสกรเอนหลังพิงราวกั้นกันตกของการแบ่งโซนภายในสถานที่แห่งนี้ที่เก้าอี้ของเขาวางไว้ติดกัน เพราะด้านล่างเป็นส่วนของเวทีที่มีนักร้องและนักดนตรีรวมทั้งดีเจกำลังปฏิบัติหน้าที่กันอย่างคึกคักในการนำพานักเที่ยวท่องไปยังโลกแห่งความสนุกสนานเร้าใจ

เขาเลือกนั่งชั้นบนก็เพื่อจะสอดส่องทุกสิ่งทุกอย่างในสถานที่นี้ให้ชัดเจนและยังพอจะพูดคุยกับเพื่อนได้รู้เรื่องบ้างเนี่องจากเสียงรบกวนเบากว่าชั้นล่าง แต่พื้นที่ชั้นบนที่เขานั่งนั้น บรรดานักเที่ยวก็ยังดื่มกินและเต้นรำอยู่ที่โต๊ะกันอย่างสุดเหวี่ยงไม่ได้น้อยหน้าชั้นล่างที่อยู่หน้าเวที

นายตำรวจหนุ่มหันไปมองกลุ่มวัยรุ่นที่ถัดไปอีกสองโต๊ะก่อนจะหันกลับมาตบไหล่เพื่อนเบา ๆ

“เฮ้ย มองเพลินเลย อย่าบอกนะว่าคิดอะไร ๆ กับลูกศิษย์ตัวเอง” เสียงเย้าของเพื่อนแม้จะไม่กระจ่างชัดนักเพราะเสียงกลบของดนตรี แต่ก็ทำให้คนโดนเย้าหูผึ่ง หันมาชำระความทันทีด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

“คิดอะไรบ้า ๆ ฉันแค่จะจำหน้าไว้ให้ชัด ๆ จะได้คอยดูความประพฤติ”นายตำรวจหนุ่มยิ้มขำก่อนว่า

“แต่ดูแล้วเด็ก ๆ ของนายคงไม่อยากให้นายดูความประพฤติอย่างเดียวละมั้ง ท่าทางคงอยากให้ปฏิบัติด้วยซะแล้วสิ เห็นแต่ละคนมองมาตาเยิ้มเชียว” นายตำรวจหนุ่มรูปงามว่าก่อนหันไปส่งยิ้มให้กับบรรดาสาว ๆ ที่หยิบยื่นไมตรีมาให้ผ่านสายตาเชื้อเชิญอย่างโจ่งแจ้งนั่น

“อกุศลน่า พวกเขาคงจำฉันไม่ได้ ถึงได้แสดงกิริยาแบบนั้น” ศาสตราจารย์หนุ่มเข้าข้างลูกศิษย์เต็มที่แม้จะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจปนสมเพชเวทนากับกิริยาอันไม่เหมาะสมนั้นอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดว่าเขาเองเป็นครูบาอาจารย์ที่ควรจะอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ใครจะคิดเล่าว่าจะมาอยู่ร่วมในแหล่งอโคจรเช่นนี้ แถมในนี้ก็ยังมืดสลัวมองเห็นหน้าใครก็ไม่ชัด การแต่งเนื้อแต่งตัวของเขาก็กลมกลืนกับบรรดานักเที่ยวทั้งหลายจนแยกไม่ออก สมควรแล้วที่จะถูกมองเช่นนั้นก่อนจะเอ่ยถามว่า

“แล้วกลิ่นไม่ดีที่นายว่ามันคืออะไร ฉันเห็นพวกเขาก็ปกติดี”

“ฉันอยู่ สำนักงาน ป.ป.ส.นายจำไม่ได้หรือไง” คำตอบที่ศาสตราจารย์หนุ่มรู้อยู่แล้วว่าต้องได้ยินหลุดออกมา ไม่ใช่เขาไม่คิดถึงเรื่องนั้น แต่...ความเป็นอาจารย์ก็ย่อมไม่อยากมองลูกศิษย์ตนในแง่ร้าย

“เข้าใจละ ฉันจะคอยเป็นหูเป็นตาให้นายก็แล้วกัน และฉันก็ภาวนาขอให้มันเป็นเพียงการเข้าใจผิด”

“ฉันก็ภาวนาให้มันเป็นอย่างนั้น” พ.ต.ท.ภาสกรตบไหล่เพื่อนอีกครั้งอย่างเข้าใจ เพราะนอกจากถ้าสิ่งที่สงสัยเป็นจริงจะกลายเป็นเรื่องเสื่อมเสียของมหาวิทยาลัยอย่างรุนแรงแล้วเขาก็รู้ดีว่าอาจารย์ผู้รักลูกศิษย์เช่นกฤตนั้นย่อมไม่อยากให้ลูกศิษย์ทำผิดกฏหมายหรือเลือกเดินในทางเสื่อมซึ่งเมื่อถูกจับได้แน่นอนว่าอนาคตอันที่จะสว่างไสวในอนาคตนั้นย่อมต้องดับวูบลงในทันที

“กรี๊ดดดดดดด ได้ที่นั่งสักทีรออยู่ตั้งนาน มา ๆ นังมานังขวัญ มานั่งเร็ว” เสียงกรี๊ดกร๊าดของโต๊ะข้าง ๆ ดังขึ้นไม่เบานัก ทำให้สองหนุ่มที่กำลังครุ่นคิดเรื่องบางอย่างอยู่ในใจหลุดออกจากภวังค์หันไปยังต้นเสียง เห็นหญิงสาวสองคนและอีกคนมองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ชายจริงหญิงแท้

ภาสกรยักคิ้วให้กับเพื่อนรักเมื่อเห็นว่าเพื่อนหันกลับมามองตน

“ไงนายสนไหมล่ะ สวยทั้งคู่” นายตำรวจหนุ่มเย้าเพื่อน กฤตส่ายหน้ายิก “ฮึ ฉันไม่ชอบคบผู้หญิงในผับ” ตอบเสร็จก็หันไปยังกลุ่มนักศึกษาต่อ เพราะตอนนี้ในสมองของเขามีแต่ความห่วงใยอนาคตของชาติที่กำลังเต้นรำอย่างสนุกสนานอยู่ตรงหน้านี้เท่านั้น

แม้ตั้งใจว่าจะไม่สนใจโต๊ะข้าง ๆ ที่มาใหม่ แต่เสียงกรี๊ดกร๊าดของชายหนุ่มหัวใจสาวที่ดังขึ้นเป็นระยะ ๆ ก็ทำให้ศาสตราจารย์หนุ่มต้องหันมองเป็นครั้งคราว

เขาเห็นชายร่างอ้อนแอ้นในเสื้อผ้ารัดติ้วยกแก้วขึ้นสูงก่อนจะเรียกหญิงสาวทั้งสองคนให้ดื่มพร้อมกัน

“เฮ้ นังขวัญหล่อนจะนั่งซึมอยู่ทำไมดื่มสิยะ นังมาด้วย เอ๊า ชนนนนน วู้ สนุกจังเลย” เสียงดัดสาวนั้นดังชัดเนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนเพลงที่เสียงดนตรีหยุดนิ่งไปเพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่จะขึ้นเพลงใหม่พร้อมกับเสียงดีเจที่ทำหน้าที่พูดกระตุ้นเร่งเร้าด้วยวาจาสองแง่สองง่ามให้ได้โยกย้ายกันต่ออย่างไม่ขัดอารมณ์

บทก่อนหน้า
บทถัดไป