บทที่ 7 สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยแล้ว
กฤตสังเกตหญิงสาวที่ดูสวยเด่นที่สุดในกลุ่มซึ่งหลังจากยกแก้วชนกับเพื่อนก็กลับไปนั่งซึมอย่างเดิม ในขณะที่หญิงสาวอีกคนหนึ่งลุกขึ้นเต้นรำเพราะถูกชายร่างอ้อนแอ้นที่ดูจะสนุกที่สุดในกลุ่มดึงให้ลุกขึ้นเต้น นาน ๆ ถึงจะยกแก้วยื่นให้คนที่นั่งอยู่ยกขึ้นดื่ม เขาเห็นหล่อนดื่มอยู่ราวสองสามแก้วก็ลุกขึ้นกระซิบกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งก่อนจะเดินออกไป
ชายหนุ่มมองตามร่างระหงที่เขารู้สึกคุ้นตาราวกับเคยเห็นท่าทางการเดินเช่นนี้ที่ไหนสักแห่ง จนกระทั่งเห็นหญิงสาวเลี้ยวไปยังป้ายไฟที่บอกทางไปห้องน้ำเขายักไหล่เมื่อคิดว่าคงจะคิดมากไปเองก่อนที่คิ้วคู่เข้มจะขมวดคิดเมื่อเห็นผู้ชายโต๊ะใกล้กับกลุ่มลูกศิษย์ของเขาทำท่าทางแปลก ๆ มีการบุ้ยใบ้ไปยังหญิงสาวร่างสวยที่เดินผ่านไป ก่อนจะมองหน้ากันไปมาแล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากโต๊ะทีละคน
เขาพยายามคิดว่าอย่าไปยุ่งเพราะในสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะที่จะหาเรื่องใส่ตัว แต่ความรู้สึกกังวลบางอย่างทำให้เขานั่งกระสับกระส่ายอย่างประหลาด
ขวัญบงกชออกจากห้องน้ำแล้วสำรวจใบหน้าตัวเองในกระจกเงาขณะล้างมือไปพลาง หลังจากดื่มเหล้าผสมโค้กแบบบาง ๆ อย่างที่สุเมธบอกไปเพียงสามแก้ว เธอก็มีอาการเวียนศีรษะและมึนงง เพราะไม่เคยดื่มมาก่อนจึงมีอาการเมาเร็วกว่าปกติ ส่วนใบหน้าก็ร้อนวูบวาบซึ่งเธอก็รู้ดีว่าคงเกิดด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ก่อนจะตั้งสติให้มั่นแล้วเดินให้ปกติอย่างที่สุดเพื่อกลับไปที่โต๊ะ
“น้อง...” เสียงเรียกจากด้านหลังแต่เธอไม่ได้สนใจ เพราะคิดว่าคงจะเรียกคนอื่นจึงก้าวเดินต่อไป
“หยิ่งนักหรือไง พี่เรียกถึงไม่คุยด้วย” มือใหญ่หยาบวางลงบนไหล่เนียน หญิงสาวสะดุ้งวาบก่อนจะหันกลับมาหา แล้วก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อมีผู้ชายร่างใหญ่ถึงสามคน
“เอ่อ เราเคยรู้จักกันหรือคะ” หญิงสาวเอ่ยถามถ่วงเวลา เพราะรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล ขณะที่หัวใจเต้นโครมครามราวกับจะกระดอนออกมานอกอก เพราะดูสายตาของทั้งสามคนแล้วมองออกว่าปราศจากความเป็นมิตรอย่างสิ้นเชิง
“เมื่อก่อนไม่เคย แต่เดี๋ยวก็คงได้รู้จัก น้องไปนั่งคุยที่โต๊ะพี่หน่อย เจ้านายพี่รออยู่” คนเสื้อดำตัวใหญ่สุดพุงพลุ้ยไม่ว่าเปล่ายังฉวยโอกาสมาฉุดแขนเธอด้วย หญิงสาวสะบัดหนี
“ปล่อยนะคะ” เธอตวาดแหว
“อย่าเรื่องมากน่า สวย ๆ แถมสะบัดสะบิ้งเก่งแบบนี้นายพี่ชอบ เรื่องเงินทองไม่ต้องห่วงนายพี่รวยมาก บอกให้ไปก็ไปดี ๆ เถอะอย่าเล่นตัวนักเลยน่า ของมันรู้ ๆ กันอยู่” ว่าแล้วก็ก้มมองปราดตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาโลมเลียที่ทำให้เธอเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เพราะไอ้ชุดสวยของสุเมธเป็นแน่แท้ที่ทำให้เจ้าพวกนี้หลงคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงทำงานอย่างว่าไปแล้ว
“พี่เข้าใจผิดแล้ว ไปบอกนายพี่ให้หาคนใหม่เถอะนะคะ” หญิงสาวพยายามต่อรองด้วยน้ำเสียงสุภาพ ก่อนจะรีบถอยห่าง ทว่าคนผอมกว่าร่างดำคล้ำกลับเข้ามาประชิดแล้วใช้มืออันน่าขยะแขยงของมันมารวบไหล่เธอเพื่อดันให้เดินไปพร้อมกับมัน แต่หญิงสาวดิ้นรนขัดขืนเพราะอย่างไรก็ไม่มีวันยอมไปกับคนพวกนี้อย่างเด็ดขาด
“ปล่อยนะ ปล่อย” มือดำคล้ำนั่นแข็งราวกับหิน ดิ้นรนอย่างไรมันก็ยิ่งกดแน่นจนไหล่เธอเจ็บระบมไปหมด
“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้ว...อุ๊บ..” พอเธอตะโกนเสียงดังขึ้นอีกคนหนึ่งก็เอามือมาตะปบปากจนไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าทางเข้าออกห้องน้ำที่ซับซ้อนของที่นี่จะไม่มีคนเดินเข้าออกในตอนนี้ เพราะก่อนหน้านี้เธอก็เห็นคนอยู่ประปราย
“เงียบแล้วเดินไปดี ๆ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว” ไอ้คนพุงพลุ้ยข่มขู่ด้วยสุ้มเสียงน่ากลัว เธอรู้สึกราวกับกำลังหายใจไม่ออก เมื่อรู้ตัวว่าไอ้คนตัวสูงหัวล้านที่เหลืออยู่เอาอะไรแหลม ๆ มาจิ้มที่เอว มันต้องเป็นมีดแน่ ๆ แม้มองไม่เห็นเธอก็พอจะจินตนาการได้
หญิงสาวกลอกตาไปมา จะร้องก็ร้องไม่ออกเพราะมือใหญ่ราวกับใบลานนั่นปิดปากเธออยู่ เธอทำได้อย่างเดียวในตอนนี้ก็คือ ฝืนตัวเองให้หนักขึ้นให้พวกมันทุลักทุเลถึงที่สุดเพื่อหาหนทางเอาตัวรอด เพราะเธอไม่รู้ว่าพวกมันจะพาเธอไปไหนในใจก็ภาวนาร้องขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ใครสักคนเดินมาเข้าห้องน้ำ
“ทำอะไรกัน” เสียงทุ้มเข้มดังออกมาจากห้องน้ำผู้ชายแล้วเธอก็เห็นผู้ชายร่างสูงสมาร์ตคุ้นตาเดินออกมา
สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยแล้ว! กระแสความดีใจผุดขึ้นในดวงตาของเธอ
