บทที่ 9 คงไม่มีอะไรบัดซบกว่านี้อีกแล้ว
“ฉุด!” สุเมธตาโตราวกับไข่ห่าน
“ตายแล้วนังขวัญ เกิดอะไรขึ้นหล่อนเล่าให้ละเอียดซิ” ขวัญบงกชลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่นให้ฟังจนจบ สุเมธจึงได้พยุงรุ่นน้องสาวให้กลับไปที่โต๊ะ ซึ่งเธอให้ศศิมารออยู่ที่นั่น
เมื่อไปไกล้ถึงก็เห็นผู้ชายสองคนกำลังยืนคุยอยู่กับศศิมาที่โต๊ะ ซึ่งคนหนึ่งขวัญบงกชจำได้ดีว่าเป็นผู้มีพระคุณของเธอ ทั้งสองหันมาทางเธอกับสุเมธแวบหนึ่งแล้วเดินออกจากโต๊ะก่อนที่เธอกับสุเมธจะเดินไปถึง
“กลับกันเถอะนังมา คืนนี้ไม่สนุกแล้ว เกิดเรื่องกับนังขวัญ” สุเมธว่าก่อนจะเรียกพนักงานให้มาเช็คบิล
ชายหนุ่มสองคนยืนมองรถยุโรปคันโตที่เคลื่อนที่ออกจากลานจอดรถหน้าผับ เมื่อรอสังเกตการณ์จนกระทั่งเห็นสุเมธเป็นผู้ขับพาเพื่อนสาวทั้งสองคนของเธอกลับบ้านไปเป็นที่เรียบร้อยนายตำรวจหนุ่มก็หันมาหาเพื่อน
“สาว ๆ ปลอดภัยแล้ว กลับบ้านกันเถอะ เมื่อกี้นายทำผลงานได้ไม่เลวนี่หว่า ไม่เสียแรงมีเพื่อนเป็นตำรวจแล้วตอนนี้รู้หรือยังว่าพ่อแม่ตัวเองเป็นใคร” พ.ต.ท.ภาสกรกล่าวพลางหัวเราะร่วน
“เห็นด้วยเหรอ” คนมีเพื่อนเป็นตำรวจหันมาถามอย่างอึ้ง ๆ เพราะเขาไม่คิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้จะมีใครเห็นนอกจากยายผู้หญิงจอมขี้ตู่คนนั้นที่บังอาจเรียกเขาว่าดาร์ลิ้งได้หน้าตาเฉย คิดถึงคำนี้ทีไรขนแขนพานลุกซู่ขึ้นมาทุกที
“ก็เห็นสิ ฉันเป็นตำรวจนะ จะมองไม่ออกหรือไงว่านายจะไปไหน”
“แล้วนายก็ตามไปแต่ไม่ช่วย” ศาสตราจารย์หนุ่มหันมองอย่างเคืองใจ
“โธ่ ก็ฉันเปิดโอกาสให้นายได้โชว์พาวเวอร์ต่อหน้าสาวไง”
“ไอ้...” คนได้โชว์พาวเวอร์กัดฟันกรอด “ให้ตายเหอะ นายจะปล่อยให้ฉันโดนกระทืบตายก่อนแล้วค่อยออกมาช่วยหรือยังไง”
“อย่าโมโหน่า ฉันไม่ปล่อยจนถึงขั้นนั้นหรอก แค่จะดูว่าไอ้พวกนั้นมันลูกน้องใครก็เท่านั้นละ เห็นนายเอาอยู่ฉันก็หายห่วง เลยออกมาส่องดูสถานการณ์ข้างนอกแทน”
“ส่องดูสถานการณ์ข้างนอก!” คนถูกทิ้งทำเสียงสูง
“ฉันเดินออกมาเห็นชัด ๆ ว่านายกำลังนั่งป้อสาว”
“อ้อ คุณมาน่ะเหรอ น่ารักดีนะ เห็นโต๊ะข้าง ๆ จ้องกันตาเป็นมันฉันเลยเข้าไปคุยด้วยคุมเชิงไว้ก่อน มันคือเทคนิคการทำงานของฉัน หยุดคิดอกุศลแล้วกลับบ้านได้แล้ว ขอบใจมากที่มาช่วยงาน ฉันส่งนายแค่นี้นะ” พ.ต.ท.หนุ่มจอมกะล่อนเปิดประตูรถด้านหลังซึ่งนายเอกคนขับรถสตาร์ตรออยู่แล้วให้เพื่อนเข้าไปนั่งด้วยท่าทีเอาใจ
ก่อนที่จะเดินไปยังรถของตัวเองที่จอดเยื้อง ๆ กันแล้วขับตามไปด้วย ท่ามกลางสายตามองตามของผู้ชายร่างสูงใหญ่สี่คนก่อนที่หนึ่งในสี่คนนั้นจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“พวกมึงไปสืบมา...ว่ามันลูกใคร!”
ขวัญบงกชนอนซมอยู่บนเตียงมาสองวันแล้วด้วยมีอาการป่วยอย่างจริงจัง ไม่ใช่ป่วยทางใจอย่างเดียวเหมือนคราวก่อนเพราะตั้งแต่คืนนั้นที่เธอเจอกับวิกฤตร้ายแรงของชีวิตถึงขั้นเกือบโดนฉุดไปทำมิดีมิร้าย หญิงสาวมีอาการอ่อนเปลี้ยราวกับคนเสียขวัญ หมดเรี่ยวแรงแม้จะลุกขึ้นไปหาอะไรใส่ท้องในยามหิวก็แทบขยับตัวไม่ไหว มีเพียงศศิมาที่คอยแวะเข้ามาดูในตอนเย็น และคอยโทรมากำชับให้กินข้าวกินยากินน้ำที่ซื้อมาใส่ตู้เย็นไว้ให้
เสียงสมาร์ตโฟนดังขึ้นที่หัวเตียง หญิงสาวเอามือควานไปยังต้นเสียงแล้วหยิบมาดู ก่อนจะนิ่งไปนิดหนึ่งเมื่อเห็นรายชื่อที่แสดงอยู่หน้าจอว่าเป็นสายจากทางบริษัท ซึ่งวันนี้เธอลางานมาครบสามวันแล้ว
“ขวัญพูดค่ะ” เธอกรอกเสียงแหบแห้งลงไป
“ขวัญขอลาต่ออีกสองวันได้ไหมคะ ยังไม่รู้สึกดีขึ้นเลยค่ะ” หลังจากที่เธอพูดจบ หญิงสาวก็นิ่งไปอย่างยาวนาน เมื่อเสียงต้นสายร่ายยาวเกี่ยวกับความจำเป็นที่เธอจะต้องไปทำงานในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะทำให้การทำงานของทีมรวนเรไปหมดหากเธอยังลางานต่อ แล้วอาจจะไม่ทันส่งงานให้ลูกค้าทันในเดือนหน้าด้วย น้ำในดวงตาเศร้าโศกไหลซึมอย่างบังคับไม่อยู่ ความน้อยใจที่ตั้งแต่ทำงานมาเธอก็ทุ่มเทเวลาเกือบทั้งหมดไปกับงานของบริษัท แต่เมื่อเธอเจ็บป่วยขอเวลาพักผ่อนอีกเพียงแค่สองวันเท่านั้น กลับยอมกันไม่ได้
“งั้น ขวัญ...ขวัญขอลาออกนะคะ” หญิงสาวตอบกลับไปอย่างคนสิ้นแรง เธอกดวางสายแล้ววางมันลงข้างหมอนก่อนจะพลิกกายหันหลังให้แล้วหลับตาลงไปทั้งน้ำตา โดยไม่สนใจเสียงสมาร์ตโฟนที่ดังขึ้นอีกครั้ง เธอปล่อยให้มันส่งเสียงดังอยู่อย่างนั้นโดยไม่สนใจจะหยิบมาดู หมดแล้วความรู้สึกดี ๆ หมดแล้วสิ่งที่ทุ่มเทมาทั้งหมด ในเมื่อชีวิตมันจะโชคร้ายซวยซ้ำซวยซ้อนอย่างนี้เธอก็จะยอมให้มันเป็นไป แต่ต่อไปเธอจะรักตัวเองให้มากกว่านี้ จะทำเพื่อตัวเองให้มากกว่านี้
หญิงสาวคิดไปพร้อมกับน้ำตาที่รินเป็นสาย ในเวลานี้เธอไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ทั้งแฟนและงานสูญเสียไปในเวลาไล่เลี่ยกันไหนเกือบจะโดนข่มขืนอีก...
ชีวิตมันคงไม่มีอะไรบัดซบไปมากกว่านี้อีกแล้ว!
