บทที่ 10 ที่ซุกหัว

เสียงตะโกนของนางดังลั่นจนเหมยจิ้งสะดุ้ง จือจื่อไม่รอช้า วิ่งพรวดเข้าไปผลักประตูห้องเก็บฟืนอย่างแรง ประตูไม้ผุส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ก่อนจะเปิดออกพร้อมควันขาวลอยคลุ้ง

ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้นางชะงัก บุรุษหนุ่มสองคน อายุราวสิบห้าปี หน้าตาเหมือนกันราวกับแกะจากพิมพ์เดียวกัน เสื้อผ้าขาดรุ่ย เนื้อตัวมอมแมม นั่งยองๆ อยู่ข้างกองไฟเล็กๆ ที่ก่อจากเศษไม้แห้ง

ทั้งสองอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโพลง ก่อนจะหงายหลังล้มผงะออกจากกองไฟด้วยความตกใจ

"อ๊าก"

ทั้งสองรีบลุกขึ้นอย่างลนลาน กระทืบกองไฟด้วยเท้าเล็กๆ ของตนเอง กลัวจนหน้าซีดเผือด เถ้าถ่านปลิวกระจายไปทั่วพื้น

"ข้าไม่ได้ทำนะ"

"จะ…จะ…เจ้าอย่าพูดจามั่วซั่ว"

เสียงสั่นเครือดังประสานกัน เด็กเร่ร่อนน้อยทั้งสองกระหน่ำเหยียบไฟไม่หยุด ราวกับกลัวว่าหากไฟยังไม่ดับ ชีวิตของตนจะถูกตัดสินในทันที

เหมยจิ้งรีบวิ่งเข้ามา ยกมือปิดปากด้วยความตกใจ ส่วนจือจื่อยืนนิ่ง มองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่ค่อยๆ เย็นลง เมื่อเห็นว่ากองไฟนั้นเล็กนิดเดียว เป็นเพียงไฟสำหรับผิงหนาว ไม่ใช่การเผาทำลายอย่างที่นางคิด

"พอแล้วๆ ไฟดับแล้ว"

จือจื่อพูดเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ทั้งสองหยุดเท้า หอบหายใจแรง เงยหน้าขึ้นมองนางอย่างหวาดๆ

ในแววตานั้น ไม่มีความมุ่งร้าย มีเพียงความกลัว ความหิว และความจนที่เหมือนกระจกสะท้อนชีวิตของจือจื่อในตอนนี้

เมืองอี้…ไม่ได้มีเพียงจือจื่อที่ถูกทอดทิ้ง แต่ยังมีคนอื่นที่ถูกโลกผลักออกมาไกลไม่แพ้กัน

"นะนะนี่ เจ้าเด็กนี่ เป็นเพราะเจ้าทำรองเท้าข้าไหม้ไฟหมดเลย"

เสียงนั้นทั้งขุ่นเคืองทั้งคับแค้น รองเท้าคู่เดียวที่เขามีถูกไฟลามไปเลียจนขอบดำเกรียม ใช้ต่อก็คงไม่ได้ จือจือมองรองเท้าคู่นั้นแล้วเหลือบตามองกองไฟเล็กๆ พลันรู้สึกผิดนิดหน่อยแต่ไม่ยอมแสดงออก

เหมยจิ้งขมวดคิ้วก้าวขึ้นหน้า ตั้งท่าจะเอ็ดเสียงเข้มแต่เหมยจิ้งไวกว่า

"นี่พวกเจ้ากล้าว่าพระสนม…"

จือจือรีบยกมืออุดปากเหมยจิ้งไว้แน่น ก้มหน้าลงกระซิบเสียงเบาแต่จริงจัง

"ไม่ต้องไปบอกพวกเขาว่าข้าเป็นใคร ข้าบอกเจ้าแล้วไงว่าตอนนี้มีแต่คนที่ชื่อจื่อจือ ไม่มีพระสนมอะไรนั่นแล้ว"

เหมยจิ้งตาโต มือไม้เกร็งไปหมด ยังไม่ทันพยักหน้า บุรุษหนุ่มทั้งสองที่ได้ยินคำว่าพระสนมเข้าก็อุทานขึ้นพร้อมกัน

"พระสนมเลยหรือ"

จือจือชะงักไปเสี้ยวลมหายใจ ก่อนจะนึกอะไรออก เชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นใจ สีหน้ากลายเป็นขึงขัง

"แน่นอน"

เหมยจิ้งเผลอหลุดเสียง

"เอ้าพระสนม"

จือจือรีบพูดขัดทันที น้ำเสียงราบเรียบแต่จริงจัง

"ข้าเป็นพระสนมที่ฝ่าบาทส่งมาที่นี่ เป็นเจ้าของที่นี่ในตอนนี้ พวกเจ้าสองคนจะอยู่ดีๆ หรือจะไปก็แล้วแต่"

คำพูดนั้นฟังดูแข็งกร้าว แต่ในใจจือจือกลับคิดเร็วราวสายฟ้า อย่างไรก็ต้องยึดที่นี่ไว้ให้ได้ หากปล่อยให้เด็กเร่ร่อนสองคนนี้ไล่พวกนางออกไป นางกับเหมยจิ้งคงไม่มีที่ให้ซุกหัวนอนอีกแล้วอย่างไรที่นี่ก็ไม่มีเจ้าของ แอบอ้างไปเลย

เหมยจิ้งหน้าซีด รีบกระซิบเสียงสั่น

"ไม่ได้นะเจ้าคะ เราสองคนเป็นสตรี หากเอะอะขึ้นมาเราจะสู้พวกเขาได้อย่างไร อีกอย่างเราไม่มีอาหารมากพอ ถ้าพวกเขาแย่งอาหารเราไปจะทำอย่างไรเจ้าคะ"

จือจือไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เพียงยืนเท้าเอว มองเด็กหนุ่มทั้งสองอย่างประเมินค่า ก่อนจะพูดช้าๆ

"เจ้าก็ให้พวกเขาไปหาอาหารสิ นี่บ้านเรา เรามีที่พัก พวกเขาก็ต้องหาอาหาร"

โจวชวี่กับแฝดน้องมองหน้ากันเงียบๆ สายตาที่เคยแข็งกร้าวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นลังเล ในตำหนักร้างที่ทั้งหนาวทั้งหิวนี้ คำว่าที่พักอาศัยฟังดูมีค่ากว่าศักดิ์ศรีใดๆ

และในความเงียบนั้นเอง จือจือก็รู้สึกได้ว่า ชีวิตใหม่ของนาง อาจไม่ได้เริ่มต้นเพียงลำพังอีกต่อไป

บุรุษหนุ่มทั้งสองมองหน้ากันเพียงครู่เดียว ก่อนจะพยักหน้ารัวเร็วราวกับกลัวจือจื่อเปลี่ยนใจ

"ใช่ๆ พวกข้าหาอาหารได้ ข้าจะจับกบล่างูให้เจ้าเอง"พลางคิดว่าหากมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งก็ดีจะได้ไม่ต้องเร่ร่อนเหมือนก่อนนั้น

จือจือเบ้หน้าในทันที คิ้วขมวด ปากยื่นอย่างไม่ปิดบังความรังเกียจ

"ไม่ใช่ๆ ละๆ ข้าเนี่ยนะจะกินกบ ข้าระดับพระสนม จะให้กินกบกินงูหรือ ได้หรือ"

เหมยจิ้งยืนฟังอยู่ข้างหลัง เผลอกลืนน้ำลายตามอย่างช่วยไม่ได้

"พวกเจ้าไม่ต้องคิดไปไกล พวกเจ้าล่าไม่เป็น เดี๋ยวข้าช่วยก็ได้"

โจวชวี่กับชูอวี่มองหน้ากันอีกครั้ง คราวนี้สายตาเต็มไปด้วยความลังเลปนสงสัย แต่ก็พยักหน้าตามกันอย่างเสียไม่ได้

"งั้น…"

จือจือยิ้มมุมปาก ตบบ่าทั้งสองคนอย่างกันเอง เสียงตบดังปุๆ อย่างไม่เบานัก

"ดีล พวกเจ้าเข้าไปทางนั้นเถอะ แล้วเรามาแบ่งหน้าที่กัน"

นางกวาดตามองตำหนักร้างกว้างใหญ่ราวกับประเมินทรัพย์สินของตนเอง

"ข้ากับเหมยจิ้งจะทำความสะอาดที่พัก บ้านที่ดีต้องน่าอยู่หน่อย ที่นี่กว้างขวางจะยกห้องให้พวกเจ้าคนละสองสามห้องยังได้เลย"

เหมยจิ้งตาโตเล็กน้อย แต่ก็ไม่กล้าขัด

"ส่วนพวกเจ้า ทำเรื่องง่ายๆ ไปหาอาหารมา ตกปลา ล่าไก่"

ชูอวี่ขมวดคิ้วทันที สีหน้าไม่เชื่อถือ

"ตกปลา ล่าไก่หรือ เจ้าเป็นสนมอยู่ในวัง เป็นลูกขุนนาง คงไม่รู้ว่าเรื่องพวกนี้ทำยากขนาดไหน กว่าจะใช้ธนูยิงมาได้แต่ละตัว พวกข้าก็ไม่มีธนูตอนนี้"

จือจือทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

"พวกเจ้านี่ไม่คิดจะพัฒนาบ้างหรือไร ไม่ต้องคิดมาก เดี๋ยวข้าสอนวิธีดีๆ ให้ มีร้อยแปดวิธีในการจับไก่"

โจวชวี่เลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ

"เจ้าเอาเครื่องมือมาหรือ ดีเลย"

จือจือส่ายหน้าอย่างอารมณ์ดี

"ข้าจะทำเองให้พวกเจ้าต่างหาก แต่ว่าต้องใช้เวลา"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป