บทที่ 3 บทเป็นที่โปรดปราน
หน้าห้องพักเงียบสงัด มีเพียงเสียงถอนหายใจยาวๆ ของหยวนเซียวที่ยืนกอดอกมองประตูอย่างหมดความอดทน เขาเหลือบตามองเหมยจิ้งที่เพิ่งวิ่งหน้าตาตื่นมาถึง ทั้งผมเผ้ายุ่งเหยิง หน้าแดงจากฤทธิ์สุราที่ยังไม่ตก
“เหมยจิ้ง เจ้าไปลากเจ้านายเจ้าออกมาเถอะ” หยวนเซียวพูดเสียงต่ำจริงจัง
“หากช้า ฝ่าบาทจะยิ่งกริ้ว โทษจะยิ่งหนัก เจ้าก็รู้นิสัยฝ่าบาทดีไม่เคยอ่อนข้อให้ใคร”
เหมยจิ้งหน้าเหลอหลาแต่ก็รีบพยักหน้า ก่อนผลักประตูเข้าไปในห้องอย่างระวัง
ภายในห้อง เยว่จือนอนอืดอยู่บนแท่นนอน ผ้าห่มพันตัวแน่นเหมือนดักแด้ ร่างอวบแน่นอนขยับไปมาช้า ๆ พร้อมเสียงงึมงำอย่างกับเด็กโดนปลุกเช้าเกินไป
เหมยจิ้งรีบเข้าไปเขย่าตัวนาง
“คุณหนูเจ้าขา ตื่นเถอะเพคะ ฮืออออ ตื่นเถอะ ไม่ตื่นไม่ได้แล้ว”
เยว่จือยกมือปัด
“อย่ากวนสิ ข้ากำลังจะฝันว่าได้กินหมูกรอบ…”
“ไม่ได้เพคะ ไม่มีเวลาฝันถึงหมูกรอบแล้ว” เหมยจิ้งเขย่าต่อแรงกว่าเดิม
“ฝ่าบาทให้นำตัวพระสนมไปไต่สวนมัวแต่นอน จะกริ้วเอาได้ ต้องไปเดี๋ยวนี้ด้วย”
เยว่จือค่อย ๆ เปิดตาข้างหนึ่งมองเหมยจิ้งอย่างไม่อยากเชื่อ
“ไต่สวนอะไร ข้าแค่ไปดื่มเล่นเอง…”
“ดื่มเล่นเพคะ แต่คนทั้งเมืองรู้หมดแล้วว่าเพคะเลี้ยงทั้งหอ”
เหมยจิ้งหน้าซีด“เขาบอกว่าพระสนมใจกล้าใจป้ำประกาศกลางถนนเลยเพคะ องครักษ์มาเต็มหอเชิญท่านกลับแบบหามเลยนะเพคะเมื่อคืน”
เยว่จือกุมขมับ
“โอย… ปวดหัว…รำคาญจริง ใครสนกันเล่าใครจะพูดก็พูดไปมาปลุกข้าทำไม”
เหมยจิ้งแทบร้องไห้
“ฝ่าบาทเพคะฝ่าบาท หากท่านไม่รีบไป ฝ่าบาทจะโกรธจริง ๆ นะเพคะ หยวนเซียวรออยู่หน้าห้องแล้ว”
เยว่จือสะดุ้งทันทีราวกับถูกน้ำราด
“หือ หยวนเซียวมาด้วยเหรอ”
เหมยจิ้งรีบพยักหน้า
“เจ้าค่ะ รีบลุกเร็วๆ เถอะเจ้าค่ะ”
เยว่จือค่อย ๆ ดันตัวขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล ผมยุ่งเป็นรังนก ยังไม่สร่างเมาอย่างเห้นได้ชัด ร่างอ้วนแกว่งไปมาราวกับจะล้ม
เหมยจิ้งต้องรีบเข้าไปประคอง นวดแขน นวดไหล่ พูดปลอบเหมือนเด็ก
“ลุกนะเพคะ ลุกก่อน เดี๋ยวค่อยกลับมานอนใหม่ก็ได้ค่ะเพคะ ลุกเพื่อตัวท่านเองนะเพคะ…”
เยว่จือบ่นงึมงำ
“ถ้าฝ่าบาทจะดุจริง ๆ ข้าขอกลับมานอนก่อน…”
“ไม่ได้เพคะ” เหมยจิ้งแทบจะอุ้มเจ้านายแล้ว “ไปเถอะค่ะเพคะ ไปเถิด ฮืออออ…”
สุดท้ายเหมยจิ้งทั้งดัน ทั้งดึง ทั้งประคอง ทั้งงัดข้อศอกเยว่จือ จนร่างอวบ ๆ ถูกพาออกจากเตียงอย่างทุลักทุเล
เมื่อเปิดประตูออกไป หยวนเซียวมองภาพเยว่จือยืนโงนเงนอยู่ในอ้อมแขนสาวใช้แล้วถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับอีกรอบ
นี่มันยังแค่เริ่มต้นของวัน…
บนบัลลังก์มังกรนั้น ใบหน้าหล่อเหลาของฮ่องเต้หยงชิงที่ไร้ที่ติ ดั่งแกะสลักจากหินอ่อน สันกรามที่ชัดเจนและคมดุจดั่งดาบ ตาที่คมกริบของเขาทอประกายด้วยความเยือกเย็นและความรู้สึกที่ลึกลับจนยากที่จะอ่านออก ดวงตาคู่นั้นก็ยังคงคงแววที่เย็นชาและไม่แสดงอารมณ์ใดๆ นอกจากความเงียบขรึม ด้านข้างไทเฮาที่มารอดูคำไต่สวนในฐานะผู้ปกครองวังหลัง
ดวงตาสีดำขลับที่เคยดึงดูดให้ทุกคนต้องหลงใหลกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่า เขามองผ่านผู้คนที่เข้ามาหาเขาทุกวัน ทั้งนางสนมและหญิงงามที่เข้าวังมา หญิงงามเหล่านั้นล้วนแต่มีเป้าหมายเดียวกันตำแหน่งและอำนาจ และไม่เคยมีใครที่ทำให้เขาหยุดมองสักคน นอกจาหญิงร่างอ้วนที่ไม่สำรวมคนนี้ เยว่จือ
เยว่จือร่างกลมที่เดินไม่ตรงทาง ทำให้สายตาขุนนางทั้งหลายพร้อมใจกันเหล่มองราวกับเห็นภูเขากลิ้งเข้าวัง ส่วนเหมยจิ้งนั้นหน้าเสียจนเหมือนจะร้องไห้ตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวพ้นธรณีประตู
ขุนนางหลายคนที่ต่างวนเวียนก้าวออกมาประสานมือเล่าวีรกรรมของเยว่จือเมื่อคืนต่างส่ายหน้าไปมา
เยว่จือคุกเข่าได้เพียงครู่เดียวก็ทรงตัวไม่อยู่ ทิ้งตัวนอนหงายต่อหน้าบัลลังก์ราวกับพื้นหินเย็นๆ นั้นคือฟูกนวมแสนสบายร่างอ้วนราวกับก้อนภูเขา ขุนนางทั้งแถวพ่นลมหายใจยาว
ใต้เท้าเจิ้งก้าวออกมาราวกับรอจังหวะนี้มานาน สีหน้าเคร่งเครียด ขนคิ้วขมวดเป็นปม มองลงมาเห็นเยว่จือนอนแผ่อยู่เบื้องล่างก็ยิ่งโมโหจนหน้าแดง
"นี่หรือสนมของฝ่าบาทที่ผ่านการฝึกปรืออย่างดีก่อนเข้าวัง" เสียงก้องสะท้อนทั่วท้องพระโรง
เหมยจิ้งก้มหน้าจนคางแทบจะแตะพื้น ส่วนเยว่จือปวดหัวจนตาลายแต่ในใจกลับจดชื่อเจ้าคนปากคาวไว้ทันที ผูกแค้นเป็นระเบียบพร้อมวันสะสางในอนาคต
ใต้เท้าเจิ้งหันกลับไปประสานมือพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ฝ่าบาท เรื่องนี้ลามไปทั่วเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ อีกไม่เกินสามวันจะต้องไปถึงชายแดนแน่นอน และไม่เกินห้าวันจะต้องถึงแคว้นต่างๆ นางอวดอ้างตนว่าเป็นสนมเอกผู้โปรดปราน แต่กลับไปเที่ยวหอโคมเขียวกอดโอบบุรุษหนุ่ม ไม่แปลกใจที่บิดาเป็นแค่ฉงจิ่วผิ่น แต่นางกล้าอวดอ้างเกินตัว นางประกาศว่าจะเลี้ยงชายในหอโคมเขียวทั้งหอ ที่น่าเจ็บใจที่สุดส่งคนมาขอเงินที่กรมคลังของข้า"
ว่าจบก็ปาตั๋วรายการอาหารและสุราที่เปลี่ยนเป็นจำนวนที่ต้องจ่าย (บิล) กองใหญ่ลงพื้นจนฝุ่นฟุ้ง ใต้เท้าฉวีที่ยืนข้างๆ จึงถามหน้าตาย
"แล้วท่านได้จ่ายแทนนางหรือไม่"
"ข้าก็ต้องจ่ายสิไม่อย่างนั้นจะเสียชื่อฝ่าบาทได้" ใต้เท้าเจิ้งเกือบจะกระทืบเท้าอย่างเด็กงอแง
เยว่จือยันตัวลุกขึ้น เหมยจิ้งรีบประคองเถียงเสียงดัง
