บทที่ 4 ก่อนนั้น
"ปีนึงข้าเอาไปใช้กี่บาทกัน ทีพวกท่านเอะอะอะไรก็ร่ำสุราปิดหอเลี้ยงสาวๆ แทบทุกเดือน หมดไปเท่าไหร่ มีใครตรวจสอบไหม ข้าเป็นแค่สนมต่ำต้อยกลับต้องถูกตรวจราวกับเป็นขุนนางระดับสูง"
ใต้เท้าเจิ้งปากสั่นคอสั่นยิ่งกว่าเดิม ชี้นิ้วใส่เยว่จือราวกับจะจิ้มนางให้จมหายลงพื้น
"ฝ่าบาท นางยังไม่สำนึก พูดบิดเบือนใส่ร้ายข้ากับเหล่าขุนนาง ขุนนางทั้งหลายว่าจริงหรือไม่ ใครเห็นด้วยกับข้า ฝ่าบาทเช่นนั้นอุดปากนาง อย่าให้นางพูด"
"ข้าไปดื่มแค่นี้ก็มีปัญหาหรือ" เยว่จือสวนทันควัน
"ข้าเหงานี่ฝ่าบาทไม่เคยเหลียวแลเลย เข้าวังทั้งทีเป็นสนมแท้ๆ มีสักคืนไหมที่ได้…ได้นอนเคียงฝ่าบาท อย่ามาอ้างว่าเพราะข้าอ้วนก่อนหน้านั้นหน้าตาข้าก็ออกจะสวย เป็นเพราะฝ่าบาทต่างหากที่มีมากมายจนไม่ทั่วถึง เรื่องหย่อนใจใครๆ ก็ทำกันสนมครึ่งวังทำทุกคนไม่อย่างนั้นจะมีหอโคมเขียวไว้ทำไม เราแค่หย่อนใจไม่ได้ไปอุ่นเตียงกับน้องๆ บุรุษหนุ่มเหล่านั้นสักหน่อย แล้วทำไมต้องเป็นข้าที่ซวยถูกจับได้ "
"หุบปากเจ้าซะ สนมลำดับที่ 87" ใต้เท้าเจิ้งพูดเสียงดังลั่น
"เจ้ากล้าตำหนิฝ่าบาทหรือ"
เสียงสุดท้ายก้องสะท้อนทั่วท้องพระโรง ขุนนางทั้งหลายตัวสั่นไปตามๆ กันเหมยจิ้งคิดในใจว่าชาตินี้ควงจะต้องกล่าวลาพ่อแม่ไม่แคล้วโดนประหารพร้อมกับสนมเยว่จือแน่ๆ ส่วนเยว่จือก็ยังนั่งหน้าร้อนผ่าวแต่ตาไม่วายเหลือบหาฝ่าบาทที่ยังไม่เอื้อนเอ่ยแม้คำเดียว…
หยงชิงก้าวลงจากบัลลังก์ ทุกสายตาต่างก้มต่ำ ไม่กล้ามองใบหน้าของฮ่องเต้ผู้สูงศักดิ์ เว้นก็แต่เยว่จือที่ยังนั่งหอบหายใจ มือหนึ่งเกาะแขนเหมยจิ้ง อีกมือยังจับขอบเสื้อไว้แน่น
“มีคนกล่าวโทษว่าข้าไม่เหลียวแลนางอย่างนั้นหรือ”
เสียงทุ้มนิ่งแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้นช้าๆ เย็นยะเยือกจนคนฟังขนลุก
เยว่จือเหลือบมองขึ้น ตาแดงก่ำแต่ยังมีแววไม่ยอม
“ฮึ ข้าเอง ข้าเอง ข้าเป็นคนพูด” ยกมือขึ้นสูงแบบท้าทาย สูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะพูดรวดเดียว
“อยากลงทัณฑ์ก็เชิญ แต่ให้ตายข้าก็ไม่ผิดข้าพูดความจริงทั้งนั้นเป็นสนมที่ฝ่าบาทไม่โปรดปรานมันเจ็บปวดแค่ไหนรู้ไหม ฝ่าบาทนอนกับสนมไม่ซ้ำหน้าจนแทบจะไม่ไหวส่วนข้ากับสนมหลายคนแห้งเหี่ยวเฉาตาย ข้าอ้วนเพราะฝ่าบาท ข้าตรอมใจเพราะฝ่าบาท ข้าไปหอโคมเขียวก็เพราะฝ่าบาท ข้าร่ำสุราเมามายก็เพราะฝ่าบาท เช่นนั้น… ทุกอย่างเป็นเพราะฝ่าบาททั้งหมด ฝ่าบาทก็ต้องจ่ายเงินค่าสุราอาหารแทนข้าสิ และเงินนั่นก็คือเงินของฝ่าบาท แบ่งให้ข้าในฐานะเมียก็ไม่ผิดดีกว่าให้เหล่าขุนนางชั่วยักยอกไปซื้อนางคณิกามาเชยชม” ไทเฮาถอนหายใจยาว
“พอได้แล้วสนมอันดับที่87” ไทเฮาส่งเสียงปรามเบาๆ
เสียงหัวเราะหอบหายใจของนางดังขึ้นในความเงียบเหมยจิ้งหน้าซีดเผือดแทบสิ้นสติ ส่วนหยงชิงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา
ใต้เท้าเจิ้งกัดฟันกรอดจนได้ยินเสียงกรึดๆ
“ฝ่าบาท นางไม่สำนึกเลยสักนิด ประหารนางเสียเถอะพ่ะย่ะค่ะ นางไม่เคารพยำเกรงผู้ใดแม้แต่ฝ่าบาท เอาเรื่องบนแท่นบรรทมของฝ่าบาทมาพูดต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนัก สนมต่ำชั้นเช่นนี้ไม่ควรมีชีวิตอยู่”
“ใครกลัวพวกท่านกัน” เยว่จือเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เบ้ปากแลบลิ้น ดวงตาแดงเรื่อแต่ยังเปล่งประกาย
“ท่านบอกว่าให้ประหาร ฝ่าบาทก็ต้องเชื่อท่านหรือท่านเป็นไท่ซวงหวงหรือไร ฝ่าบาทจึงต้องเชื่อท่าน”
“พรึ่บ”
เสียงขุนนางทั้งแถวคุกเข่าลงพร้อมกันราวกับคลื่นทะเล
“ฝ่าบาท โปรดบัญชาให้ประหารสนมอันดับที่ 87 ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงขอให้ประหารดังสะเทือนห้องโถง เยว่จือมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่เต้นแรงแต่ใบหน้ายังยิ้มเย้ย ดวงตาคู่นั้นเปล่งแสงดื้อดึงจนน่าประหลาด
คุกเข่าลงกับพื้นเชิดหน้าสูง
“หากว่าพวกเขาอยากฆ่าข้า ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไร และหากฝ่าบาทอยากจะประหารข้าก็เชิญ”
“เนรเทศนางไปเมืองอี้” เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหน้าบัลลังก์ เย็นชาและเฉียบขาดราวกับน้ำแข็ง
ทุกคนหันไปพร้อมกัน
ไทเฮาพูดขึ้นดังๆ ดวงพระพักตร์งดงามทว่ามีรอยเย็นเยียบบนเรียวปาก นัยน์ตาแข็งกร้าวจนแม้แต่หยงชิงยังไม่เปล่งวาจาตอบ
ท้องพระโรงทั้งหลังกดดันจนไร้เสียง เยว่จือหัวเราะแผ่วในลำคอ
“เมืองอี้เหรอ... อย่างน้อยก็ยังดีกว่าที่นี่ แต่ว่าเมืองอี้ไหนวะ”
เหมยจิ้งน้ำตาคลอ หยงชิงเปล่งเสียงเรียบ
“ส่งนางไปเมืองอี้ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง”
"พอแล้วๆ อย่าร้อง ข้าปวดหู เอ๊ย ข้าเป็นห่วงเจ้า เดี๋ยวหัวใจเจ้าวายไปอีกคน ข้าจะลำบากแย่" เยว่จื่อว่าพลางตบไหล่ปลอบเบาๆ
เหมยจิ้งสูดจมูก น้ำตาไหลอีกสองหยดก่อนเสียงแหบพร่าออกมา
"พระสนม…จำไม่ได้จริงๆ หรือเจ้าคะ ว่าทำไมถึงคิดสั้น..."
หญิงวัยสี่สิบห้าขมวดคิ้ว เธอไม่รู้อะไรสักอย่าง
"อืม…เจ้าเล่ามาเถอะ ข้าอยากรู้เหมือนกัน ว่าข้าหรือเจ้าของร่างนี้มีเหตุผลอะไรถึงต้อง…ทำแบบนี้"
เหมยจิ้งหลุบตา น้ำตาเอ่อใหม่ราวบ่อน้ำไม่รู้จบ
“หยุดร้องแล้วเล่ามาข้าไม่ได้ตายสักหน่อย”
"ตอนเข้าวังมาใหม่ๆ พระสนมดีใจมากนักเจ้าคะ คิดว่าจะได้ถวายตัว เพื่อเป็นที่โปรดปรานและตระกูลจงของท่านจะไำดเ้เชิดหน้าชูตา เหมือนสนมคนอื่น แต่ฝ่าบาท…พระองค์ไม่เคยเรียก ไม่เคยมอง ไม่เคยให้โอกาสเลยสักคืน…"
เหมยจิ้งหยุดสูดหายใจ แต่เสียงสั่นจนเยว่จื่อต้องจับมือไว้
"พอเวลาผ่านไป ไม่มีใครสนใจ ไม่มีผู้ใดอยากคบหา พระสนมก็ยิ่งเงียบ ยิ่งกิน ยิ่งนอน จนร่างกายอวบใหญ่ขึ้นทุกวัน กลายเป็นที่ล้อเลียนในวัง ว่าพระสนมที่ฝ่าบาทไม่เคยมอง…"
หัวใจหญิงวัยสี่สิบห้าสะท้อนรับคำพูดนั้นเหมือนก้อนหินหล่นลงน้ำ
ภาพเลอะเลือนในหัวของร่างเดิมค่อยๆ ประกอบกันเป็นเศษความรู้สึกหนักอึ้ง
