บทที่ 9 เริ่มต้นใหม่ ณ ตำหนักร้างที่เมืองอี้
เมื่อเห็นว่าเยว่จื่อได้ยอมรับสภาพของตัวเองแล้วง ไม่มีการเรียกร้องถึงความหวังที่เคยมี ไม่มีการกอดคอเพื่อแสวงหาความฝันในวันข้างหน้า เพราะทุกอย่างได้ถูกทำลายไปหมดแล้ว นางต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์
เยว่จื่อยังคงเงียบจับมือข้างหนึ่งไว้ที่ท้องตัวเอง ขยับไปตามแรงโยกของรถม้า
"ข้าจะต้องเอาชีวิตรอดให้ได้..." เยว่จื่อพูดในใจ รู้สึกถึงความหนักหน่วงที่กำลังจะมาถึง แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น
เหมยจิ้งจับมือของเยว่จื่อแน่นขึ้น รู้ดีว่าการสนับสนุนจากใครสักคนคือสิ่งเดียวที่สามารถทำให้เยว่จื่อผ่านพ้นจากความยากลำบากนี้ไปได้
"เจ้าค่ะ นายหญิงจือจื่อ"
ในยามที่ร่างกายอ่อนล้า ใจของเยว่จื่อยังคงแข็งแกร่งไม่แพ้ใคร
เยว่จื่อพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเริ่มหลับตาลง ทุกอย่างมันเหมือนกับภาพลวงตาแต่อย่างน้อย ร่างนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่...
หนึ่งเดือนผ่านไป
หลังจากการถูกเนรเทศมาที่ตำหนักร้างนั้น เต็มไปด้วยความเหน็บหนาวและความอดอยาก ตำหนักที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงศักดิ์ตอนนี้กลับกลายเป็นที่รกร้าง เต็มไปด้วยเถาวัลย์และฝุ่นเก่าทึม จนแทบไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาใกล้ รถม้านำทั้งสองคนมาทิ้งไว้ที่นี่
"ไม่มีอะไรกินได้เลยเจ้าค่ะ... โธ่...นายหญิงของเหมยจิ้งต้องหิวมากๆ เลยใช่ไหมเจ้าค่ะ..." เสียงของเหมยจิ้งแผ่วเบาด้วยความห่วงใย
จือจื่อลองยืนมองรอบๆ ตำหนักที่ถูกทิ้งร้าง บรรยากาศรอบๆ มืดมัวและเงียบสงัด เหมือนกับว่าไม่มีอะไรที่น่าพึงพอใจ
เยว่จื่อหรือจือจื่อหันมองไปที่เหมยจิ้งอย่างเหนื่อยล้าและท้อแท้ ร่างกายอ้วนท้วนของนางที่ซูบผอมลงไปบ้าง แต่ก็ยังอ้วนตุ๊ต๊ะดูยิ่งหนักอึ้งเมื่อเทียบกับที่เคยเป็นมา แม้ว่าเยว่จื่อจะเคยมีชีวิตที่เต็มไปด้วยสะดวกสบายแต่ตอนนี้กลับมีแค่ความโดดเดี่ยวรวมกับความหิวที่ทวีความรุนแรง
"เราจะต้องรอดสิน่าจะต้องมีทางออกที่ดีกว่านี้ ต้องมีสิน่าหากเราไม่ยอมแพ้" เยว่จื่อตอบเสียงแหบแห้งเบาๆ เหมือนคนที่หมดหวัง แต่พูดออกมาเพื่อเตือนตัวเองว่า แม้ตอนนี้ชีวิตจะยากลำบากแต่ยังคงต้องมีความหวังอยู่บ้าง
จือจื่อพยักหน้ารัวๆ พร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอเหมือนกำลังพยายามข่มความหิวเอาไว้
"ไปค้นดูในตำหนักร้างนั่นเถอะ...ว่าพอจะมีอะไรกินได้หรือมีอะไรมาปรุงเป็นอาหารได้บ้าง" จือจื่อแนะนำ
เหมยจิ้งมองไปที่ตำหนักร้าง ไม่อยากเชื่อเลยว่าการใช้ชีวิตของทั้งสองคนจะมาถึงจุดนี้ จากที่เคยได้ยินถึงชีวิตของพระสนมที่หิวเมื่อไหร่ก็ได้กิน ตอนนี้กลับต้องมาค้นหาข้าวปลาอาหารจากที่ที่เต็มไปด้วยเศษซากแบบนี้
"ข้าจะไปค้นดูในนั้นเองเจ้าค่ะ..." เหมยจิ้งพูดเสียงเบา แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเดาได้แล้วในใจว่าไม่มีอะไรดีรออยู่ในนั้น เหมยจิ้งก็ต้องเดินไปที่ตำหนักร้างนั้นด้วยใจที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล
จือจื่อเดินตามไปเงียบๆ ในขณะที่เหมยจิ้งเปิดประตูที่มีร่องรอยของเวลาผ่านไป ข้างในเต็มไปด้วยฝุ่นหนา พื้นห้องเก่าเต็มไปด้วยเศษไม้แตกและกระดาษที่พัดมาอยู่ตามมุมต่างๆ ทำให้บรรยากาศภายในดูมืดหม่นและแย่ลงไปอีก
"ไม่มีอะไรเลย...ไม่มีอะไรที่พอจะกินได้" เหมยจิ้งมองไปรอบๆ ไม่พบแม้แต่ร่องรอยของอาหารที่อาจจะเหลืออยู่ที่นี่
"มันแย่มากจริงๆ ...นายหญิง เราจะทำอย่างไรดี" เหมยจิ้งถามอย่างสิ้นหวัง
จือจื่อยืนนิ่งไม่ตอบ แต่ดวงตาของนางกับมองไปที่ความว่างเปล่าของห้อง ใจรู้สึกท้อแท้จนไม่สามารถจะรับความเป็นจริงนี้ได้ มันช่างโหดร้ายที่นางต้องตกมาอยู่ในที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการถูกเนรเทศจากวังหรือแม้แต่ความหิวที่ไม่มีทางออกแบบนี้ นี่เหมือนถูกไล่มาอดตายช้าๆ เลย
"ไม่เป็นไร..." เสียงจือจื่อแผ่วเบา แต่กลับมีความมุ่งมั่นอยู่ในนั้น
"ไปหากันต่อเถอะ...มันจะต้องมีอะไรสักอย่างที่กินได้สิน่า เราจะต้องหาวิธีเอาตัวรอดให้ได้...ต้องทำให้ได้"
เหมยจิ้งมองไปที่จือจื่อด้วยความห่วงใย ในหัวของจือจื่อนั้นเต็มไปด้วยความคิดที่จะทำให้สถานการณ์นี้ดีขึ้น นางยังคงยิ้มให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะไม่มีอาหารและไม่มีอะไรที่น่าพอใจใดๆ เลย แต่การยิ้มของจือจื่อในตอนนี้ก็เหมือนกับการบอกให้ตัวเองและเหมยจิ้งมีกำลังใจที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งเลวร้ายต่อไป
"ไม่ต้องห่วง... เราจะไม่โชคร้ายตลอดไปหรอกน่า เจ้าอย่าพึ่งท้อไปเหมยจิ้ง" จือจื่อหันหลังกลับมาหาเหมยจิ้ง
แล้วเดินนำเข้าไปข้างในที่มืดมนและรกร้างหยากไหยที่ฟาดผ่านสร้างบรรยากาศชวนสยองหากเป็นเมื่อก่อนจือจื่อคงหรี๊ดร้อง แต่ตอนนี้ท้องหิวจนไม่สนใจเรื่องอื่นไปแล้ว
จือจื่อเดินตามเหมยจิ้งเข้าไปด้วย ในจวนใหญ่รกร้างนั่นนับว่าคนขับรถม้าใจดีไม่น้อยอย่างน้อยอากาศหนาวๆ แบบนี้ทั้งสองก็ยังพอมีที่ซุกหัวนอน
ความเงียบงันของตำหนักร้างทำให้ทุกก้าวที่เหยียบลงไปเหมือนเหยียบลงบนหัวใจตัวเอง จือจื่อกวาดสายตามองซ้ายมองขวา ผนังไม้ผุพัง เถาวัลย์เลื้อยพันรั้ว เดินทะลุผ่านโถงด้านในไปจนถึงด้านหลังที่ถูกกั้นไว้เหมือนสวนร้าง หญ้าขึ้นรกสูงเกือบถึงเข่า กลิ่นอับชื้นปะปนกับกลิ่นควันจางๆ ลอยมากระทบจมูก
ดวงตาของจือจื่อเบิกกว้าง เมื่อเห็นควันไฟลอยออกมาจากห้องเก็บฟืนเก่าด้านหลัง หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก
"แย่แล้วเหมยจิ้ง ใครมาเผาบ้าน รีบมาช่วยกันดับไฟเร็ววววว"
