บทที่ 3 บทที่ 1

บทที่ 1

ภายในห้องนอนกว้างขวางอันเป็นรังนอนของคู่แต่งงาน... ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงตั้งตระหง่านอยู่ ณ ตำแหน่งเดิมทว่ากลับไร้ซึ่งไออุ่น ผืนเตียงกว้างถูกจัดแต่งและปูเรียบตึงราวกับไม่เคยมีร่างของใครทอดกายลงนอน ห้องหับที่ควรเป็นพยานรักของคนสองคน ในยามนี้กลับสงบระงับและเย็นชาราวกับเป็นเพียงห้องทึมเทาที่สร้างขึ้นเพื่อเก็บซ่อนเงาร่างอันโดดเดี่ยวของใครบางคนเอาไว้เท่านั้น

‘เพลงเพลิน’ ยืนนิ่งงันอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัด กายบางไม่แม้แต่จะผ่อนลมหายใจเข้าออก ปลายนิ้วเรียวทั้งสิบเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก ทั้งที่อุณหภูมิรอบกายก็ไม่ได้แตกต่างไปจากวันวานเลยแม้แต่น้อย

ร่างโปร่งยกมือซ้ายขึ้นมาตรงหน้าอย่างช้าๆ นัยน์ตาคู่หม่นจับจ้องไปยังนิ้วนางของตนเองซึ่งยังคงถูกพันธนาการไว้ด้วยวงแหวนโลหะวงเดิม แหวนรูปทรงเรียบง่ายธรรมดา... หากแต่เป็นเสมือนโซ่ตรวนในตำแหน่งภรรยาที่ถูกสวมใส่ให้ด้วยน้ำมือของชายอีกคนเมื่อสองปีก่อน

เขายังคงจำมันได้ดี... วินาทีที่เครื่องประดับแทนใจวงนี้สัมผัสลงบนผิวเนื้อเป็นครั้งแรก

ในครานั้น... เด็กหนุ่มมีวัยวุฒิเพียงยี่สิบสามปี เป็นเพียงบัณฑิตป้ายแดงที่เพิ่งก้าวรั้วมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ กายเพรียวสวมชุดครุยเต็มยศยืนอยู่ท่ามกลางกลีบดอกไม้โปรยปรายและสุ้มเสียงแสดงความยินดีจากผู้คนรอบข้าง และในวันแห่งความสำเร็จนั้นเอง คือวันเดียวกันกับที่เขาได้สดับรับฟังข่าวเรื่องการหมั้นหมายของตนเอง

ช่วงวัยยี่สิบสามในวันวาน คือวัยที่ความหวังยังคงผลิบานสะพรั่ง... ละม้ายคล้ายกับดอกทานตะวันช่อโตที่เขาได้รับมากำหนึ่งจากมือของเพื่อนสนิท

ท่ามกลางแสงแดดอุ่นยามสายของเดือนธันวาคม

เสียงลั่นชัตเตอร์ แสงแฟลชที่สว่างวาบ หน้าจอโทรศัพท์มือถือ และระลอกเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงดังก้องสะท้อนไปทั่วขอบเขตขัณฑสีมาของสถาบันศึกษา เพลงเพลินยืนอยู่ใจกลางความครึกครื้นนั้น เรือนกายระหงในชุดครุยสีดำสนิทแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มละไมบางเบา ซึ่งใครต่อใครต่างก็พากันเอ่ยปากชมว่า... ช่างงดงามถอดแบบมาจากผู้เป็นมารดาไม่มีผิดเพี้ยน

บัณฑิตหนุ่มไม่ได้จัดซุ้มถ่ายรูปหรูหราอย่างใครเขา ไม่ได้ติดป้ายประกาศเชิญชวนแขกเหรื่อ หรือแม้กระทั่งสั่งจองพวงมาลัยช่อโตเอาไว้ล่วงหน้า ตัวเขาเพียงแค่อยากให้มันผ่านพ้นไปในฐานะวันธรรมดาวันหนึ่ง วันที่เขาจะได้ก้าวข้ามผ่านช่วงชีวิตวัยเรียน แม้จะยังไม่ข้ามพ้นความสับสนว่าสายลมแห่งอนาคตจะพัดพาชีวิตของตนไปในทิศทางใดก็ตาม

“เพลง”

กระแสเสียงทุ้มคุ้นเคยที่ดังขึ้นจากเบื้องหลัง ส่งผลให้เจ้าของชื่อต้องเอี้ยวตัวหันกลับไปมอง ก่อนจะพบกับชายหนุ่มในชุดสูทสากลสีอ่อนพาสเทลที่กำลังเดินแทรกตัวผ่านมวลชนเข้ามาหา ในอุ้งมือหนามีช่อดอกไฮเดรนเยียสีฟ้าครามโอบอุ้มไว้หนึ่งช่อ

“พี่รันย์!”

วงหน้าหวานฉายแววสดใสขึ้นมาทันตาเห็น เรียวขาบางรีบก้าวเข้าไปหาบุรุษผู้ซึ่งแม้ไม่ใช่พี่ชายร่วมสายเลือดแท้ๆ ทว่ากลับเป็นยิ่งกว่าผู้อุปถัมภ์และที่พึ่งพิงหนึ่งเดียวมาตลอดชีวิต

‘ศรัณย์ เทวากุล’ พี่ชายร่วมอุทรของศรุจน์... แต่สำหรับเพลงเพลินแล้ว ชายหนุ่มตรงหน้าคือพี่ชายใจดีผู้คอยโอบอุ้มและเฝ้ามองดูเขาอยู่ห่างๆ ด้วยความอ่อนโยนเสมอมา

“คุณรุจน์... ไม่มาเหรอครับ” น้ำเสียงหวานเอ่ยถามแผ่วเบา คล้ายกับเกรงกลัวในคำตอบที่กำลังจะได้รับ

คนถูกถามระบายยิ้มจางๆ บนใบหน้า ชายหนุ่มไม่ได้เอื้อนเอ่ยตอบคำในทันที หากแต่ยื่นส่งช่อดอกไม้ในมือไปให้ร่างบางตรงหน้าแทนการอธิบาย

“เขายุ่งๆ น่ะช่วงนี้ พี่เลยขอเป็นตัวแทนมาแสดงความยินดีกับเพลงก่อน”

มือบางยื่นออกไปรับช่อบุปผชาติครามนั้นมาประคองไว้ ปลายนิ้วเรียวสัมผัสกลีบดอกไฮเดรนเยียแผ่วเบา สัมผัสนุ่มละมุนและเย็นเยียบของมัน ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับก้อนเนื้อในอกของเขาในยามนี้เหลือเกิน... มันไม่ได้เจ็บปวด ไม่ได้บอบช้ำ แต่ทว่า... มันก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย

“พี่มีเรื่องสำคัญจะบอก”

ศรัณย์เอ่ยปากพลางสาวเท้าพาบัณฑิตใหม่เดินเลี่ยงออกจากจุดถ่ายภาพหลักของงาน พวกเขามาหยุดยืนอยู่ใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ซึ่งมีผู้คนบางตาลง เพลงเพลินเงยหน้าขึ้นสบสายตากับคนตัวโตกว่าด้วยแววตาฉงนฉงาย ก่อนที่อีกฝ่ายจะค่อยๆ ทยอยปล่อยถ้อยคำถัดมาอย่างระมัดระวัง

“ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันเรียบร้อยแล้ว... ว่าจะให้เพลงหมั้นหมายกับเจ้ารุจน์”

น้ำเสียงของพี่ชายคนสนิทช่างนุ่มนวลชวนฟัง ทว่าในโสตประสาทของคนฟังกลับดังก้องกังวานยิ่งกว่าลำโพงขยายเสียง ร่างเพรียวในชุดครุยทึบมืดนิ่งงันไปในทันใด กลีบดอกไม้ในมือนุ่มแทบจะร่วงหล่นหลุดจากปลายนิ้วไปเสียให้ได้

“พี่รู้ว่าเพลงรู้สึกอย่างไร... พี่เลยอยากเป็นคนเดินมาบอกเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ไม่อยากให้เพลงต้องไปได้ยินเรื่องนี้จากปากของคนอื่น”

เพลงเพลินไม่ได้โต้ตอบสิ่งใดกลับไป เขาเพียงแค่เพิ่มแรงบีบกระชับช่อไฮเดรนเยียในอ้อมแขนให้แน่นขึ้นอีกเล็กน้อย

ดวงตาคู่สวยเงยขึ้นจับจ้องใบหน้าของศรัณย์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า มองทอดเลยไปยังประกายแดดอ่อนที่ลอดผ่านรอยแยกของพุ่มไม้ตกกระทบลงบนสาบเสื้อสูทสีสว่างของคู่สนทนา มันเป็นแสงตะวันที่ควรจะมอบความอบอุ่น ทว่าภายในทรวงอกของเขากลับหนาวสะท้านขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

ภรรยาในอนาคตไม่ได้เอ่ยถามว่าเพราะเหตุใด ไม่คิดจะซักไซ้ไล่เลียงว่าทำไมหวยถึงต้องมาออกที่ตน... เพราะคำตอบและเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนั้น เพลงเพลินตระหนักรู้และเข้าใจมันมาเนิ่นนานแล้ว

“ก็ได้ครับ...”

ศรัณย์ทอดสายตามองคนตรงหน้านิ่ง แววตาคมคู่นั้นประกายความรู้สึกบางอย่างที่เด่นชัด... มันดูคล้ายกับความเวทนาและสงสารจับใจที่แฝงเร้นอยู่ลึกๆ

“เพลง...”

ชายหนุ่มรูปงามมีท่าทีลังเลคล้ายชั่งใจว่าจะเอ่ยคำดีหรือไม่ ทว่าท้ายที่สุด เขาก็เลือกที่จะระบายลมหายใจแล้วกระซิบเสียงแผ่ว

“พี่รู้ว่าเพลงรับทราบเรื่องเงื่อนไขในพินัยกรรมแล้ว... รู้ดีว่าหากเพลงไม่ยอมเข้าพิธีแต่งงานกับลูกชายของบ้านเทวากุล เพลงจะไม่ได้รับสิทธิ์ในทรัพย์สินใดๆ เลยที่พวกท่านทิ้งไว้ให้”

คนฟังขยับเปลือกตาปิดลงช้าๆ ภาพใบหน้าของผู้เป็นบิดาและมารดาผุดวาบขึ้นมาในห้วงคำนึง ทั้งสองจากโลกนี้ไปเร็วเกินการณ์ และสิ่งเดียวที่หลงเหลือทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าคือกองมรดกมหึมาที่มีเงื่อนไขผูกมัด ราวกับโชคชะตาจงใจตั้งระเบียบมาเล่นตลกกับชีวิตของเขา

“พี่รู้ว่ามันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด” ศรัณย์ยังคงเอ่ยคำปลอบประโลมต่อ “แต่ทางบ้านของพี่ไม่มีใครคิดอยากจะฉยโอกาสนั้นเลยนะ เพลงเองก็เป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัวของเราเสมอมา ถ้าไม่มีเรื่องพินัยกรรมบ้าบอนั่นเข้ามาเกี่ยว พี่...”

“พี่รันย์ไม่ต้องพูดอะไรต่อแล้วล่ะครับ” เพลงเพลินเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา สุ้มเสียงนั้นยังคงนุ่มนวลทว่ากลับฟังดูห่างเหินออกไปไกลแสนไกล “เพลงเข้าใจทุกอย่างดีครับ”

เข้าใจดีว่า... โลกของผู้ใหญ่นั้นไม่เคยเปิดโอกาสให้กระแสความรู้สึกหรือความรักเป็นตัวนำทาง เขารู้ตัวดีว่าตนเองไม่มีสิทธิ์เรียกร้องสิ่งใด ไม่มีสิทธิ์แม้กระทั่งจะเลือกคว้าหัวใจของใครมาครอง

“ถ้าหากผู้ชายคนนั้นเป็นคุณรุจน์... มันก็ดีมากแล้วครับ”

ศรัณย์ชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนจะอบลมหายใจออกมาแผ่วเบาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

“พี่อยากให้เพลงมีความสุขนะ”

เพลงเพลินจุดรอยยิ้มบางเบาบนเรียวปาก พลางก้มใบหน้าลงต่ำเพื่อหลบสายตา ทอดมองช่อบุปผาในอ้อมกอด สีฟ้าพาสเทลของไฮเดรนเยียยังคงงดงามตราตรึงใจไม่แปรเปลี่ยน ทว่าลึกลงไปในใจของเขายามนี้... กลับมีบางสิ่งบางอย่างปริแตกร้าว และไม่มีวันประสานคืนกลับมาได้ดังเดิม

“เพลงก็... อยากมีความสุขเหมือนกันครับ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป