บทที่ 4 บทที่ 2
บทที่ 2
“เพลงก็... อยากมีความสุขเหมือนกันครับ”
“งั้นก็อย่าแบกอะไรไว้คนเดียวเลย”
‘ศรัณย์’ เอื้อมฝ่ามือหนามาลูบกลุ่มผมนุ่มของคนตรงหน้าเบาๆ ด้วยความเคยชิน สัมผัสจากพี่ชายคนนี้ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย... ไม่เคยทำให้เจ็บปวด ไม่เคยเฉยชา และไม่เคยคิดทำร้ายเขาเลยสักครั้งในชีวิต
“เดี๋ยวพี่พาไปเลือกของขวัญวันรับปริญญาดีกว่า ปะ”
คนตัวโตกว่าเอ่ยชวนพลางก้าวเท้าเดินนำออกไปทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้บัณฑิตใหม่ได้เอื้อนเอ่ยปากปฏิเสธ
กรุ๊งกริ๊ง...
เสียงกระดิ่งเหนือประตูดังกรุ๋งกริ๋งแผ่วเบา ในยามที่บานประตูไม้สีขาวครีมถูกผลักเปิดออก กลิ่นอายหอมละมุนของดอกลาเวนเดอร์ลอยละล่องมาตามสายลมทันทีที่เพลงเพลินก้าวข้ามผ่านธรณีประตูเข้าไป ร่างโปร่งบางชะงักฝีเท้าอยู่ตรงหน้าประตูชั่วครู่ สูดลมหายใจเข้าลึกอย่างช้าๆ ก่อนจะเยื้องกรายเดินตามหลังชายหนุ่มผู้พาเขามา
ศรัณย์หยุดยืนอยู่หน้าชั้นวางไม้ที่จัดเรียงรายไปด้วยของขวัญสารพัดสิ่ง สีหน้าของเขายังคงราบเรียบดูนิ่งสงบ ทว่ารอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนดวงหน้านั้น กลับทำให้คนมองสัมผัสได้ถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของอีกฝ่ายเสมอมา
“เลือกสักชิ้นสิ... เป็นของขวัญให้ตัวเองที่เรียนจบในวันนี้”
คนฟังพยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนจะเริ่มเดินทอดน่องสำรวจสิ่งของภายในร้านอย่างเงียบเชียบ
สถานที่แห่งนี้เป็นเพียงร้านขายของขวัญคูหาเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้กับรั้วมหาวิทยาลัย ภายในถูกตกแต่งให้อบอวลไปด้วยความอบอุ่นจากแสงไฟสีส้มสลัวและผนังไม้สีขาวนวล ตาข่ายชั้นวางของเรียงรายไปด้วยเครื่องเขียน กระเป๋าผ้าสกรีนลวดลายวาดมือ กรอบรูป กล่องดนตรี รวมไปถึงของจิปาถะอีกมากมายละลานตา
ในสายตาของเพลงเพลิน... ของพวกนี้ไม่ได้มีความพิเศษเลิศเลออะไรนัก ทว่ามันกลับมอบความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
บางที... อาจเป็นเพราะตัวเขาไม่ได้คาดหวังสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว
นับตั้งแต่วินาทีที่ได้รับรู้ข่าวเรื่องการหมั้นหมาย วันนั้นก็เปรียบเสมือนเส้นหมึกหนาที่ลากเส้นขีดชะตาชีวิตของเขาให้พุ่งตรงไปข้างหน้าแต่เพียงทิศทางเดียว โดยไร้ซึ่งโอกาสที่จะได้เหลียวหลังกลับ และการเดินเลือกซื้อของในร้านอันเงียบสงบเช่นนี้ ก็กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่ทำให้เขายังคงรู้สึกว่า... ตัวเองมีสิทธิ์เลือกเองกับมือ
ปลายนิ้วเรียวสวยหยุดชะงักลงตรงกรอบรูปไม้ดีไซน์ธรรมดา ทว่ามีกระจกใสตัดขอบทองหรูหรา ร่างบางหยิบมันขึ้นมาพลิกดูรายละเอียดด้านหลัง ซึ่งปรากฏช่องสำหรับสอดใส่ภาพถ่ายขนาดโปสต์การ์ด ส่วนด้านล่างสุดสลักข้อความด้วยตัวอักษรบางเฉียบว่า ‘สำหรับภาพที่ล้ำค่า’
“พี่รันย์ว่ากรอบรูปอันนี้ดีไหมครับ” เพลงเพลินเอ่ยปากถามพลางชูกรอบไม้ในมือขึ้นระดับสายตา
“ดีสิ”
คนตัวเล็กตั้งท่าจะสาวเท้าเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ชำระเงิน ทว่าในจังหวะนั้นเอง ประตูหน้าร้านก็ถูกผลักเปิดออกอีกครา เสียงกระดิ่งเหนือหัวกรีดกังวานแผ่วเบา ก่อนจะตามมาด้วยสุ้มเสียงของฝีเท้าที่ก้าวเข้ามา
ผู้มาใหม่เป็นหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดครุยวิทยฐานะเต็มยศ เรือนผมยาวสลวยถูกถักเป็นเปียเบี่ยงข้างหลวมๆ พาดลงมาบนลาดไหล่ ดวงหน้าหวานที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบาดูสดใสราวกับหลุดออกมาจากภาพโฆษณา
เธอคนนั้นเดินตรงดิ่งไปยังมุมจัดแสดงกล่องของขวัญสำหรับใส่สร้อยข้อมือ ก่อนจะหยิบกล่องไม้ขนาดกะทัดรัดขึ้นมาพินิจดูอย่างพออกพอใจ แล้วหันไปเจรจากับพนักงานประจำร้าน
“เอาชิ้นนี้ค่ะ... เดี๋ยวแฟนมารับแทนนะคะ พอดีฉันขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึง”
คำว่า ‘แฟน’ ถูกเปล่งออกมาด้วยกระแสเสียงหวานซึ้ง แววตาของเธอทอประกายระยิบระยับราวกับคนที่มีความรักเอ่อล้นอยู่เต็มเปี่ยมในใจ
เพลงเพลินไม่ได้มีเจตนาจะแอบฟัง ทว่าประโยคหวานหยดนั้นกลับลอดผ่านเข้ามาในโสตประสาทอย่างประจวบเหมาะ กายบางเบือนสายตาไปมองหญิงสาวคนดังกล่าวในยามที่เธอเดินสวนพ้นผ่านไป
แววตาของหล่อน... ช่างงดงามเหลือเกิน ไม่ใช่เพียงเพราะโครงหน้าที่สมส่วน แต่เป็นเพราะมันสะท้อนเศษเสี้ยวความสุขของคนที่ตระหนักรู้ดีว่า... มีใครสักคนรักเธอด้วยความจริงใจ
บัณฑิตหนุ่มจุดยิ้มบางๆ ขณะก้มลงมองกล่องของขวัญในอุ้มมือของตน ในหัวสมองว่างเปล่าไร้สิ่งตกค้าง มีเพียงความคิดหนึ่งที่ลอยละล่องขึ้นมาอย่างเลื่อนลอยว่า...
‘จะมีวันไหนบ้างไหม... ที่เราจะได้มีโอกาสเอ่ยคำว่า “เดี๋ยวแฟนมารับนะครับ” ด้วยแววตาที่เป็นประกายแบบนั้นบ้าง’
กรุ๊งกริ๊ง...
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังกริ่งขึ้นอีกระลอก
เพลงเพลินไม่ได้หันกลับไปมองในทันที เขายังคงยืนปักหลักอยู่ตรงมุมชั้นวางของมุมเดิม ปลายนิ้วเรียวยังคงสัมผัสไล้ไปตามขอบไม้ของกรอบรูปในมือคล้ายกำลังชั่งใจอย่างหนักว่าควรจะซื้อหามาเป็นเจ้าของดีหรือไม่
ทว่า... กระแสเสียงทุ้มต่ำอันแสนห่างเหินที่เอ่ยปากสนทนากับพนักงานที่เคาน์เตอร์ กลับส่งผลให้ปลายนิ้วของเขาชะงักงันไปในบัดดล
“แฟนผมฝากมารับครับ... กล่องไม้เล็กๆ ที่ด้านในใส่สร้อยข้อมือ”
น้ำเสียงนั้น... ช่างละม้ายคล้ายคลึงอย่างน่าประหลาด
คุ้นเสียจนเริ่มทวีความรู้สึกหวาดกลัวลึกๆ ในใจ
เพลงเพลินค่อยๆ เงยใบหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยโดยที่เนื้อตัวยังคงนิ่งสนิท ร่างน้อยๆ เบือนหน้ากลับไปมองด้านหลังราวกับเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกายที่เคลื่อนไหวไปเองโดยไร้การสั่งการ
และภาพที่ปรากฏสู่สายตา... คือแผ่นหลังกว้างภายใต้สาบเสื้อเชิ้ตโทนสีอ่อน กับเส้นผมที่ถูกเซตทรงมาอย่างเรียบเนี๊ยบไร้ที่ติ บุรุษผู้ยืนรออยู่หน้าเคาน์เตอร์ด้วยท่วงท่าสุภาพและสง่างาม ในอุ้งมือของเขาคือกล่องของขวัญที่หญิงสาวคนเมื่อครู่จงใจเลือกสรรเอาไว้
คนเป็นคู่หมั้นจ้องมองแผ่นหลังอันคุ้นตานั้นนิ่งงัน ริมฝีปากบางเริ่มแห้งผากไปในชั่ววินาที ทัศนียภาพรอบกายเริ่มพร่าเลือนขุ่นมัวในยามที่พยายามกะพริบเปลือกตาถี่ๆ เพื่อขับไล่หยาดไอน้ำอุ่นที่เริ่มเอ่อคลอขึ้นมาจับตรงขอบตาล่าง
เขาไม่รู้เลยว่า... สิ่งไหนมันจะสร้างบาดแผลร้าวลึกได้มากกว่ากัน ระหว่างการที่ ‘ศรุจน์’ ปฏิเสธที่จะมาปรากฏตัวในวันแห่งความสำเร็จของเขา กับการที่ชายผู้นั้นยอมสละเวลาเพื่อมางานของหญิงสาวคนอื่น ซ้ำยังมาช่วยรับของขวัญให้เธอในร้านเดียวกันเช่นนี้
บางสิ่งบางอย่างปริแตกและแหลกสลายอยู่ภายในทรวง มีเพียงความเงียบงัน... ที่ทับถมลงมาหนักอึ้งยิ่งกว่าถ้อยคำประณามใดๆ
เพลงเพลินยืนนิ่งงันราวกับร่างที่ไร้วิญญาณ ปลายนิ้วยังคงเกาะกุมขอบกรอบรูปไม้เอาไว้แน่น... มันคือกรอบรูปที่เขาตั้งใจจะใช้บรรจุภาพถ่ายในวันสำคัญของชีวิต
ทว่าในวินาทีนี้... ตัวเขาเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่า ในชีวิตอันขื่นขมนี้ จะหลงเหลือภาพถ่ายบานไหนที่เขาอยากจะเก็บรักษาไว้เชยชมจริงๆ
ศรุจน์ยังคงไม่เห็นเขา
หรือบางที... ชายหนุ่มอาจจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาแล้ว แต่เลือกที่จะเพิกเฉยและไม่หันกลับมามองเองต่างหาก
ภรรยาในอนาคตกะพริบตาถี่ๆ อีกครั้งเพื่อสะกดกั้นหยาดน้ำตา ก่อนจะหลุบสายตาลงต่ำ แขนบางผ่อนแรงยกกรอบรูปในมือวางคืนกลับลงบนตำแหน่งเดิมของชั้นวางไม้... พยายามขยับกายให้เบามือที่สุด เท่าที่ฝ่ามืออันสั่นเทาจะควบคุมได้
