บทที่ 5 บทที่ 3
บทที่ 3
สุ้มเสียงของฝีเท้าแผ่วเบาที่ย่างกรายใกล้เข้ามาท่ามกลางความเงียบงัน ส่งผลให้ ‘ศรัณย์’ ซึ่งกำลังก้าวเดินสำรวจสิ่งของอยู่อีกฟากหนึ่งของร้าน ต้องเบือนหน้ากลับมาทางเคาน์เตอร์โดยไม่ทันชั่งใจ ทว่ายามเมื่อนัยน์ตาคมปลาบจับจ้องแผ่นหลังอันคุ้นตาได้อย่างเด่นชัด ชายหนุ่มก็เอ่ยทักท้วงทำลายความเงียบขึ้นมาทันทีด้วยกระแสเสียงยินดี
“เอ้า เจ้ารุจน์!”
กระแสเสียงทุ้มกังวานนั้นดังพอที่จะดึงรั้งสายตาของพนักงานประจำร้านรวมถึงเหล่านักช้อปคนอื่นๆ ให้เหลียวมามองเป็นตาเดียว ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวของ ‘ศรุจน์’ เองที่เรือนกายดูเหมือนจะหยุดชะงักแข็งค้างไปชั่ววินาที ก่อนจะค่อยๆ เอี้ยวตัวหันกลับมา
ดวงตาคมเข้มภายใต้กรอบคิ้วดกหนาเบิกขึ้นเล็กน้อย ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ได้เอ่ยปากตอบคำในทันที ราวกับระบบสมองยังไม่สามารถประมวลผลตามห้วงจังหวะได้ทันท่วงที
ทว่าคนเป็นพี่ชายกลับไม่ได้ฉุกใจคิดสิ่งใด ชายหนุ่มผู้พกพารอยยิ้มอันแสนอบอุ่นสาวเท้าตรงเข้ามาหาพลางชูช่อดอกไม้ในมือ แล้วเอ่ยถามไถ่ด้วยน้ำเสียงสนิทสนมประหนึ่งพบเจอญาติสนิทที่ห่างหายกันไปนานวัน
“มาหาซื้อของขวัญชิ้นไหนให้เพลงล่ะ?”
ศรุจน์ตกอยู่ในความเงียบงันไปอีกเสี้ยววินาที ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรงขนานไปกับจังหวะที่พี่ชายร่วมสายเลือดหันกลับไปกวักมือเรียกคนข้างหลัง พร้อมทั้งป่าวประกาศออกไปโดยไม่ได้สังเกตแววตาและสีหน้าของใครเลยแม้แต่น้อย
“เพลง! มานี่เร็ว เข้ามาหาเจ้ารุจน์หน่อย นึกว่าจะเบี้ยวงานรับปริญญาเสียแล้ว ที่ไหนได้ แอบมาเดินเลือกซื้อของขวัญให้เพลงอยู่ในร้านนี้เอง”
‘เพลงเพลิน’ สะดุ้งกายดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นในยามที่มองตามทิศทางเสียงเรียก ทว่าหัวใจของเขากลับต้องกระตุกวูบ... ไม่ใช่เพราะการปรากฏตัวของสามีในอนาคต หากแต่เป็นเพราะในอุ้งมือหนาของศรุจน์ยังคงโอบอุ้มกล่องของขวัญของหญิงสาวคนก่อนหน้านี้เอาไว้แน่น
เรียวขาบางราวกับถูกตรึงหมุดไว้จนไม่อาจก้าวเดิน ทว่าเมื่อเผชิญกับท่าทางร่าเริงและเสียงกวักมือเรียกอย่างเปี่ยมสุขของศรัณย์ บัณฑิตใหม่จึงจำต้องฝืนเยื้องกรายเข้าไปร่วมวงสนทนาอย่างเชื่องช้า ในขณะที่ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าคล้ายจะถูกบดบังด้วยม่านหมอกสลัว
บรรยากาศรอบตัวพลันปรวนแปรจนชวนอึดอัด... อึดอัดเสียจนกระแสลมเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศภายในร้านก็ไม่อาจช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มในอกลงได้เลย
เนิ่นนานที่ไร้ซึ่งสุ้มเสียงเจรจา มีเพียงเสียงของพนักงานต้อนรับที่กำลังขะมักเขม้นตรวจสอบใบเสร็จรับเงิน
“กล่องไม้สลักลายดอกไม้นะคะ ตรวจสอบสินค้าเรียบร้อยแล้วค่ะ ขอบพระคุณมากนะคะคุณลูกค้า”
ศรุจน์ยังคงปิดปากเงียบ ในขณะที่เพลงเพลินขยับกายไปยืนเคียงข้างศรัณย์ด้วยสีหน้าของคนที่กำลังขาดห้วงลมหายใจ ความกดดันแผ่ซ่านจนสรรพสิ่งนิ่งสนิท ก่อนที่ความเงียบงันจะถูกทำลายลงอีกคราด้วยเสียงกระดิ่งหน้าร้านที่กรีดกังวาน
“แฟนขา... จัดการธุระเสร็จเรียบร้อยหรือยังเอ่ย~”
กระแสเสียงสดใสระคนออดอ้อนที่ดังแทรกมาจากบานประตูไม้ ช่างละม้ายคล้ายกับค้อนปอนด์หนาที่ทุบทำลายทุกสิ่งให้พังทลายลงในวินาทีนั้น หญิงสาวในชุดครุยวิทยฐานะคนเดิมก้าวเท้ากลับเข้ามา ดวงตาของหล่อนทอประกายแห่งความยินดีในยามที่ตรงดิ่งเข้าไปหาชายหนุ่มร่างสูง
หล่อนคลี่ยิ้มกว้างขวาง ขณะที่ฝ่ามือเรียวเอื้อมไปฉวยคว้ากล่องของขวัญมาจากอุ้งมือของเขา ก่อนจะโน้มดวงหน้าเข้าไปกระซิบกระซาบชิดริมใบหูของชายหนุ่มด้วยจริตอันเป็นต่อ
“ขอบคุณนะคะ~ เดี๋ยวหนูจะลองแกะสวมใส่ดูตอนนี้เลย”
เสร็จสิ้นคำหวาน หญิงสาวจึงเบือนสายตาไปจับจ้องเพลงเพลินและศรัณย์ด้วยสีหน้าฉงนฉงาย “อ๊ะ... คุณระปะ... มีเพื่อนมาด้วยเหรอคะ?”
ร่างระหงในชุดครุยยังคงยืนส่งยิ้มพิมพ์ใจอยู่ตรงนั้น โดยที่กล่องไม้ใบสวยถูกโอบกอดไว้ในอ้อมแขน ทว่าก่อนที่เจ้าของหยาดรอยยิ้มนั้นจะทันได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อ สุ้มเสียงของศรัณย์กลับดังขัดขึ้นมาในฉับพลัน... ซึ่งประโยคนั้นแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นละมุนละไม กลายเป็นความตึงเครียดและดุดันจนน่ากลัว
“แฟน?”
คิ้วหนาของคนเป็นพี่ขมวดม้วนเข้าหากันจนเป็นปม สายตาคมกริบตวัดมองสลับไปมาระหว่างคนทั้งคู่อย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะเบนสายตากลับมาจับจ้องน้องชายร่วมอุทรของตนตรงๆ
“เฮ้ยไอ้รุจน์... มึงทำระยำอะไรของมึงอยู่วะ?” ชายหนุ่มกดเสียงต่ำถามด้วยความเดือดดาล สีหน้าฉายแววไม่พอใจอย่างเด่นชัด “มึงกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับเพลงในเดือนหน้านี้แล้วนะ!”
มวลอากาศภายในร้านนิ่งงันจนแทบจับตัวเป็นก้อน หญิงสาวผู้มาใหม่ชะงักงันไปเล็กน้อย คล้ายเพิ่งจะเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่าตนเองกำลังยืนอยู่ใจกลางความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยว ฝ่ายศรุจน์ยังคงรักษากิริยาเนี้ยบกริบไม่ไหวติงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ริมฝีปากหยักลึกจะจุดรอยยิ้ม... รอยยิ้มหยันแสนร้ายกาจที่ไร้ซึ่งความละอายแก่ใจแม้เพียงเศษเสี้ยว
เขากวาดสายตาเยือกเย็นไร้ชีวิตชีวามามองใบหน้าซีดเผือดของเพลงเพลินแวบหนึ่ง ก่อนจะเบนกลับไปประสานสายตากับพี่ชาย แล้วเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบประหนึ่งใบมีดโกน
“ก็แค่แต่งงาน... จะทำเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรกันนักหนา”
เพียงแค่นั้น...
เพียงแค่ประโยคไร้ความรับผิดชอบประโยคเดียว ก็สามารถบดขยี้ก้อนเนื้อในอกของเพลงเพลินให้พังครืนลงมาไม่เหลือชิ้นดี ความเจ็บแปลบแล่นพล่านข้ามขีดจำกัดจนเขารู้สึกว่า แม้กระทั่งการสูดลมหายใจเข้าออกก็กลายเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้เรี่ยวแรงมหาศาลเกินไป
‘ก็แค่แต่งงาน...’
วาจาใจร้ายหลุดออกมาจากปากของบุรุษที่เขาต้องฝากฝังฝากชีวิตที่เหลือเอาไว้ ชายหนุ่มผู้ซึ่งกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าบ่าวของตนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า กลับมองเห็นพันธนาการครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องไร้ค่า
ไม่ว่าใครต่างก็เฝ้าฝันอยากมีวันวิวาห์อันแสนอบอุ่นร่วมกับคนที่ตนปักใจรัก...
แค่ครั้งเดียวในชีวิต แค่วันธรรมดาวันหนึ่งที่อยากจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของการเป็นคนสำคัญ
ทว่าสำหรับเพลงเพลิน... กลับต้องมายืนรับฟังคำประณามหยามเหยียดเหล่านี้จากปากของว่าที่สามีของตัวเอง
มือบางกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเนื้อ พยายามสะกดกั้นก้อนสะอื้นไม่ให้เล็ดลอดออกไป พยายามฝืนสีหน้าไม่ให้แสดงความอ่อนแอ ทว่านัยน์ตาคู่สวยกลับเริ่มขึ้นสีแดงก่ำจนยากจะปกปิด
“ไอ้รุจน์! มึงหยุดพูดแบบนั้นใส่เพลงเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
กระแสเสียงตวาดกร้าวของศรัณย์ดังลั่นจนพนักงานในร้านถึงกับสะดุ้งสุดตัว แม้กระทั่งหญิงสาวที่ยืนเคียงข้างศรุจน์ก็เริ่มขยับกายอย่างกระอักกระอ่วนใจ ทว่าตัวการผู้ก่อชนวนเหตุกลับทำเพียงแค่ปรายสายตาเย็นชามามอง
“ทำไมล่ะครับ?” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยกระแสเสียงราบเรียบ “พี่ไม่ใช่คนที่ต้องมานั่งรับกรรมกับเรื่องพินัยกรรมบ้าบอนี่ พี่ก็พูดจาให้ดูเป็นพระเอกได้สิครับ”
ศรัณย์ชะงักงันไปในทันใด ทว่าศรุจน์กลับไม่คิดจะรามือ ชายหนุ่มสาวเท้าขยับเข้าไปใกล้ ข่มขวัญสบตากับพี่ชายโดยตรง
“หรือว่าพี่... อยากจะเสนอตัวเข้ารับผิดชอบแต่งงานแทนผมล่ะ?” น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลทว่ากลับเสียดแทงและเย็นเยียบ “แต่คงจะไม่ใช่สินะ... เพราะเส้นทางอนาคตของพี่มันสูงส่งเกินกว่าจะเอาตัวลงมาเสียสละให้กับเรื่องโง่ๆ แบบนี้”
ถ้อยคำสบประมาทนั้นช่างหนักอึ้งเสียจนมวลอากาศรอบกายคล้ายจะสูญสลายไปจนหมดสิ้น
ศรัณย์หน้าเสีย ดวงตาคมที่เคยฉายแววมั่นคงเริ่มสั่นระริก ชายหนุ่มขยับกำหมัดแน่นข้างลำตัวจนเส้นเลือดปูดโปน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บแค้นคล้ายคนกำลังกลืนก้อนเลือด
“พี่ไม่มีสิทธิ์มาตราหน้าหรือต่อว่าผม” ศรุจน์ยังคงสาวไส้ต่อ กระแสเสียงเริ่มแข็งกระด้างและกดต่ำลงเรื่อยๆ “ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้ว... ตัวพี่เองก็ไม่ได้มีเนื้อแท้ที่ดียังไปกว่าผมสักเท่าไรหรอก”
“ไอ้รุจน์!!”
เสียงคำรามลั่นของศรัณย์ดังก้องจนราวกับจะสั่นสะเทือนไปทั้งร้าน ทว่าก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปมากกว่านี้ สุ้มเสียงแผ่วเบาที่ดังแทรกขึ้นมาจากฝั่งประตู ก็สามารถหยุดยั้งสงครามน้ำลายของสองพี่น้องลงได้ในทันที
“พอเถอะครับ...”
กระแสเสียงแผ่วโหยของเพลงเพลินส่งผลให้ความเงียบเข้าครอบงำดั่งปาฏิหาริย์ นัยน์ตาคู่หม่นจับจ้องภาพความขัดแย้งตรงหน้า ราวกับร่างทั้งร่างถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้นที่จะทนยืนรับฟังสิ่งใดอีก
“พอได้แล้วครับ”
ร่างบางย้ำคำอีกคราพลางถอนสายตากลับ กายเล็กโน้มตัวเข้าไปเกาะกุมสาบเสื้อเชิ้ตของศรัณย์เอาไว้แผ่วเบา ฝ่ามือบางเย็นเยียบเฉียบราวก้อนน้ำแข็ง ทว่าน้ำหนักของปลายนิ้วที่กดลงบนเนื้อผ้านั้น กลับหนักแน่นเหนี่ยวรั้งคล้ายเป็นคำอ้อนวอนอันแสนบอบช้ำที่ไม่มีความจำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูด
ศรัณย์เบือนหน้ามาสบสายตา และเพียงแค่ได้มองเห็นนัยน์ตาที่พังทลายคู่นั้น ชายหนุ่มก็ยอมก้าวเท้าเดินตามการชักนำของคนตัวเล็กออกไปโดยไม่คิดจะปริปากประท้วงอีกเลย
.
ภายในห้องโดยสารของยนตรกรรมหรูหราที่กำลังแล่นทะยานไปตามเส้นทางถนนสายหลัก
ศรัณย์คอยลอบมองกระจกมองข้างเป็นระยะ ในยามที่หักพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าสู่เขตพื้นที่พักอาศัยอันแสนร่มรื่น ทว่าที่เบาะข้างคนขับ... เพลงเพลินยังคงนั่งนิ่งสนิท มือทั้งสองข้างประสานวางไว้บนตักอย่างมีระเบียบ แววตาคู่สวยเหม่อลอยทอดมองออกไปนอกกระจกหน้าต่างโดยไร้ซึ่งจุดโฟกัสใดๆ
ไม่มีใครคิดจะทำลายความเงียบงัน จนกระทั่งรถเคลื่อนตัวผ่านพ้นทางแยกที่สองไปได้ครู่หนึ่ง
“เพลง…”
กระแสเสียงทุ้มเอ่ยเรียกแผ่วเบา ทว่ากลับสัมผัสได้ถึงความสั่นเครือที่หลบซ่อนอยู่ภายในอย่างเด่นชัด
“มาแต่งงานกับพี่ไหม”
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนหินก้อนมหึมาที่ตกลงใจกลางผืนน้ำอันสงบนิ่ง เพลงเพลินค่อยๆ เบือนหน้ากลับมาสบสายตากับสารถีข้างกาย รอยยิ้มบางเบาที่แต่งแต้มบนใบหน้าหวานในเวลานี้... กลับไร้ซึ่งเศษเสี้ยวของความสุขใจเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย
ร่างโปร่งส่ายหน้าช้าๆ... ไม่ใช่เพราะความตื่นตระหนกตกใจ หากแต่เป็นเพราะเขารู้แจ้งแก่ใจดีว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ศรัณย์มีกำหนดการสำคัญที่จะต้องย้ายไปปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่ทวีปยุโรป เขารู้ดีว่าเส้นทางชีวิตของคนตรงหน้านั้นช่างราบเรียบ สะอาดสะอ้าน และงดงามเกินกว่าจะถูกฉุดดึงลงมาเกลือกกลั้วกับกับดักพันธนาการอันแสนงี่เง่าเช่นนี้
หากคนตรงหน้าคือพี่รันย์... หากยอมทำตามคำชักชวนนั้น อนาคตอันรุ่งโรจน์ของชายหนุ่มก็คงต้องพังทลายลงไม่มีชิ้นดี และถ้าหากจะมีใครสักคนที่ต้องกลายเป็นผู้แหลกสลาย... เพลงเพลินก็ขอเลือกที่จะเป็นคนคนนั้นแต่เพียงผู้เดียวก็พอ
เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยความคิดเหล่านั้นออกไป คนตัวเล็กทำเพียงแค่หันสายตากลับไปจับจ้องกระจกมองข้างตามเดิม ก่อนจะระบายน้ำเสียงเรียบเรื่อยออกมาราวกับไม่ใส่ใจ
“จะแต่งงานกับใคร... มันก็ไม่มีความแตกต่างกันหรอกครับ”
ศรัณย์ตกอยู่ในความเงียบงัน ฝ่ามือหนาที่เกาะกุมพวงมาลัยรถเริ่มบีบกระชับแน่นขึ้นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว ขณะที่เพลงเพลินยังคงเอ่ยคำด้วยกระแสเสียงที่ราบเรียบคงเส้นคงวา
“พี่รันย์ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องของเพลงหรอกครับ... และไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดกับเรื่องนี้ด้วย เข้าใจไหมครับ”
แววตาของคนพูดช่างนิ่งสงบ... นิ่งเสียจนคนลอบมองกลับกลายเป็นฝ่ายที่ต้องเจ็บปวดเสียเอง เพราะแววตาที่ว่างเปล่าไร้คลื่นอารมณ์เช่นนั้น... คือแววตาของคนที่ยอมจำนนและหันหลังให้แก่ความหวังทั้งมวลอย่างแท้จริง
