บทที่ 6 บทที่ 4
บทที่ 4
ยนตรกรรมคันหรูแล่นทะยานเข้าสู่ถนนหินกรวดสายยาวที่ทอดผ่านซุ้มรั้วเหล็กดัดขนาดมหึมา ยามเมื่อเคลื่อนตัวเลยพุ่มดอกชบาริมทางเข้าไปเพียงไม่กี่เมตร ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นคฤหาสน์หลังงามสีขาวสไตล์ยุโรป ตั้งตระหง่านอยู่บนผืนดินกว้างขวางขนาดกว่าสิบไร่
บ้านตระกูลเทวากุล...
ไม่ว่าจะผ่านพ้นไปกี่ปี สถานที่แห่งนี้ก็ยังคงดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติเสมอ ทว่าเพลงเพลินกลับไม่ได้ทอดสายตาชื่นชมมันเนิ่นนานนัก รถยนต์ของศรัณย์ไม่ได้มุ่งตรงไปจอดเทียบยังหน้าตึกใหญ่ หากแต่เบี่ยงหักพวงมาลัยเข้าสู่เส้นทางด้านข้าง มุ่งตรงไปยังเรือนเล็กชั้นเดียวโทนสีเทาอบอุ่นที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ มันคือบ้านปีกตะวันออกที่ถูกสร้างแยกโครงสร้างออกมาจากตัวคฤหาสน์อย่างเป็นสัดส่วน
“พักผ่อนเถอะนะ พี่ไม่รบกวนแล้ว”
ศรัณย์เอ่ยปากบอกในจังหวะที่ดับเครื่องยนต์ เพลงเพลินพยักหน้ารับน้อยๆ แทนคำขอบคุณ ก่อนจะก้าวลงจากรถแล้วเดินขึ้นสู่เรือนพักของตัวเอง
แสงไฟจากโคมดวงหน้าเปิดทิ้งค้างไว้ ขับเน้นให้เห็นเงาไหวระริกของต้นมะลิริมทางขึ้นเด่นชัด กลิ่นอายหอมอ่อนละมุนของกลีบดอกไม้ลอยละล่องมาตามสายลม ราวกับทำหน้าที่ปลอบประโลมดวงใจของคนที่กำลังเหนื่อยล้าจากมรสุมอารมณ์
บ้านปีกตะวันออกหลังนี้ คือพื้นที่ส่วนตัวที่บิดามารดาของศรัณย์จงใจสร้างมอบให้แก่เขาโดยเฉพาะเมื่อห้าปีก่อน นับตั้งแต่วันที่ผู้ให้กำเนิดของเพลงเพลินด่วนจากโลกนี้ไป และตัวเขาไม่หลงเหลือญาติมิตรสายเลือดเดียวกันอยู่อีกเลยบนโลกใบนี้
ในอดีต มารดาของศรุจน์เคยเอื้อนเอ่ยคำอบอุ่นไว้ว่า “ให้ถือว่าอยู่ในบ้านเดียวกัน แค่ต่างหลังเท่านั้นเอง” และเพลงเพลินก็ตระหนักดีว่าพวกท่านหมายความตามถ้อยคำนั้นด้วยความจริงใจ
ตัวเขาไม่เคยถูกตั้งแง่รังเกียจ ไม่เคยถูกเมินเฉยจากผู้ใหญ่ ตรงกันข้าม กลับได้รับการโอบอุ้มดูแลในทุกสรรพสิ่งไม่ต่างจากบุตรในไส้คนหนึ่ง
มีคนคอยปรนนิบัติ มีเงินทองให้หยิบใช้ ได้รับการศึกษาในโรงเรียนชั้นเลิศ จนกระทั่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังสำเร็จ ไม่มีเศษเสี้ยวไหนในชีวิตที่สามารถเรียกได้ว่าตกระกำลำบาก
แม้กระทั่งในยามนี้ หากเขายินยอมน้อมรับเงื่อนไขทั้งหมดและตกลงเซ็นรับกองมรดกที่ถูกจัดสรรไว้ให้อย่างเพียบพร้อม เขาก็จะสามารถประคองชีวิตสุขสบายต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องเหน็ดเหนื่อยประกอบสัมมาชีพเลยตลอดชีวิต
ทว่า... ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด
ทั้งที่มีทุกสิ่งครบครันในสายตาของคนนอก แต่ลึกลงไปในอก เขากลับไม่เคยสัมผัสได้ถึงคำว่า “มีอยู่จริง” ของตัวเองเลยแม้แต่น้อย ไม่มีแม้กระทั่งความรู้สึกเด่นชัดว่าเป็นเจ้าของชีวิตของตนเอง
“คุณเพลงจะอาบน้ำก่อนหรือทานข้าวก่อนดีคะ”
กระแสเสียงทุ้มต่ำของหญิงวัยกลางคนดึงรั้งจิตใจของเขาให้หลุดลอยออกจากภวังค์ความคิดอันขื่นขม ยามเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตาก็พบเธอยืนอยู่ไม่ไกล บนใบหน้าเรียบร้อยของแม่บ้านเก่าแก่ปรากฏร่องรอยแห่งความห่วงใยฉายชัดอยู่ในแววตา
ร่างโปร่งรีบขยับปลายนิ้วซ่อนวงแหวนที่สวมไว้ใต้สาบเสื้อในทันที ราวกับมันเป็นสิ่งของต้องห้ามที่ไม่ปรารถนาให้ใครมาพบเห็น ก่อนจะจุดส่งยิ้มบางเบาให้แก่คนที่คุ้นเคยกันมานานวัน
“อาบน้ำก่อนดีกว่า เอื้อยเตรียมน้ำไว้แล้วใช่ไหม”
“เตรียมไว้แล้วค่ะ ตามที่คุณเพลงชอบเลย กลิ่นลาเวนเดอร์นิด ๆ อุ่นประมาณสามสิบเจ็ดองศา”
เขาพยักหน้ารับคำเบาๆ พลางหยัดกายลุกขึ้นจากปลายเตียงนอน
“ขอบคุณนะเอื้อย เหมือนเดิมทุกอย่างเลย”
“ก็เอื้อยดูแลคุณเพลงมาตั้งแต่สิบแปด จะให้เปลี่ยนยังไงไหวล่ะคะ”
เอื้อยเอ่ยพลางส่งรอยยิ้มเอ็นดูให้ ก่อนจะหมุนตัวเดินผละออกจากห้องไปอย่างรู้ความ ทิ้งช่วงเวลาให้เขาได้กลับมาอยู่ร่วมกับความเงียบสงัดอีกระลอก
เพลงเพลินใช้เวลาชำระล้างร่างกายเนิ่นนานกว่าปกติภายในห้องน้ำ... ทว่าไม่ใช่เพราะต้องการความผ่อนคลายในอ่างวารีเป็นพิเศษ หากแต่เป็นเพราะหัวใจลึกๆ ยังไม่พร้อมที่จะก้าวขาออกมาเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายภายนอก
กลิ่นอายลาเวนเดอร์ที่แม่บ้านจัดเตรียมไว้ให้ลอยอบอวลคลุ้งไปทั่วบรรยากาศ ชวนให้ความรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเป็นเพียงนิสิตมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง... ช่วงเวลาที่ยังมีพี่รันย์คอยโอบอุ้ม และตัวเขาคิดยังไม่ต้องแบกรับภาระใดๆ ที่ตนไม่ได้เลือกเอง
เขาแช่ตัวในน้ำอุ่นจนผิวเนื้อนุ่มละเอียดละมุน กลิ่นหอมสะอาดของสบู่กรุ่นติดกายในทุกอณูเนื้อ
ยามสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อสบายตัวที่เป็นชุดโปรด อย่างเสื้อเชิ้ตผ้าบางสีขาวนวลทับกางเกงผ้าขายาว ร่างบางยืนนิ่งงันจ้องมองเงาสะท้อนในกระจกอยู่นานแสนนาน ก่อนจะระบายลมหายใจยาวเหยียดแล้วยอมผลักเปิดประตูห้องหับออกไป
หากสามารถล่วงรู้เหตุการณ์อนาคตได้ล่วงหน้า... ว่าเพียงไม่กี่ก้าวถัดไปจะต้องปะทะเข้ากับสิ่งที่เป็นดั่งฝันร้ายที่สุดในชีวิต เขาคงเลือกที่จะขังตัวเองเอาไว้ในห้องน้ำนั้นไปตลอดกาลเสียยังดีกว่า
สุ้มเสียงของล้อกระเป๋าเดินทางที่ครูดเสียดสีไปกับพื้นหินอ่อน ส่งผลให้ฝีเท้าของเพลงเพลินต้องชะงักงันลงในฉับพลัน
ใจกลางห้องโถงกว้างขวาง ปรากฏร่างอรชรในเครื่องแบบนักศึกษาฝึกงาน...
‘วาโย’ กำลังยืนเท้าสะเอว หันรีหันขวางสำรวจรอบกาย ก่อนจะส่งเสียงร้องเรียกหวานใสจริตจะก้านเกินพอดี ราวกับการแสดงบทบาทบนเวทีละคร
“คุณแม่บ้านครับ! ห้องโยอยู่ไหนครับ~ โยย้ายเข้ามาแล้ว!”
จังหวะการก้าวเดินของเพลงเพลินชะลอช้าลงโดยอัตโนมัติ เขาปักหลักยืนอยู่ตรงมุมบันได ซึ่งระยะห่างจากโถงรับแขกไม่ได้ไกลกันนัก จึงสามารถสดับรับฟังทุกถ้อยคำวาจาของเด็กหนุ่มผู้มาใหม่ได้อย่างชัดเจนทุกประโยค
“ห้องโยอยู่ไหนน้า~คุณรุจน์ให้คนเตรียมหรือยังน้า~”
น้ำเสียงเจื้อยแจ้วหวานหยดฟังดูคล้ายลูกแมวน้อยแสนซน ทว่าในความรู้สึกของคนฟังมันกลับระคายหูอย่างน่าประหลาด
เพลงเพลินเพียงแค่ขยับปลายเท้าตั้งท่าจะก้าวเดิน ทว่ายังไม่ทันที่ริมฝีปากบางจะได้เอ่ยเอื้อนคำใด บานประตูห้องทำงานทางด้านข้างก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงเสียก่อน
ศรุจน์ในสภาพสาบเสื้อเชิ้ตถูกพับแขนขึ้น ก้าวเท้าออกมาพร้อมกับดวงหน้าที่ฉายแววหงุดหงิดฉุนเฉียวอย่างเด่นชัด เส้นผมทรงเนี้ยบที่เคยจัดระเบียบไว้อย่างไร้ที่ติในยามเช้า บัดนี้กลับยุ่งเหยิงเล็กน้อย ละม้ายคล้ายคนที่เพิ่งผ่านการเข้าประชุมเคร่งเครียดมานานนับชั่วโมง
“เสียงอะไรกันวะ โวยวายอะไรกัน”
วาโยหมุนกายหันกลับไปหาชายหนุ่มในทันที ราวกับเฝ้ารอคอยจังหวะเวลานี้อยู่ก่อนแล้ว
“โยเองครับ~โยเพิ่งไปเก็บกระเป๋ามา จะเข้ามาอยู่วันนี้เลย พี่รุจน์ลืมบอกให้คนจัดห้องให้โยรึเปล่าครับ?”
ประธานหนุ่มขมวดคิ้วม้วนในทันใด ริมฝีปากหนากระตุกเบาๆ คล้ายพยายามระงับอารมณ์กรุ่นโกรธบางอย่างเอาไว้ข้างใน
“ห้องมีตั้งเยอะ จะเลือกห้องไหนก็เลือกเอาเองสิ จะเสียงดังทำไมให้วุ่นวาย”
เด็กหนุ่มชู้รักไม่ได้เอ่ยตอบในฉับพลัน เขาเบนสายตากวาดมองไปรอบห้องโถง ก่อนที่ดวงตาคู่ร้ายจะหยุดนิ่งลงตรงบานประตูบานหนึ่งที่เพิ่งปิดสนิทลงได้ไม่นาน... ซึ่งนั่นคือประตูห้องหับส่วนตัวของเพลงเพลิน
เขาระบายยิ้ม... รอยยิ้มที่ไม่ได้ส่งผ่านไปถึงแววตา หากแต่เฉือนลึกอยู่ที่มุมปากอย่างร้ายกาจ ทว่ากลับแสร้งแสดงความใสซื่อจนชวนให้รู้สึกขนลุกขนพอง
“งั้น...โยขอนอนห้องนั้นได้ไหมครับ”
ปลายนิ้วเรียวชี้ตรงไปยังทิศทางของประตูห้องที่เพลงเพลินเพิ่งก้าวเดินจากมา
บรรยากาศภายในบ้านพลันตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ
ศรุจน์ขยับสายตาคมปลาบมองตามทิศทางนิ้วนั้น ก่อนจะหรี่นัยน์ตาลงช้าๆ กระแสความไม่พอใจเริ่มทวีความชัดเจนขึ้นบนสีหน้า
ทั่วทั้งหลังบ้านเงียบสงัด ไร้ซึ่งสุ้มเสียงตอบรับ และไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อนกาย
รวมไปถึงเพลงเพลิน... ที่ทำเพียงแค่จับจ้องสายตาตรงไปยังคนทั้งคู่ด้วยแววตานิ่งสนิท ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง
เขาย่อมรู้ดีว่าห้องนอนที่วาโยชี้ต่อนั้นคือห้องนอนของตัวเอง ห้องที่เขาใช้ซุกหัวนอนมาโดยตลอดนับตั้งแต่วันแรกที่ตีทะเบียนแต่งงานกับศรุจน์ แม้ว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ชายผู้เป็นสามีจะไม่เคยย่างกรายเข้ามาทอดกายนอนร่วมเตียงเลยแม้แต่คืนเดียวก็ตาม
แม้กระทั่งแสงตะวันยามเช้าที่ลอดผ่านผ้าม่านเนื้ออ่อนเข้ามาในทุกค่ำคืน ก็ยังตระหนักดีว่าฟูกนอนฝั่งหนึ่งนั้นเย็นเยียบอยู่เสมอ
ทว่าเขาก็ยังเลือกที่จะปักหลักอยู่ในห้องนอนห้องนั้น... เพราะมันคือพื้นที่แห่งเดียวที่เรียกได้ว่าเป็นของเขา อย่างน้อยที่สุดก็ในฐานะ “ภรรยาถูกต้องตามตรากฎหมาย”
และในเวลานี้ วาโยกลับปรารถนาจะช่วงชิงแม้กระทั่งห้องนอนของเขาไป
ตึก! ตึก!
เสียงกระแทกส้นเท้าดังขึ้นอย่างแรงก่อนที่ใครจะทันได้ออกความคิดเห็น เอื้อยก้าวเท้าเข้ามาขวางหน้าวาโยในทันทีด้วยท่าทางร้อนรุ่มใจ
“ขอโทษนะคะ” น้ำเสียงนั้นเรียบเนียนทว่าเด็ดขาดแบบที่แม่บ้านเก่าแก่ไม่เคยเลือกนำมาใช้กับแขกเหรื่อคนไหนในบ้านหลังนี้ “ห้องนั้นเป็นห้องของคุณเพลงค่ะ ตั้งแต่วันแรกที่แต่งเข้ามาอยู่บ้านนี้”
วาโยเลิกเรียวคิ้วขึ้นสูงเล็กน้อย จุดรอยยิ้มจืดชืดคล้ายกำลังจะเอ่ยปากโต้แย้ง ทว่าไม่ทันที่เขาจะได้อ้าปากพูด เอื้อยก็เอ่ยคำแทรกขัดขึ้นมาก่อนด้วยกระแสเสียงที่ไม่ได้ลดความดังลงเลยแม้แต่น้อย
“แย่งผัวเขาไม่พอ ยังจะมาแย่งห้องนอนเขาอีก หน้าคนหรือพื้นซีเมนต์คะคุณ?”
วาจากล่าวร้ายนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงใจกลางโถงคฤหาสน์หรู วาโยชะงักงันไปในทันใด
ฝ่ายศรุจน์ที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้างๆ ก็เบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง ว่าจะมีลูกจ้างคนไหนใจกล้าเอ่ยถ้อยคำหยามเกียรติเช่นนี้ต่อหน้าต่อตาเขา
สุ้มเสียงฝีเท้าของเพลงเพลินดังขึ้นแผ่วเบา ร่างบางขยับกายเข้าไปยืนเคียงข้างคนสนิท มือบางเอื้อมออกไปแตะลงบนหลังมือของหญิงรับใช้ประจำตัวเบาๆ เพื่อส่งผ่านความขอบคุณ ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท
“ไม่เป็นไรหรอกเอื้อย เดี๋ยวฉันย้ายเอง”
“แต่คุณเพลงคะ”
เอื้อยขึ้นเสียงประท้วงอีกครา แววตาคู่เก่าโรจน์ประกายความโกรธราวกับพร้อมจะขย้ำศัตรูตรงหน้าให้แหลกคามือ ทว่าเพลงเพลินไม่ได้เอ่ยปากสิ่งใดเพิ่มเติม นอกจากการส่ายหน้าน้อยๆ ส่งไปให้เพียงครั้งเดียว
“พอแล้วเอื้อย เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
กระแสเสียงนุ่มนวลทว่าเปี่ยมด้วยความหนักแน่น ส่งผลให้หญิงวัยกลางคนจำเป็นต้องกลืนถ้อยคำประท้วงที่หลงเหลือลงสู่ลำคอ เพลงเพลินยกมืออีกข้างขึ้นตั้งท่าจะจูงมือพาแม่บ้านคนสนิทเดินหันหลังกลับห้อง
ทว่าในจังหวะนั้นเอง กระแสเสียงหวานเย็นจัดที่ดังไล่หลังมาก็ฉุดรั้งฝีเท้าเอาไว้
“ขนาดผัวยังแย่งมาได้ นับประสาอะไรกับอีแค่ห้องนอน”
คำแรกที่หลุดออกมา... ช่างละม้ายคล้ายกับการสาดน้ำกรดเข้มข้นลงบนแผ่นหลังของคนฟัง
มวลอากาศภายในห้องโถงพลันกลายสภาพเป็นพื้นที่สุญญากาศไปในชั่วพริบตา แม้กระทั่งเสียงกลไกของนาฬิกาไม้โบราณที่มักจะส่งเสียงตีเตือนบอกเวลา ก็กลับเงียบงันลงราวกับตกตะลึงในเหตุการณ์อันแสนร้ายกาจตรงหน้านี้เช่นกัน
