บทที่ 7 บทที่ 5

บทที่ 5

กลิ่นอายของบ้านหลังเก่าก็ไม่ต่างจากความทรงจำ บางครั้งมันไม่ได้หอมหวาน หากแต่แค่คุ้นเคย

เพลงเพลินยืนนิ่งอยู่ใจกลางห้องนอนเรือนปีกตะวันออก บ้านหลังย่อยชั้นเดียวที่โครงสร้างถูกสร้างเชื่อมต่ออยู่กับตัวคฤหาสน์ใหญ่ทางด้านทิศตะวันออก ทว่ากลับมีความเงียบสงบและตัดขาดจากความวุ่นวายราวกับเป็นโลกอีกใบหนึ่ง

ตัวเขาไม่ได้หวนกลับมาทอดกายนอนที่นี่เนิ่นนานเกือบสองปีเต็มแล้ว

บ้านหลังนี้เคยทำหน้าที่เป็นที่พึ่งทางใจชิ้นสุดท้ายก่อนก้าวเข้าสู่พิธีแต่งงาน และในวันนี้ มันก็เวียนกลับมาเป็นที่พักพิงชั่วคราวชุบเลี้ยงเศษเสี้ยวความรู้สึกอีกครั้ง

คนตัวเล็กไม่ได้หอบหิ้วสัมภาระชิ้นใดมาเลยนอกเหนือจากร่างกายอันบอบช้ำ

ทว่าเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้จำเป็นทั้งหมด กลับถูกจัดแจงเคลื่อนย้ายโดยฝีมือของเอื้อยร่วมกับสาวใช้ในบ้านที่รู้ความโดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากร้องขอ พวกเธอร่วมแรงกันย้ายสิ่งของมายังเรือนปีกตะวันออกอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครเอ่ยปากตั้งคำถาม ไม่มีใครริเริ่มพูดจาชวนอึดอัด ราวกับทุกความรู้สึกถูกส่งผ่านและเข้าใจตรงกันได้ด้วยสายตา

เพลงเพลินผ่อนกายหักเข่านั่งลงข้างหน้าต่าง บนม้านั่งไม้ตัวยาวชิ้นเดิมที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ ณ ตำแหน่งเก่า ทว่าพื้นผิวหน้าของมันกลับมีละอองฝุ่นบางๆ เกาะตัวอยู่ตามกาลเวลา

ปลายนิ้วเรียวคว้าผ้าเช็ดมือผืนเก่าที่เอื้อยวางทิ้งไว้ให้ นำมาลูบไล้ปัดเป่าเศษฝุ่นออกอย่างเบามือ รอยละอองหม่นเลือนหายไปตามแรงเช็ด ทว่าความรู้สึกอัดอั้นบางอย่างในทรวงอกกลับยังไม่ยอมจางหายลงตามไปง่ายๆ

บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดเสียจนโสตประสาทได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกของตัวเองเด่นชัด

ทว่าในวินาทีถัดมา เสียงบานประตูหน้าบ้านก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนแทบกระแทกเข้ากับบานพับ

“เพลงเพลินนนนนน! เปิดบ้านใหม่ไม่บอกแม่เหรอคะ!!”

กระแสเสียงหวานลากยาวสะท้อนก้องมาพร้อมกับกลิ่นอายน้ำหอมกลิ่นฉุนรุนแรง และสุ้มเสียงของรองเท้าส้นตึกที่กระแทกกระทั้นลงบนพื้นเรือนดังลั่น

‘ชะเอม’ ในชุดเดรสโทนสีแดงเลือดนก ดีไซน์ผ่าข้างลึกโชว์เรียวขาถึงระดับสะโพก รับกับริมฝีปากที่แต่งแต้มด้วยสีแดงเพลิง ยืนโพสท่าเด่นชัดอยู่ตรงกรอบประตูราวกับนางพญาย่านบางนา

เพลงเพลินเงยใบหน้าขึ้นในทันทีที่ได้ยินสุ้มเสียงคุ้นหู พร้อมกับจุดรอยยิ้มบางเบาปรากฏบนเรียวปาก

“ชะเอม แกมาได้ยังไง”

เจ้าของชื่อไม่ได้เอ่ยปากตอบคำในฉับพลัน หากแต่จัดการผลักปิดบานประตูไลหลังเสียงดังปัง ก่อนจะออกแรงลากถุงพลาสติกใบโตที่ด้านในบรรจุข้าวมันไก่สองห่อเข้ามาวางโครมลงบนโต๊ะกลางห้องรับแขก

“มาด้วยรถไฟฟ้าสิยะ จะให้กูเหาะมารึไง”

กระแสเสียงนั้นติดจะหอบกระเส่าเล็กน้อยเนื่องจากการเร่งความเร็วฝีเท้ามาจากหน้าประตูรั้ว ทว่ามันยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยมวลพลังงานตามฉบับของคนที่ไม่วันยินยอมปล่อยให้เพื่อนรักต้องจมปลักอยู่กับความเหงาขื่นขมได้เลยแม้แต่นาทีเดียว

ชะเอมเป็นสาวประเภทสองรูปร่างสูงใหญ่ วงหน้าคมคาย โครงคิ้วเป๊ะปัง ผิวพรรณสีน้ำผึ้งนวลตาและลิปสติกสีแดงเพลิงคือเอกลักษณ์ประจำตัวที่ไม่เคยเปลี่ยน มีใครต่อใครเคยเอ่ยทักว่าหากเธอเกิดมาเป็นสตรีเพศแท้ๆ ป่านนี้คงได้ครองมงกุฎนางงามระดับจังหวัดไปเนิ่นนานแล้ว ทว่าชะเอมกลับไม่ได้นำพาต่อสิ่งเหล่านั้น เพราะความใฝ่ฝันสูงสุดในชีวิตไม่ใช่สายสะพาย หากแต่คือเงินก้อนโตเพื่อเปิดคลินิกศัลยกรรมเป็นของตัวเอง

ปัจจุบันเธอสวมหมวดทำงานประจำอยู่ในฝ่ายบุคคลของบริษัทเอกชนขนาดเล็ก เงินเดือนชนเดือน หมุนเวียนขายของออนไลน์เป็นอาชีพเสริมเล็กๆ น้อยๆ และคอยเก็บออมเงินกองไว้ในบัญชีธนาคารหนึ่งที่ตั้งชื่อเล่นเอาไว้ว่า “ผ่ากีทำนม รีบทำก่อนสามสิบ” ทว่าต่อให้จะมีเป้าหมายส่วนตัวยิ่งใหญ่ขนาดไหน ก็ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าเพื่อนแท้เพียงคนเดียวในชีวิต ที่เธอพร้อมจะพุ่งตัวมาหาในทันทีที่ได้ยินกระแสข่าวร้าย

หล่อนเบนสายตามาจับจ้องใบหน้าของเพลงเพลิน ก่อนจะปรับเปลี่ยนน้ำเสียงให้จริงจังขึ้นมาทันตาเห็น

“พี่เอื้อยโทรบอกฉันว่าแกกำลังเดือดร้อน”

ฝ่ามือเรียวหยิบหนังสติ๊กรัดผมออกจากข้อมือมาจัดการรวบเรือนผมใหม่แบบลวกๆ ในยามที่ก้าวเท้าขยับเข้ามาประชิดกาย พร้อมด้วยดวงตาที่ประกายความห่วงใยเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

“ไหน เล่ามาซิ เกิดบ้าอะไรขึ้นอีกคะคุณเพลง”

เพลงเพลินระบายลมหายใจออกแผ่วเบา ก่อนจะขยับเนื้อตัวไปนั่งพิงพนักม้านั่งไม้ตัวเดิมที่เขาเพิ่งทำความสะอาดเสร็จสิ้นเมื่อครู่ นิ้วมือเรียวประสานสอดเข้าหากันไว้บนตัก แผ่นหลังบางตั้งตรงทว่าแววตาที่ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกลับดูเหม่อลอยคล้ายจิตวิญญาณไม่ได้ประทับอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้

“คุณรุจน์ทำเด็กคนหนึ่งท้อง”

ถ้อยความนั้นถูกเปล่งออกมาด้วยกระแสเสียงเรียบสนิท ชะเอมชะงักงันไปราวครึ่งวินาที ก่อนจะใช้ฝ่ามือตีเข้าที่หน้าอกตัวเองดังปึ้กแล้วหวีดร้องตะโกนลั่นห้องนอน

“ว๊ายยยย!! ตายห่าค่ะ!! นังผีบ้า!! ตาเถรตกต้นมะพร้าว!!”

ร่างสูงทิ้งตัวทรุดลงนั่งข้างๆ เพื่อนรัก มือข้างหนึ่งคว้าพัดลายดอกไม้ที่พกพาติดตัวมาตบลงบนพื้นรัวๆ ด้วยอาการสั่นเทิ้ม ส่วนมืออีกข้างทาบแน่นอยู่ตรงก้อนเนื้ออกราวกับหัวใจกำลังจะหยุดทำงาน

“มึงว่าอะไรนะ คุณรุจน์น่ะนะ?! ทำเด็กคนหนึ่งท้อง?! ใคร! ลูกสาวป้าคนใช้ หรือหลานเจ๊กแถวร้านข้าวหมูแดง!”

เพลงเพลินหลุบสายตามองต่ำลง สีหน้าแววตาไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลง

“เด็กฝึกงานที่บริษัทเขามั้ง เขาบอกว่า ถ้าฉันไม่หย่า ก็อยู่กันแบบสามคนผัวเมียนี่แหละ”

สิ้นคำบอกเล่า สุ้มเสียงโอดครวญของชะเอมก็ทวีระดับความโหยหวนขึ้นไปอีกขั้น

“ว๊ายตายห่า!!! สามคนผัวเมีย?! ยุคนี้มันยังมีความคิดเหี้ย ๆ แบบนี้อยู่อีกเหรอ! โอ๊ย กูจะเป็นลม!!!”

มือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมขมับแน่น ก่อนจะทิ้งกายลงพิงพนักด้านหลังอย่างหมดเรี่ยวแรง

“ร้ายกาจขนาดนั้นเชียวเหรอวะเพลง”

คนถูกถามไม่ได้เอ่ยปากตอบคำในฉับพลัน เขาทำเพียงแค่ทอดสายตาต่ำลง ก่อนจะระบายกระแสเสียงแผ่วเบาลงกว่าเดิม

“ก็เข้าใจว่าเขาร้ายนะ เขาเป็นแบบนั้นมาตลอด” ความเงียบงันเข้ามาคั่นกลางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ริมฝีปากบางจะเอื้อนเอ่ยประโยคสุดท้ายออกมา คล้ายเป็นการตอกย้ำให้ตัวเองยอมรับความจริงอันแสนโหดร้าย “แต่ครั้งนี้ มันหนักหนาจริง ๆ”

“เพลง”

น้ำเสียงของชะเอมลดระดับความดังลงกว่าปกติจนผิดสังเกต หล่อนจับจ้องใบหน้าของเพื่อนสนิทที่นั่งนิ่งงันอยู่นานสองนานด้วยแววตาที่เจือกระแสความกังวลใจ จากนั้นจึงตัดสินใจโพล่งถ้อยคำออกมาตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อม

“กูว่ามึงไม่ไหวแล้วว่ะ มึงจะทนไปอีกเพื่ออะไร”

ปลายนิ้วเรียวที่เคลือบยาทาเล็บสีแดงสดเคาะลงบนเนื้อไม้ของโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะเนิบนาบ ราวกับต้องการเน้นย้ำถ้อยคำเหล่านั้นให้มีน้ำหนักหนาแน่นขึ้น

“รวยก็รวย สวยก็สวยขนาดนี้ มึงหาผัวใหม่เหอะ”

ทว่าประโยคที่ตั้งจิตเจตนาจะช่วยปลอบประโลม กลับไม่มีแรงกระเพื่อมใดๆ ในแววตาคู่หม่นคูนั้นเลยแม้แต่น้อย

เพลงเพลินเบือนใบหน้ามามองชะเอมอย่างช้าๆ ด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้สิ่งตกค้าง ชนิดที่ส่งผลให้คนมองต้องรู้สึกสะอึกอยู่ในลำคอ สายตาคู่นั้นไม่ใช่แววตาของคนอ่อนแอที่ยอมแพ้ หากแต่เป็นสายตาของคนที่กำลังใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อประคองเศษเสี้ยวหัวใจไม่ให้แตกละเอียดคามือ

เขาไม่ได้เอ่ยปากตอบคำ

ทว่าลึกลงไปในสมองกลับมีคำตอบเด่นชัดปรากฏอยู่แล้ว และมันก็ประทับอยู่ ณ ตำแหน่งนั้นเสมอมา

ความคิดที่ว่า... แค่เพียงก้าวขาเดินจากไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงจบลง... มันหล่อเลี้ยงอยู่ในหัวตลอดเวลา

ตัวเขาเคยคิด เคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากในวันพรุ่งนี้ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่ภายในอาณาเขตคฤหาสน์หลังนี้อีกต่อไป ชีวิตจะเป็นเช่นไร

เคยจินตนาการว่า หากลองลบตัดนามสกุลเทวากุลออกจากท้ายชื่อของตน บาดแผลมันจะสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวได้มากมายสักเท่าใดกันเชียว

ทว่า... มันก็เป็นได้เพียงแค่ความรู้สึกนึกคิด

เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง เพลงเพลินไม่เคยมีความกล้าหาญมากพอที่จะก้าวขาออกไปเผชิญโลกภายนอกเลยสักครั้ง

ตัวเขาคือบุคคลที่หวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง กลัวการจากลา และหวาดหวั่นต่อความโดดเดี่ยวอ้างว้างยิ่งกว่าสิ่งใดในชีวิต

กลัวการที่ในท้ายที่สุดจะไม่หลงเหลือใครอยู่เคียงข้าง ไม่มีคนคอยเฝ้ารอ และไม่มีใครส่งเสียงเรียกขานชื่อของเขาอีกต่อไป...

นอกเสียจากตัวของเขาเอง

และชื่อนามสกุลที่พ่วงท้าย... คือสิ่งยึดเหนี่ยวสิ่งเดียวที่เขายังพอจะเกาะรั้งเอาไว้ได้ในยามนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป