บทที่ 9 9.หายไปในอากาศ

โต๊ะอาหารเงียบลงชั่วขณะ คุณหญิงดาริกาหันมองสามี พลอากาศเอกตรัยชะงักมือที่กำลังยกแก้วกาแฟ ทั้งสองเพิ่งนึกขึ้นได้ ลูกสะใภ้คนนี้ยังเป็นนักศึกษาปีสุดท้าย คุณหญิงดาริกาวางแก้วชา สายตาที่เคยมองอย่างประเมินเปลี่ยนเป็นเอ็นดู

“แล้วบริษัทที่ต้องไปฝึกงานอยู่แถวไหนลูก เดินทางไกลไหม สะดวกหรือเปล่า”

พรพิเศษยิ้มรับ “พริกฝึกงานที่บริษัทเอเชียแอร์โรซิสเต็มส์ค่ะ ถึงจะไกลสักหน่อย แต่โชคดีที่พี่ตรีสูญ เขาเป็นพี่ชายเพื่อนสนิทของพริกค่ะ ทำงานที่นั่น แล้วบ้านเราก็เป็นทางผ่าน พริกเลยจะติดรถไปกับพี่เขาค่ะ”

ตฤณเงยหน้าจากแก้วกาแฟเสี้ยววินาที ก่อนก้มลงตามเดิม เอเชียแอร์โรซิสเต็มส์ คิ้วเข้มกระตุกเบา ๆ กับชื่อบริษัทฯ AAS คือศูนย์ซ่อมบำรุงและผลิตชิ้นส่วนอากาศยานระดับประเทศ แวดวงทหารอากาศอย่างเขาย่อมรู้จักดี ชายหนุ่มมองหญิงสาวฝั่งตรงข้ามอย่างประหลาดใจ

ที่ผ่านมาเขาไม่เคยใส่ใจข้อมูลส่วนตัวของเธอ ภาพจำเดียวคือผู้หญิงหน้าตาดี แต่เธอไม่ได้ดึงดูดความสนใจของเขานัก และเขาจินตนาการไม่ออกว่าผู้หญิงบอบบางอย่างพรพิเศษจะไปทำอะไรในสถานที่ที่เต็มไปด้วยเครื่องยนต์และคราบน้ำมัน

“คุณเรียนคณะอะไร”

ตฤณถามขึ้นกลางความเงียบ นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่แต่งงานที่เขาตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวเธอ

พรพิเศษชะงัก สบตาเขาอย่างแปลกใจ ก่อนตอบเสียงเรียบ“วิศวกรรมซ่อมบำรุงอากาศยานค่ะ”

พลอากาศเอกตรัยเลิกคิ้วทึ่ง คุณหญิงดาริกามองลูกสะใภ้ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ส่วนตฤณเพียงประสานมือบนโต๊ะ ซ่อนความประหลาดใจไว้ใต้ใบหน้าเรียบเฉย

“เรื่องเดินทาง...” คุณหญิงดาริกาเอ่ยขึ้น “ยังไงหนูก็เป็นสะใภ้บ้านนี้ จะให้คนอื่นมารับมาส่งคงไม่เหมาะ เดี๋ยวแม่ให้ลุงสมหมายขับรถไปรับส่งเราเอง”

“เข้าใจแล้วค่ะ ขอบพระคุณค่ะคุณแม่” พรพิเศษรับคำ เธอไม่คิดโต้แย้งเมื่อผู้ใหญ่ตัดสินใจแล้ว

ตฤณมองท่าทีโอนอ่อนนั้นเงียบ ๆ ก่อนขยับลุกขึ้น “ผมขอตัวไปตามข่าวนับดาวก่อนนะครับ พรุ่งนี้บ่ายผมต้องบินกลับสุราษฎร์ฯ แล้ว”

เขาค้อมศีรษะให้บิดามารดาแล้วเดินออกจากห้องอาหารไป พรพิเศษมองตามแผ่นหลังกว้าง ความทุ่มเทที่เขามีต่อนับดาวชัดเจนจนไม่ต้องเอ่ยถาม

รถยุโรปคันหรูจอดเทียบหน้าคาเฟ่กลางมหาวิทยาลัย พรพิเศษก้าวลงพร้อมยกมือไหว้ขอบคุณลุงสมหมาย ทันทีที่รถแล่นลับสายตา เธอสูดลมหายใจลึก ปล่อยความอึดอัดที่แบกรับมาตั้งแต่เช้าทิ้งไป เธอผลักประตูเข้าไปในร้านกาแฟ เสียงกระดิ่งหน้าร้านยังไม่ทันดับ ลักษมีก็พุ่งเข้ามากอดเธอแน่น

“เมื่อคืนแกร้องไห้ไหม”

พรพิเศษชะงัก ก่อนหัวเราะเบา ๆ “ไม่มีเวลาร้อง”

จันทร์กระพ้อสบถ “ถ้าเป็นฉัน ฉันหนีตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”

พรพิเศษยิ้ม “หนีไม่ได้ดิ”

“แล้วเขาล่ะ ทำอะไรแกไหม” ลักษมีถามต่อทันที

พรพิเศษส่ายหน้า “เขาเป็นสุภาพบุรุษ” เธอเว้นจังหวะ “แค่ไม่ยอมรับฉันเป็นภรรยา ซึ่งก็ไม่ได้เกินความคาดหมาย ถ้าเขายอมรับสิแปลก”

ทั้งโต๊ะเงียบ รอยยิ้มและแววตาสงบของพรพิเศษทำให้เพื่อนยอมถอย ลักษมีพยักหน้าและยอมปล่อยมือให้เธอปลีกตัวออกไป หญิงสาวเดินข้ามไปยังอาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที เสียงเครื่องจักร กลิ่นน้ำมันหล่อลื่น และกลุ่มนักศึกษาในเสื้อช็อปดึงพรพิเศษกลับสู่โลกที่คุ้นเคย เพื่อนในภาควิชาหลายคนพยักหน้าทักทายตามปกติ ไม่มีใครซักไซ้ถึงข่าวซุบซิบในแวดวงสังคม

เธอเดินขึ้นมายังชั้นบนของอาคาร มุ่งหน้าไปยังห้องพักอาจารย์ประจำภาควิชา ยิ่งใกล้จะถึงฝีเท้าของเธอก็ยิ่งช้าลง พรพิเศษสูดลมหายใจลึก กระชับแฟ้มเอกสารในมือแน่นก่อนยกมือเคาะประตู

คนที่รออยู่ในห้องคือเรืออากาศโทเอกรัฐ อาจารย์พิเศษประจำภาค และเพื่อนร่วมรุ่นของตฤณ พรพิเศษก้าวเข้าไปด้านใน เอกรัฐในชุดเครื่องแบบครึ่งท่อนกำลังละสายตาจากกองแบบแปลนเครื่องยนต์บนโต๊ะ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองลูกศิษย์ แววตาของเขามีร่องรอยความซับซ้อนพาดผ่าน มันไม่ใช่ความอยากรู้อยากเห็นแบบคนนอก แต่เป็นความเห็นใจและคำถามที่ปิดไม่มิด

พรพิเศษหลุบตาลงเล็กน้อย ไม่กล้าสบตาอาจารย์นานนัก เธอเดินเข้าไปหยุดหน้าโต๊ะ วางแฟ้มเอกสารลงด้วยท่าทีที่พยายามควบคุมให้เป็นปกติที่สุด แต่ความเงียบในห้องกลับยิ่งขยายความอึดอัดให้ชัดเจนขึ้น

เอกรัฐมองท่าทีกะอักกะอ่วนของเด็กสาวที่มักจะฉะฉานและมั่นใจเสมอในคลาสเรียน เขาถอนหายใจแผ่วเบา ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น เขารู้ดีว่าตฤณมีกำแพงสูงและเย็นชาแค่ไหนเมื่อเกิดเรื่องผิดใจ และในฐานะอาจารย์ เขานึกเสียดายที่ลูกศิษย์อนาคตไกลต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ แต่เขาเลือกที่จะขีดเส้นแบ่งเรื่องส่วนตัวออกจากเรื่องงาน

ชายหนุ่มเคาะปากกาในมือกับโต๊ะเบา ๆ เพื่อดึงสติคนตรงหน้า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังตามแบบฉบับอาจารย์

“พร้อมเริ่มฝึกงานสัปดาห์หน้านี้ไหม”

พรพิเศษชะงักไปเสี้ยววินาที เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของอาจารย์หนุ่มไม่มีความเวทนาหรือคำถามล้ำเส้นซ่อนอยู่อีกต่อไป มีเพียงความคาดหวังในตัวนักศึกษาคนหนึ่งเท่านั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป