บทที่ 1 1

พายุฝนหลงฤดูโหมกระหน่ำซัดสาดกระจกบานยักษ์ของห้องทำงานผู้บริหารสูงสุดบนชั้นห้าสิบของตึก V-Group อาคารระฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางมหานคร หยดน้ำฝนไหลเป็นทางยาวราวกับน้ำตา ทว่าบรรยากาศภายในห้องกลับเย็นเยียบยิ่งกว่าอุณหภูมิภายนอก

แสงไฟสลัวจากมุมห้องสาดส่องให้เห็นร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดสีดำสนิท นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังอิตาลีตัวใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักของพระเจ้าถูกฉาบด้วยความมืดมิดไปครึ่งซีก ดวงตาคมกริบสีนิลทอดมองร่างที่กำลังคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพรมเปอร์เซียราคาแพงด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ

“ท่านครับ ผมอธิบายได้! เรื่องตัวเลขในบัญชีคาสิโนที่มาเก๊า มันเป็นความผิดพลาดของระบบหลังบ้าน ผมไม่ได้ตั้งใจจะยักยอกเงินของ V-Group จริงๆ นะครับ!” เสียงสั่นเครือของผู้จัดการสาขาวัยกลางคนดังสะท้อนในห้องกว้าง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬและรอยฟกช้ำที่มุมปากจากการสอบสวนเบื้องต้นโดยชายชุดดำสองคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง

ธันวา วรโชตินิธิคุณ ประธานกรรมการบริหารวัยสามสิบเอ็ดปี เจ้าของฉายาพญามัจจุราชหน้าหยก ค่อยๆ หมุนปากกาหมึกซึมยี่ห้อหรูในมืออย่างเชื่องช้า เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ในห้องที่ไม่มีใครกล้าพูดกลับฟังดูน่าขนลุกราวกับเสียงนับถอยหลังของระเบิดเวลา

“ระบบหลังบ้านผิดพลาด” น้ำเสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นเอ่ยขึ้นช้าๆ ทว่ากลับมีอำนาจกดทับจนคนฟังแทบหยุดหายใจ “ระบบมันเดินไปเปิดบัญชีลับที่เกาะเคย์แมนด้วยตัวเองได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ทรงยศ”

คนถูกเรียกชื่อสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มรุ่นลูกด้วยดวงตาเบิกโพลง ความหวาดกลัวเกาะกุมหัวใจจนแทบสิ้นสติ เมื่อตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายรู้ลึกถึงรากเหง้าความเลวทรามที่เขาพยายามซุกซ่อนไว้

“ผมถูกบังคับ! เสี่ยฉลองมันขู่ผม! ถ้าผมไม่โอนเงินเปอร์เซ็นต์นั้นไปให้มัน มันจะส่งคนไปจัดการลูกเมียผม ท่านธันวา ได้โปรดไว้ชีวิตผมเถอะครับ ผมทำงานรับใช้ตระกูลวรโชตินิธิคุณมาตั้งแต่สมัยนายท่าน”

“อย่าเอาชื่อพ่อฉันมาอ้าง”

คำพูดนั้นไม่ได้ตวาด ไม่ได้ขึ้นเสียง แต่กลับทำให้ทรงยศหุบปากฉับราวกับถูกเย็บริมฝีปาก ธันวาวางปากกาลงบนโต๊ะกระจก เสียงกึกเบาๆ แต่กลับดังก้องในความรู้สึก ดวงตาคมดุกวาดมองอดีตลูกน้องด้วยแววตาสมเพช

“กฎของฉันมีแค่สองข้อ ข้อแรก ความภักดีคือสิ่งเดียวที่ซื้อชีวิตได้ และข้อสอง” ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้สูทเนื้อดีแผ่รังสีคุกคามจนอากาศในห้องแทบจะถูกสูบออกไปหมด “ฉันเกลียดคนทรยศที่สุด”

ชายหนุ่มเดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าร่างที่คุกเข่า ปลายรองเท้าหนังขัดมันวับหยุดอยู่ห่างจากใบหน้าของทรงยศเพียงไม่กี่คืบ “ภาม” ธันวาเอ่ยเรียกชื่อมือขวาคนสนิทสั้นๆ 

ชายหนุ่มหน้าตายในชุดสูทสีเทาเข้มที่ยืนสงบเสมี่ยมอยู่มุมห้องก้าวออกมาทันที “ครับบอส”

“ส่งหลักฐานการยักยอกทั้งหมดให้ตำรวจ และยึดทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้ไปจาก V-Group คืนมาให้ครบทุกบาททุกสตางค์ ส่วนเรื่องเสี่ยฉลอง ปล่อยข่าวออกไปว่าสายสืบของมันถูกฉันตัดหางปล่อยวัดแล้ว ดูสิว่าหมาลอบกัดอย่างมันจะทำยังไงกับคนที่หมดประโยชน์”

“ไม่! ท่านธันวา! ทำแบบนี้เสี่ยฉลองฆ่าผมแน่! ได้โปรด!” ทรงยศผวาเข้ามากะจะเกาะขากางเกงของธันวา ทว่าภามและลูกน้องอีกคนปรี่เข้ามากระชากคอเสื้อและล็อกตัวไว้ได้อย่างรวดเร็ว 

ธันวาปรายตามองเศษสวะตรงหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่ผนังกระจก ทอดสายตามองแสงไฟของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืนที่ไม่เคยมืดมิด “พาตัวออกไป ฉันเหม็นคาวความทรยศ”

เสียงร้องโหยหวนและคำด่าทอสาปแช่งของทรงยศดังห่างออกไปจนกระทั่งประตูไม้บานหนาปิดลง ห้องทำงานกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงฝนตกกระทบกระจก

ธันวาล้วงมือซ้ายเข้ากระเป๋ากางเกง มือขวายกแก้ววิสกี้ชั้นเลิศที่ตั้งอยู่บนโต๊ะขึ้นจิบ รสชาติบาดคอของแอลกอฮอล์ไม่ได้ช่วยให้ความคุกรุ่นในอกลดลง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คาสิโน และโลจิสติกส์ที่เขารับช่วงต่อจากบิดาผู้ล่วงลับ ล้วนเต็มไปด้วยสุนัขจิ้งจอกและปลิงดูดเลือด หากเขาอ่อนแอเพียงนิดเดียว พวกมันพร้อมจะรุมทึ้งเขาทันที นั่นคือเหตุผลที่เขาต้องกลายเป็น มัจจุราชผู้ไร้หัวใจ

“บอสครับ” ภามเดินกลับเข้ามาในห้อง ยื่นแฟ้มเอกสารปกสีดำให้ผู้เป็นนาย “เรื่องคาสิโนที่มาเก๊าเรียบร้อยแล้วครับ แต่มีปัญหาแทรกซ้อนที่โครงการคอมเพล็กซ์แห่งใหม่ใจกลางกรุง” ธันวาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รับแฟ้มมาเปิดดู “ที่ดินแปลงนั้นยังเจรจาไม่จบอีกหรือ?”

“บริษัทสุวรรณเวชดีไซน์ ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนั้น ปฏิเสธข้อเสนอซื้อขาดของเราครับบอส อาคารสองฝั่งที่เราก่อสร้างมาหลายปีใกล้เสร็จแล้ว แต่ที่ดินตรงกลางยังขวางงานเชื่อมอาคารและพื้นที่ส่วนกลางอยู่ แม้ว่าเราจะให้ราคาสูงกว่าตลาดถึงสองเท่าก็ตาม” ภามรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ตอนนี้บริษัทของพวกเขากำลังเผชิญสภาวะหนี้สินอย่างหนัก ธนาคารเริ่มทวงถามหนี้ที่ค้างชำระและเตรียมดำเนินคดี แต่ทางนั้นกลับดื้อแพ่ง ไม่ยอมเซ็นสัญญา”

ดวงตาคมเข้มของธันวาหรี่ลงเมื่อเห็นภาพถ่ายในแฟ้ม มันไม่ใช่ภาพของเจ้าของบริษัทวัยชรา แต่เป็นภาพของหญิงสาวร่างเล็ก ในชุดทำงานทะมัดทะแมง กำลังยืนชี้นิ้วสั่งงานคนงานก่อสร้างด้วยใบหน้าจริงจัง ผมสีน้ำตาลเข้มถูกมัดรวบเป็นหางม้าลวกๆ ปอยผมที่หลุดลุ่ยตกลงมาระกรอบหน้าเรียวรูปไข่ แม้รูปจะถ่ายจากระยะไกล แต่ก็ไม่อาจบดบังดวงตากลมโตที่ฉายแววดื้อรั้นและเด็ดเดี่ยวได้อย่างชัดเจน

“พริมา สุวรรณเวช” ธันวาอ่านชื่อบนประวัติการทำงาน ริมฝีปากหยักลึกกระตุกยิ้มมุมปากเพียงเสี้ยววินาที “ลูกสาวของพลภพ สุวรรณเวช สถาปนิกดาวรุ่งดีกรีรางวัลออกแบบระดับนานาชาติที่ช่วยพ่อคุมงานมาตั้งแต่สมัยเรียน แต่ต้องมารับเผือกร้อนแทนพ่อที่ล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบจนเป็นอัมพฤกษ์หลังถูกหุ้นส่วนโกงงั้นสิ?”

“ใช่ครับ หลังถูกหุ้นส่วนโกงเงินจนคุณพลภพล้มป่วย ทิ้งหนี้สินก้อนโตไว้ให้ ครอบครัวนี้แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว แต่คุณพริมากลับปฏิเสธเงินร้อยล้านของเรา แล้วยืนยันว่าจะรักษาที่ดินและบริษัทนี้ไว้ให้ได้”

“โง่เขลา หรือว่าอวดดีกันแน่?” ธันวาโยนแฟ้มลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ “ส่งทนายความของเราไปยื่นคำขาด พรุ่งนี้เวลาสิบโมงเช้า ถ้าผู้หญิงคนนี้ไม่ยอมเซ็นสัญญายกที่ดินให้เรา ก็บีบธนาคารให้ฟ้องล้มละลายบริษัทสุวรรณเวชซะ ฉันไม่มีเวลามาเล่นขายของกับเด็กเพิ่งหย่านม”

“รับทราบครับบอส”

มัจจุราชหนุ่มหันกลับไปมองสายฝนอีกครั้ง ในหัวมีเพียงเป้าหมายทางธุรกิจเท่านั้น เขาไม่เคยสนใจว่าใครจะต้องพังทลายลงไปบ้างในเส้นทางแห่งอำนาจนี้ เพราะในโลกของเขา ปลาใหญ่กินปลาเล็กเสมอ

บทถัดไป