บทที่ 6 ซ่อนเร้น
“โธ่! พ่อคะ แค่ต้องร่วมทางกันวันสองวันหนูยังไม่รู้ว่าจะทนได้หรือเปล่า คิดจริงๆ หรือทันทีที่มีโอกาสหนูจะไม่รีบกวัดไกวไสส่งเขาไปให้พ้นๆ”
“ของแบบนี้มันเปลี่ยนใจกันได้นี่ลูก ไม่ว่าวันหรือสองวันอะไรมันก็เกิดขึ้นได้ ไม่แน่นาแค่ข้ามคืนที่อยู่กันตามลำพังหนูอาจจะมองภานนท์ในทางดีขึ้นก็ได้”
คนเป็นพ่อพูดหน้าเฉยตาเฉย แต่ลูกสาวทำตาเหล่ พูดเสียงรู้ทัน
“หนูรู้ว่าคุณพ่อชอบเขา รู้สึกจะให้ความรักใคร่เอ็นดูเป็นพิเศษ แต่ขอให้หยุดอยู่แค่นั้น คุณพ่อไม่เหมาะหรอกที่จะทำหน้าที่พ่อสื่อ ก่อนจะฝันไปไกลหนูขอบอกไว้เสียเลย คงไม่มีวันที่หนูจะเห็นผู้ช่วยคนดีคนโปรดของคุณพ่อเป็นคนพิเศษ เอาแค่ความรู้สึกชอบพออย่างคนรู้จักทั่วไปยังแทบจะเป็นไปไม่ได้แล้วเลย”
“พ่อไม่ฝันไกลก็ได้ หนูก็รู้เรื่องตัดสินใจจะรักใครชอบใครนี่พ่อให้หนูตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่ถ้าได้ลูกเขยเป็นคนที่พ่อชอบด้วยอย่างภานนท์ก็จะดีไม่น้อย”
เห็นแววตาลูกสาวที่มองมาวาทีก็รีบโบกมือว่อนพูดต่อโดยเร็ว
“โอเคๆ เรื่องเกี่ยวกับหัวใจหนูพ่อไม่ยุ่งแล้ว แต่ยังไงเดินทางเที่ยวนี้หนูต้องมีคนไปด้วย แค่นี้แหละที่พ่อขอ และถ้าจำเป็นต้องบังคับพ่อก็จะทำเพื่อความปลอดภัยของลูกสาวคนเดียวของพ่อ”
“พ่อคิดว่าจะมีอันตรายอะไรเกิดขึ้นกับหนูอย่างนั้นหรือคะ”
ทิราภาถามเสียงเรื่อยๆ ไม่ให้บิดาจับได้ว่าเธอเริ่มสงสัยบางอย่าง
อะไรคือสิ่งที่บิดาปิดบังซ่อนเร้น?
“ก็...”
วาทีหลุบตาลงมองมือตัวเองที่วางพาดบนโต๊ะ พูดทั้งยังหลุบตาต่ำ
“หวังว่าจะไม่มี”
จากนั้นก็เงยมองตรง กล่าวติดต่อกันไป
“หรือต่อให้มีอะไรเกิดขึ้นพ่อก็เชื่อว่าภานนท์จะสามารถจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อย”
“โอ้โฮ!”
ทิราภาแกล้งอุทานเสียงทึ่งๆ แต่ดวงตาคู่งามเริ่มหรี่นิดๆ เป็นสัญญาณเตือนให้คนเป็นพ่อรู้ว่า ความสงสัยคลางแคลงใจใดๆ หากจะไม่เคยมีมาก่อนมันก็เริ่มก่อตัวขึ้นแล้วละ
“ดูคุณพ่อจะเชื่อมั่นในตัวนาย เอ่อ ผู้ช่วยคนโปรดมากเลยนะคะ ทั้งที่หนูยังไม่เห็นว่าจะมีผลงานอะไรโดดเด่นพอจะอวดได้เต็มปาก”
“คนเก่งจริงฉลาดจริงเขาไม่โอ่ตัวหรอกลูก”
“ดาบคมแต่ในฝักไม่ชักออกมาใช้จะมีประโยชน์อะไรคะ”
วาทีหัวเราะเอิ้ก
“สำนวนลูกสาวพ่อนี่แหร่มจริงๆ เรื่องความคมของดาบถ้าเป็นดาบเนื้อดีจริงไม่ว่าอยู่ในฝักหรือนอกฝักความคมก็มีอยู่เสมอละลูก แต่พ่อก็หวังนะจะไม่มีเหตุจำเป็นให้ภานนท์ต้องชักดาบออกจากฝัก”
ทิราภาคิดว่าได้เห็นความกังวลผ่านหน้าบิดาไปแวบหนึ่งแม้เจ้าตัวจะพูดให้เห็นเป็นเรื่องชวนขัน แต่ก็ไม่แน่ใจนักจึงเพียงกระเซ้ายิ้มๆ
“ท่าทางคุณพ่อดูจะศรัทธาเอามากๆ บอกหน่อยได้มั้ยคะผู้ช่วยคนโปรดคนนี้นอกจากคอยติดตามคุณพ่ออย่างใกล้ชิดราวกับเป็นบอดี้การ์ด ทำอะไรบ้างวันๆ”
วาทีวางหน้าเฉยพูดเสียงเรียบสนิท อย่างตั้งใจให้บุตรสาวรู้ว่าก้าวก่ายการตัดสินใจของเขามากไปแล้วเพื่อตัดบท
“พ่อต้องรายงานหนูด้วยหรือ ผู้ช่วยแต่ละคนของพ่อช่วยงานอะไรให้พ่อบ้าง”
ทิราภาหน้าแดง พูดเสียงงอนๆ
“เอาเถอะ หนูไม่ซักก็ได้ แต่ว่า...พ่อคะ”
“อะไรลูก”
สุ้มเสียงชายวัยห้าสิบต้นกลับมาเป็นเสียงพ่อที่รักลูก
“เขานามสกุลอะไรคะ แล้วเป็นเป็นใครมาจากไหนกัน”
“เขาไหนล่ะ”
อะไรไม่รู้ทำให้ทิราภารู้สึกไปว่าผู้เป็นพ่อของกำลังถ่วงเวลาในการให้คำตอบ
“ผู้ช่วยคนโปรดของพ่อน่ะสิคะ” ระบุให้ชัดขึ้น
วาทีหัวเราะเบาๆ
“นึกยังไงขึ้นมาถึงได้ถาม”
“พ่อกำลังตอบด้วยการตั้งคำถามรู้ตัวหรือเปล่าคะ”
“เออ ลูกคนนี้ เรื่องอะไรมาจับผิดพ่อ ไม่เอาละ พ่อไม่พูดด้วยแล้วทำงานต่อดีกว่า หนูดูสิ เอกสารเต็มโต๊ะรอพ่อเซ็น...”
“พ่อ”
ทิราภาเรียกคำเดียวสั้นๆ แต่ด้วยกังวานเสียงทำเอาผู้เป็นบิดาถึงกับถอนใจ รู้จากประสบการณ์นับแต่เป็นพ่อลูกกันมายี่สิบหกปีเต็มๆ ลงว่าลูกสาวสุดที่รักทำเสียงอย่างนี้ ย่อมแปลว่าถ้าไม่ได้คำตอบที่ต้องการก็อย่าหวังว่าเขาจะหาความสงบได้
“โอเค โอเค ผู้ช่วยคนโปรดของพ่อ...นี่พ่อพูดตามสำนวนเหน็บแนมของหนูนะ นามสกุลเวสารัช ใครๆ ก็รู้ มีหนูคนเดียวแหละมั้งที่ไม่รู้”
“ใครๆ ของพ่อนี่หนูเดาว่าคงจะไม่กี่คน ดีไม่ดีอาจมีแค่พ่อเท่านั้นที่รู้ ไม่ต้องปฏิเสธเลยค่ะ หนูเช็คมาแล้ว พ่อเป็นคนรับเขาเข้าทำงานโดยตรงไม่ได้ผ่านฝ่ายบุคล แล้วก็ไม่ปรากฏแฟ้มประวัติของเขาที่นั่นด้วย”
“แล้วแปลกตรงไหนถ้าพ่อจะคัดสรรคนที่จะเข้ามาทำงานใกล้ชิดด้วยตัวเอง”
“ค่ะ ไม่แปลก” นิ่งอยู่กึ่งอึดใจ ก่อนจะพูดต่อ “เพียงแต่ว่า...”
ทิราภามองบิดาด้วยสายตาครุ่นคิด
“หนูแค่อดรู้สึกไม่ได้ว่าพ่อทำอะไรผิดปกติวิสัย ปกติพ่อไม่เคยยุ่งเรื่องรับคนเข้าทำงาน แต่รายนี้ดูเหมือนจะพิเศษ”
“พ่อก็แค่อยากจะลองเลือกคนที่ต้องทำงานใกล้ชิดด้วยตัวเองก็เท่านั้นแหละ เห็นว่ามีคุณสมบัติตามที่พ่อต้องการก็รับไว้”
ถึงบิดาจะพยายามพูดให้เห็นว่า ‘ไม่มีอะไรในกอไผ่นอกจากหน่อไม้’ ทิราภาก็ยังรู้สึกอยู่ดีว่า ‘ในกอไผ่มีมากกว่าหน่อไม้’ แต่จะเซ้าซี้ก็คงไม่ได้คำตอบจริงๆ
บิดาของเธอนั้นนับเป็นนักธุรกิจระดับแถวหน้าของเมืองไทย แม้ว่าในสายตาคนในแวดวงธุรกิจด้วยกันไม่ได้มอง วาที รัตนกุลชรเป็นเพียงพ่อค้าที่ประสบความสำเร็จ แต่มองว่าเขาคือพ่อมดแห่งวงการอุตสาหกรรมไทย
