บทที่ 3 ความหดหู่ที่มากขึ้น
ตอน ความหดหู่ที่มากขึ้น
หลายวันต่อมา ญาดาไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายทางด้านสามีใจยักษ์ของเธอก็เป็นคนออกให้ทุกบาททุกสตางค์ ไม่ใช่เขาคนเดียวหรอกที่ไม่ชอบเธอและเกลียดขี้หน้าเธอ เธอเองก็ไม่ชอบเขาเหมือนกัน หน้าตาเขาอาจจะหล่อเหลาก็จริง แต่พอเห็นปากร้ายๆ ที่ชอบจิกกัดและด่าทออยู่ทุกวันนั้นเสน่ห์ของเขามันดูลดลงจาก100เหลือ0ไปเลย และถึงแม้เขาจะไม่ได้เป็นคนปากร้ายแบบนี้เธอก็ไม่ได้มีใจพิศวาสอะไรเขาตั้งแต่ก่อนที่จะได้เสียกันอยู่แล้ว เพราะเธอชอบผู้ชายที่จิตใจดีมากกว่าผู้ชายที่หน้าตาดี
"โทรมยังกับผี" ไม่วายจิกกัดหญิงสาวที่เดินออกมาจากห้องฝั่งตรงข้ามเหมือนทุกวัน ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีอะไรดูดีเลยสักนิด ถ้าเขาไม่ได้เมาก็ไม่มีทางลากเธอขึ้นเตียงแน่ๆ และยิ่งหล่อนปล่อยผมยาวไว้ผมหน้าม้ายาวจนเกือบจะปิดดวงตา ผิวที่ขาวซีด ขอบตาที่ดำคล้ำ เรียวปากที่แห้งจนแตก ร่างผอมๆ บางๆ มันทำให้เธอยิ่งดูเหมือนผีซาดาโกะจากภาพยนตร์เรื่อง the ring เข้าไปใหญ่
"ยัยซาดาโกะ หึๆ" พูดแล้วก็มองหญิงสาวที่เดินนำหน้าออกไปด้วยสายตารังเกลียด
"อรุณสวัสดิ์ครับ" พอเดินมาถึงห้องทานอาหารก็ทักทายคุณพ่อกับคุณแม่ตามปกติทุกวัน ส่วนเมียคนใช้ของเขาก็เดินก้มหน้ามานั่งอยู่ที่ประจำของตัวเอง เธอไม่ได้มองหน้าใครทั้งนั้นนอกจากมองที่ฉามข้าวต้มของตัวเอง เพราะไม่อยากเห็นอีกแล้วแววตาแสนเกลียดชังที่สองแม่ลูกชอบส่งมา หล่อนกล้าสาบานเลยว่าถ้าไม่ติดที่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อดูแลแม่ผู้มีพระคุณ เธอจะฆ่าตัวตายไปตั้งแต่วันที่รู้ว่าตัวเองท้อง ดีกว่ามีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อเป็นตัวน่ารังเกียจของคนรอบข้าง
สามพ่อแม่ลูกพูดคุยกันตามปกติ แม้ปองกานต์ยังตัดใจจากรสิตาไม่ได้แต่เขาก็มีท่าทีที่ดีขึ้นกว่าเมื่อหลายวันก่อน จริงอยู่ที่ว่าทั้งสองรักกันมานานจะให้ใช้เวลาตัดใจเพียงไม่กี่วันมันคงยาก แต่เพราะว่าปองกานต์ค่อนข้างจะงานยุ่งชายหนุ่มจึงไม่ค่อยมีเวลามาคิดถึงเรื่องปัญหาหัวใจสักเท่าไหร่ หลังจากทำงานเสร็จกลับบ้านมาก็อาบน้ำและเข้านอนเลย จะว่าการที่เขางานยุ่งและมีเรื่องให้คิดเยอะแยะมันก็อาจจะเป็นข้อดีที่ทำให้ไม่มีเวลามานั่งช้ำใจกับเรื่องแฟนเก่าที่ทิ้งเขาไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมา และที่สำคัญพอคิดถึงเรื่องนี้ทีไรความคับแค้นใจมันก็เข้ามาแทนที่ตลอดและตัวต้นเหตุของเรื่องนี้ก็นั่งทานข้าวอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามของเขา หล่อนนั่งทานอยู่คนเดียวเงียบๆ โดยไม่ได้พูดคุยและมองหน้าใครเลย
'จองหองดีนัก' หน้าเศร้าๆ ท่าทางหดหู่ที่มีมากขึ้นทุกวันไม่ได้ทำให้ใครสงสารหล่อนขึ้นมาเลยโดยเฉพาะผู้ชายคนนี้
"ขอตัวก่อนนะคะหนูอิ่มแล้ว" หันไปพูดกับคุณชัชชาติก่อนจะรีบเดินออกไป
"กินน้อยทุกวันเลยนะนุ่น ถ้าเด็กออกมาไม่แข็งจะทำยังไง" คุณชัชชาติได้แต่หนักใจแต่ถึงแม้จะคอยบอกให้เธอทานเยอะกว่านี้หญิงสาวก็ยังคงทานน้อยเหมือนเดิม ไม่มีวันไหนที่เธอทานข้าวหมดจานเลย
"จองหองดีนักมันไม่มองหน้าใคตรเลยตอนกิน" พอแม่ลูกสะใภ้แสนชังเดินออกไปแล้วก็อดนินทาลับหลังไม่ได้
"ก็เพราะคุณนั่นแหละชอบไปด่าเขา เขาก็เลยไม่อยากคุยกับใคร"
"ไม่อยากคุยก็ดีแล้วล่ะค่ะ ฉันล่ะเบื่อขี้หน้ามันจะแย่นับวันยิ่งขี้เหร่ขึ้นทุกวัน"
"เห้อ..." ประมุขของบ้านได้แต่ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายที่ภรรยาไม่ยอมลดทิฐิลงเสียที ลูกชายเองก็ทำหูทวนลงทานอาหารอย่างสบายใจเขาไม่ได้สนใจอะไรเลยสักนิด
จริงอยู่ที่คุณชัชชาติห้ามไม่ให้เธอทำงานบ้านแต่หญิงสาวก็ทำตามที่ท่านบอกไม่ได้จริงๆ นั่นก็เพราะเธอเป็นคนไม่ชอบอยู่เฉยๆ มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วมีอะไรที่ช่วยคนใช้ในบ้านได้เธอก็ทำหมด ทั้งจัดดอกไม้และทำอาหาร คุณหญิงมณีที่อยู่บ้านทุกวันก็รู้ว่าเธอทำเรื่องพวกนี้ทุกวันแต่เพราะทิฐิจึงไม่ได้สนใจอะไร ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าอาหารที่ตัวเองทานอยู่ทุกวันบางเมนูลูกสะใภ้อาภัพคนนี้ก็เป็นคนทำเอง
"บัวลอยน้ำขิงค่ะคุณท่าน" แจงยกของว่างมาเสิร์ฟให้คุณผู้หญิงของบ้าน
"อืม...ขอบใจ เจ้าประจำใช่มั้ย" ท่านยังคงคิดว่าบัวลอยน้ำขิงหรือพวกของว่าที่ทานอยู่ทุกวันเป็นฝีมือของป้าโฉมแม่ครัวของที่นี่หรือไม่ก็เป็นของที่คนใช้ไปซื้อมาให้ ทั้งที่ที่จริงแล้วลูกสะใภ้ของท่านเป็นคนทำให้ทานอยู่บ่อยๆ ท่านติดใจฝีมือทำอาหารของบุษบามากและท่านก็รู้ว่าญาดาเองก็ทำอาหารเป็นฝีมือของเด็กคนนี้ก็ดีไม่แพ้แม่ของเธอเลย เมื่อก่อนนี้จึงชอบใช้ญาดาทำของอร่อยๆ ให้ท่านอยู่บ่อยๆ
ท่านทานบัวลอยน้ำขิงจนหมดเหมือนทุกวัน แจงที่มองอยู่ก็ได้แต่นั่งอมยิ้มที่เห็นว่าคุณผู้หญิงชอบอาหารที่ญาดาทำมากขนาดไหน คนใช้ที่นี่รักญาดากันทุกคนเพราะใครๆ ก็คิดว่าเธอเป็นคนดีีส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นต่างก็คิดว่าเป็นฝีมือบุษบากันทั้งนั้น ถึงญาดาจะไม่ได้บอกแต่มันก็เดาไม่ยากเพราะบุษบาเป็นคนที่เลวอย่างเปิดเผยมานานแล้ว และที่สำคัญหากญาดาเป็นคนเลวจริงๆ กล้าทำเรื่องแบบนี้จริงๆ แต่ทำไมเธอกลับดูไม่มีความสุขกับสิ่งที่ทำลงไปเลยสักนิด ขนาดพวกคนใช้ที่การศึกษาน้อยยังดูออก แต่คุณผู้หญิงและลูกชายของท่านที่เป็นผู้ดีมีหน้ามีตาทางสังคม โดยเฉพาะลูกชายที่เรียนจบสูง กลับมีทิฐิครอบงำจิตใจโกรธเกลียดญาดาเสียจนทำให้ตัวเองดูเป็นคนใจดำไปกันทั้งแม่ทั้งลูก
"อะ...โอ๊ย! ตะคริวๆ แจงนวดให้ฉันหน่อย!" เพราะคุณหญิงก็อายุมากแล้วดังนั้นจึงมักจะโดนตะคริวเล่นงานอยู่บ่อยๆ ครั้งนี้ก็เช่นกัน
"อะ...เอ่อ หนูนวดไม่เป็นค่ะคุณท่าน" แจงนวดไม่เป็นอย่างที่พูดจริงๆ เธอได้แต่บีบไปที่ขาของคุณหญิงมั่วๆ ไม่ได้ทำให้ท่านรู้สึกดีขึ้นสักนิด
"โอ๊ย! นังบ้าฉันจะตายอยู่แล้ว ไปตามคนที่นวดเป็นมาเร็วๆ" ได้แต่ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดเมื่ออยู่ๆ ตะคริวก็กินที่น่อง แจงจึงต้องรีบไปตามคนที่นวดเป็นมานวดให้คุณท่านซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นญาดาที่บังเอิญเดินผ่านมาพอดี
"พี่นุ่น! พี่นุ่น! แย่แล้ว ช่วยคุณท่านด้วย คุณท่านโดนตระคริวกิน" เมื่อได้ยินดังนั้นคนที่กำลังเดินเหม่อลอยอยู่ก็อดตกใจไม่ได้เช่นกัน
"แล้วคุณท่านอยู่ไหน"
"อยู่ที่ห้องนั่งเล่นจ้ะ มาช่วยนวดให้คุณท่านหน่อยหนูนวดไม่เป็น" พอได้ยินดังนั้นเธอรีบเดินนำหน้าแจงไปทันที อันที่จริงถ้าเป็นเมื่อก่อนหล่อนคงจะวิ่งแล้วแต่เป็นเพราะคุณหมอเตือนมาว่าห้ามวิ่งและห้ามยกของหนัก เพราะมันอาจจะทำให้เด็กในท้องไม่ปลอดภัยเธอจึงไม่กล้าวิ่ง
"อะ...โอ๊ย!" คุณหญิงมณียังคงร้องครวญครางเพราะความเจ็บและใช้มือนวดไปที่ขา
"คุณท่าน" ตกใจมากเมื่อเห็นว่าคุณหญิงมณีเจ็บปวดมากขนาดไหน หล่อนนั่งคุกเข่าลงที่พื้นก่อนจะสั่งให้แจงรีบไปหายาหม่องมาระหว่างนั้นก็ช่วยบีบนวดให้คุณหญิง
"ผ่อนคลายนะคะคุณหญิงเดี๋ยวก็หาย" ถ้าเป็นเวลาปกติหากเธอเข้ามาอยู่ใกล้ๆ แบบนี้ ท่านคงจะก่นด่าและไล่ไปไกลๆ แล้ว แต่ตอนนี้ท่านไม่สามารถผลักไสเธอได้จริงๆ เพราะรู้สึกเจ็บมากและการบีบนวดของหญิงสาวก็ทำให้รู้สึกดีขึ้น
"ดีขึ้นหรือยังคะ" ถามไปพลางบีบนวดให้ท่านด้วยความเต็มใจ หล่อนก็ผิดเองที่ปล่อยให้มารดาชักจูงมาทำเรื่องแบบนี้ เธอไม่แกร่งพอที่จะปฏิเสธ หัวอ่อนและเชื่อฟังแม่ผู้มีพระคุณมาโดยตลอดทั้งที่ก็ไม่ได้อยากทำเลย และอีกอย่างผู้ที่หล่อนกำลังบีบนวดให้อยู่ก่อนที่จะเกิดเรื่องขึ้นท่านก็ใจดีมากๆ แล้วแบบนี้หญิงสาวจะโกรธท่านลงได้อย่างไร
"ฉันหายปวดแล้ว จะไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ" เอ่ยปากไล่ แต่ก็ไม่ได้เป็นการไล่ที่รุนแรงอะไร
"ค่ะ" ว่าแล้วหญิงสาวก็ลุกออกไป อันที่จริงก็อยากจะบีบนวดให้ท่านสบายแบบเมื่อก่อนแต่ตอนนี้ท่านก็ไม่ได้ต้องการเธอแล้วหนำซ้ำยังรังเกียจอีก
ความรู้สึกหดหู่ใจจึงกลับมาทำร้ายหล่อนอีกแล้ว ยิ่งคิดมันก็ยิ่งรู้สึกแย่จนอยากจะตายๆ ไปซะ ไม่อยากมีชีวิตที่บัดซบแบบนี้แล้ว โดนแม่ตัวเองขังไว้ให้อยู่กับผู้ชายที่เมาจนขาดสติในห้อง ถูกเขาข่มขืนจนท้อง คนที่ทำให้ชีวิตเธอมาถึงจุดที่เรียกได้ว่า 'ชีวิตบัดซบ' ก็คือแม่ที่เธอรักที่สุดในชีวิต เพราะรักท่านมากพอท่านสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำหมดมีทั้งเรื่องที่ไม่อยากทำแล้วก็เรื่องที่อยากทำ ซึ่งเรื่องที่ไม่อยากทำที่สุดในชีวิตก็คือเรื่องที่แม่ให้หลับนอนกับปองกานต์
ในตอนนั้นบุษบาไม่ได้คิดว่าการนอนกับปองกานต์ภายในคืนเดียวจะทำให้ญาดาท้อง หลังจากวันนั้นเธอก็บังคับไม่ให้ญาดาทานยาคุมกำเนิดและในที่สุดญาดาก็ท้องจนได้ นับเป็นวันที่ขมขื่นที่สุดรองลงมาจากการถูกปองกานต์ข่มขืน มีแต่แม่ผู้บงการทุกอย่างเท่านั้นที่มีความสุขกับเรื่องแบบนี้ ญาดานึกไม่ออกเลยว่าเมื่อไหร่เธอจะมีชีวิตที่มีความสุขอย่างคนอื่นเขาบ้าง เธอได้แต่หลอกตัวเองไปวันๆ ว่าแม่รักเธอ เธอต้องอยู่เพื่อแม่ เพราะแม่รักให้ได้ดีจึงต้องทำร้ายเธอแบบนี้ เธอมองไม่ออกจริงๆ ว่าหนทางไหนที่จะทำให้ตัวเองมีความสุข ได้แต่คิดว่าถ้าเธอตายไปมันจะดีหรือเปล่า บางทีแม่อาจจะพูดว่ารักเธอสักครั้ง อาจจะร้องไห้เสียใจถ้าเห็นเธอตาย และเธอก็จะได้ไม่ต้องมีชีวิตที่ห่วยแตกแบบนี้อีก ชีวิตที่ไม่มีใครสักคนต้องการ...
