บทที่ 2 จุดเริ่มต้นของความบาดหมาง

เสียงแก้วคริสตัลแตกกระทบพื้นหินอ่อนดังลั่น เศษแก้วใสกระเด็นกระจายไปทั่วห้องอาหารของคฤหาสน์หลังใหญ่

อรนภาสะดุ้งสุดตัวก่อนจะทรุดลงนั่งกับพื้นโดยอัตโนมัติ ฝ่ามือที่ยันพื้นสัมผัสเศษแก้วคมจนเลือดสีแดงค่อย ๆ ซึมออกมา แต่ความแสบที่ปลายนิ้วยังเทียบไม่ได้กับสายตาเย็นชาของชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าทศวรรษมองเธอด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

“ใครบอกให้คุณเข้าครัว”

น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังหากเย็นเสียจนทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบงัน

“อึ่ก!”

อรนภาเม้มริมฝีปากพยายามกลั้นน้ำตา ก่อนก้มลงเก็บเศษแก้วทีละชิ้น ทั้งที่มือยังสั่น

“อ้อนแค่อยากทำอาหารให้คุณทศ” เธอพูดแผ่วเบา “เห็นคุณกลับดึกทุกวัน เลยคิดว่าอย่างน้อย…”

ยังไม่ทันพูดจบฝ่ามือหนาก็ปัดถาดอาหารที่เธอตั้งใจทำมาตลอดทั้งบ่ายออกไปพ้นทาง 

เคร้ง!

แกงอุ่นๆ ที่อ้อนตั้งใจทำอย่างสุดฝีมือหกเลอะเต็มพื้น กลิ่นหอมที่เคยอบอวลมันกลับชวนให้รู้สึกขมขื่น

“ยุ่งไม่เข้าเรื่อง ทีหลังไม่ต้องมาทำแบบนี้”

เขาเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบทว่า ฟังดูเย็นชาจนใจเจ็บ

“ผมไม่ได้ต้องการ ไม่ได้ร้องขอให้ทำด้วยซ้ำอย่ามาวุ่นวาย!”

อรนภาชะงักมือที่กำลังเก็บเศษแก้วค้างอยู่กลางอากาศ ทศวรรษสบตามองเธอโดยไร้แววอ่อนโยน

“แล้วก็เลิกคิดว่าจะเข้ามาจัดการชีวิตผมสักที”

หัวใจของเธอเหมือนถูกบีบจนหายใจไม่ออก

“ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นนะคะ”

“งั้นก็ดี”

เขาพูดตัดบททันทีเพราะไม่อยากให้หญิงตรงหน้าพูดคำอ้างแก้ตัวใดๆ

“จำหน้าที่ของตัวเองไว้ก็พอ”

หญิงสาวนิ่งงันเขาเว้นจังหวะ ก่อนเอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นยิ่งกว่าเดิม

“คุณไม่ได้เข้ามาอยู่ที่นี่ในฐานะภรรยา”

คำพูดนั้นราวกับมีดที่ค่อย ๆ กรีดลงบนหัวใจของหญิงสาว

“คุณก็รู้ว่าทำไมแม่ผมถึงรับคุณเข้ามา”

อรนภาพยายามเม้มปากแน่นเพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดออกมา

“ถ้าทำตามข้อตกลงไม่ได้” เขาพูดพลางหันหลัง “ก็ไม่มีเหตุผลที่คุณต้องอยู่ที่นี่ต่อ”

ประตูห้องปิดลงพร้อมเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ ห่างออกไป

อรนภายังคงนั่งอยู่ท่ามกลางเศษแก้วและอาหารที่กระจัดกระจาย เลือดจากฝ่ามือหยดลงบนพื้นหินอ่อนทีละหยด หากความเจ็บตรงนั้นกลับเลือนหาย เมื่อเทียบกับความรู้สึกที่เหมือนหัวใจถูกเหยียบย่ำจนแหลกละเอียด

ผู้ชายคนนี้…

คือคนเดียวกับคุณหมอที่เคยยื่นกระดาษทิชชูให้เธอพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นเมื่อหกเดือนก่อนจริงหรือ

หรือแท้จริงแล้ว…คนที่เธอเคยรัก ไม่เคยมีตัวตนอยู่เลย

6เดือนก่อนหน้านั้น

กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสมุนไพรจีนลอยคลุ้งอยู่ทั่วคลินิกแพทย์แผนจีนภายในโรงพยาบาลเอกชน อรนภานั่งกุมท้องน้อย สีหน้าซีดเซียวจากอาการปวดเรื้อรังที่ทรมานเธอมาหลายเดือน

แต่สิ่งที่ทำให้เธอหนักใจยิ่งกว่าอาการป่วย คือหนังสือทวงหนี้ที่ถูกกำไว้ในมือ หากหาเงินมาใช้ไม่ทัน ร้านดอกไม้ซึ่งเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายจากแม่ก็คงต้องหลุดมือไป

“ผลตรวจออกแล้วนะครับ”

เสียงทุ้มนุ่มทำให้อรนภาเงยหน้าขึ้น

ชายหนุ่มในเสื้อกาวน์สีขาวเลื่อนแฟ้มประวัติมาวางบนโต๊ะ ก่อนอธิบายอย่างใจเย็น

“คุณเป็นภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ครับ อาการปวดที่เป็นอยู่เกิดจากโรคนี้”

เขาเงยหน้ามาสบตาเธอ รอยยิ้มอ่อนโยนแต้มอยู่มุมปาก

“ไม่ต้องตกใจนะครับ โรคนี้สามารถรักษาได้”

คำพูดสั้น ๆ กลับทำให้หัวใจที่กำลังหวาดหวั่นค่อย ๆ สงบลง

ทศวรรษอธิบายแนวทางการรักษาทีละขั้นอย่างละเอียด ไม่มีท่าทีเร่งรีบหรือรำคาญ แม้เธอจะถามซ้ำหลายครั้ง เขาก็ยังตอบด้วยความอดทน

“หมอจะให้ยาจีนควบคู่กับการปรับสมดุลร่างกายนะครับ อาจต้องใช้เวลา แต่ถ้ารักษาต่อเนื่อง อาการจะดีขึ้นเรื่อย ๆ”

อรนภาพยักหน้ารับก่อนก้มหน้าซ่อนดวงตาที่เริ่มร้อนผ่าว

“ขอบคุณค่ะ”

เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย

“อ้อนกลัวถ้าอ้อนป่วยหนักกว่านี้ คงไม่มีแรงดูแลร้านดอกไม้ของแม่”

ทศวรรษเงียบไปครู่หนึ่งก่อนดึงกล่องกระดาษทิชชูมาวางตรงหน้าเธอ

“ร้องไห้ได้นะครับ”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“แต่หลังจากวันนี้ เรามาช่วยกันรักษาให้ดีขึ้น”

เพียงประโยคธรรมดา ๆ กลับทำให้หยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

ตั้งแต่แม่จากไป ไม่มีใครพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแบบนี้อีกเลย

อรนภารับกระดาษทิชชูจากมือของเขา พลางสบดวงตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจของคุณหมอหนุ่ม

รอยยิ้มอบอุ่นของเขา เปรียบเหมือนแสงแดดยามเช้าที่สาดลงบนดอกไม้ซึ่งกำลังเฉาเหี่ยว

และโดยไม่ทันรู้ตัว…

หัวใจของเธอก็ค่อย ๆ ผลิบานขึ้นอีกครั้ง

เธอไม่รู้เลยว่า ผู้ชายคนนี้จะกลายเป็นคนเดียวกันกับที่ในอีกหกเดือนต่อมา จะเป็นคนทำลายหัวใจของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี

ปัจจุบัน

อรนภาค่อย ๆ ดันตัวลุกขึ้น เลือดที่ฝ่ามือแห้งติดผิว ความแสบยังไม่เท่าความว่างเปล่าที่กัดกินหัวใจ เธอเดินกลับห้องเล็กชั้นล่างของคฤหาสน์ ห้องที่จัดไว้ให้ ไม่ใช่ในฐานะภรรยา แต่เป็นเพียงผู้หญิงที่อุ้มท้องให้ตระกูลเขา

ยังไม่ทันถึงประตู เสียงหัวเราะจากสวนลอยมาตามลม อรนภาหยุดหันมองผ่านหน้าต่าง ภาพตรงหน้าบีบหัวใจแน่น ทศวรรษโอบเอวรสรินหลวม ๆ พาเดินชมสวน รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าเขา คือรอยยิ้มเดียวกับวันที่เคยปลอบเธอ เขาไม่เคยเย็นชา เพียงแต่ไม่อ่อนโยนกับเธออีกแล้ว

“ช่วงนี้อ้อนเงียบ ๆ ดูเจียมตัวดีนะคะ” รสรินหัวเราะ ซบไหล่เขา “คงรู้ตัวแล้ว ว่าอยู่ได้ไม่นาน”

ทศวรรษปรายตามองสีหน้าเรียบ “ไม่ต้องสนใจเธอหรอก อีกไม่นานก็จบ”

รสรินยิ้มบางก่อนจะพูดต่อ “หมายถึง…”

“แม่ได้หลานเมื่อไหร่ ทุกอย่างก็จบ” เขาพูดต่อทันที

เพียงประโยคเดียวหัวใจอรนภาเหมือนหยุดเต้น สำหรับเขา เธอเป็นแค่ข้อตกลง น้ำตาไหลเงียบ ๆ ไม่ใช่เพราะถูกดูถูก แต่เพราะคนที่เธอรักไม่เคยมองว่าความรู้สึกของเธอมีค่า

แกร๊ก… ประตูเปิด เด็กหญิงตัวน้อยวิ่งเข้ามา ก่อนชะงักเมื่อเห็นเธอนั่งอยู่

“อ้อนจ๋า” จือจือวิ่งมากอดแน่น

“อ้อนร้องไห้อีกแล้วเหรอ” เด็กน้อยย่นจมูก ทำหน้าบึ้ง 

“ลุงทศแกล้งใช่ไหม”

อรนภาปาดน้ำตาพร้อมกับคลี่ยิ้มบาง ดวงตาแดงก่ำ “เปล่าจ้ะ”

“โกหก” จือจือส่ายหน้าแรง “เดี๋ยวจือจือไปดุให้ตีด้วย”

คำไร้เดียงสาทำให้เธอยิ้มทั้งน้ำตา อรนภาดึงเด็กน้อยมากอด สูดกลิ่นแป้งอ่อน ๆ ราวกับเก็บความอบอุ่นสุดท้ายในบ้านนี้

“อ้อนไม่เป็นไร” เธอลูบศีรษะเบา ๆ “แค่เหนื่อยนิดหน่อย”

จือจือเงยหน้ามือเล็กเช็ดน้ำตาให้อย่างตั้งใจ อรนภาหลับตาช้า ๆ เธอรู้ว่าการอยู่ที่นี่เหมือนยืนกลางพายุที่พัดโหมกระหน่ำซัดสาดตัวเธอ แต่ไม่มีทางเลือก หากออกไป ร้านดอกไม้ของแม่จะถูกยึด และเธอจะไม่เหลือที่กลับ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเจ็บแค่ไหน เธอต้องทน ต้องอุ้มท้องเด็กคนนี้ให้สำเร็จ เพื่อรักษาสิ่งสุดท้ายที่แม่ทิ้งไว้ โดยไม่รู้เลยว่าโชคชะตากำลังวางหมากอีกกระดาน กระดานที่วันหนึ่งไม่ใช่แค่เธอที่เจ็บ แต่รวมถึงทศวรรษผู้ชายที่มั่นใจว่าไม่มีวันรักเธอ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป